แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ I ♥ English idioms แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ I ♥ English idioms แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์, กรกฎาคม 15, 2554

สำนวน : ประเภทของขโมย



Theft ธีฟ เป็นคนลักขโมย ที่เป็นคนละพวกกับ robber, burglar, mugger, shoplifter ฯลฯ ซึ่งคำพวกนี้จะนำมาอธิบายในภายหลัง

กลับมาตรงที่ thief คือคนลักขโมย เป็นคำทั่วๆไปที่ใช้เรียกคนที่ขโมยของคนอื่น แต่ไม่ใช้ความรุนแรง พหูพจน์ของ thief ก็คือ thieves กริยาที่หัวขโมยทำกันคือ steal ซทีล

A thief is a person who steals.

Manfred’s apartment was broken into last night, and the thieves got away with B 200,000. = อพาร์ทเมนต์ของแมนเฟรดถูกงัดเข้าไปเมื่อคืนนี้ พวกขโมยได้เงินไปสองแสนบาท

ส่วน theft เป็นการขโมย ไม่ใช่เป็นคน กรณีอพาร์ทเมนต์ของแมนเฟรด พูดได้ใหม่ว่า Manfred had a theft in his apartment last night. = แมนเฟรดโดนขโมยที่อพาร์ทเมนต์เมื่อคืนนี้

กรณีของ robber ‘รอบเบอะ อันนี้หมายถึง โจรปล้นธนาคาร โจรปล้นร้านค้า ต่างจาก theft ตรงที่ robber มัก use violence คือใช้ความรุนแรง

ผู้เสียหายที่โดนปล้นเมื่อวานซืนซึ่งยังนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลให้การว่า “The robbers shot me before making their get-away.” = ไอ้โจรที่ปล้นมันยิงผมก่อนที่จะหนี

แล้วไอ้พวกตีนแมว พวกที่ย่องเบา งัดเข้าไปในบ้านเพื่อขโมยของนี่ล่ะ ฝรั่งเรียกว่า burglar ‘เบอกเลอะ พวกนี้นี่แหละที่ illegally enter buildings and steal things

Shoplifting ‘ฌ็อพลิฟทิง อันนี้เป็นการขโมยโดยลอบหยิบสินค้าในร้าน คนขโมยประเภทนี้เราเรียกว่า shoplifter เช่น Petula was caught shoplifting by a store detective. = พีตุลาถูกจับได้โดยนักสืบประจำห้าง

คุณผู้อ่านคงเคยเจอกริยา mug ออกเสียงว่า มัก หมายถึง ทำร้ายและปล้นเงิน หากคุณได้อ่านข่าวเจอแบบนี้ The teenage gang mugged the tourists. ก็ขอให้เข้าใจได้เลยว่า นักท่องเที่ยวโชคร้ายกลุ่มนี้ถูกกลุ่มวัยรุ่นทั้งปล้นเงินและทั้งถูกทำร้าย เพราะ mug สื่อความหมายทั้ง ทำร้าย+ปล้น เมื่อจะเอาคำนี้มาทำเป็นคำนามที่เป็นคน ก็ใช้คำว่า mugger

วลีและคำกล่าวที่ฝรั่งเอาศัพท์ที่เกี่ยวกับขโมยขโจรมาใช้ เช่น It takes a thief to catch a thief. หมายถึง คนไม่ซื่อสัตย์ย่อมสามารถคาดเดาคนไม่ซื่อสัตย์คนอื่นได้ หรือ Like a thief in the night = เหมือนขโมยในราตรี อันนี้หมายถึง secretly+unexpectedly+without being seen = อย่างลับ อย่างไม่คาดคิด โดยไม่มีใครเห็น

คุณผู้อ่านเคยเจอคนที่ยืมเงินของคนอื่นไปจ่ายให้อีกคนหนึ่งไหม อย่างนี้ฝรั่งมีกริยาวลีว่า rob Peter to pay Paul เช่น Troy robbed Peter to pay Paul! I mean he borrowed money from Augustine to pay back money he borrowed from Emma. = ทรอยปล้นปีเตอร์ไปจ่ายให้พอล! ผมหมายถึง แกยืมเงินจากออกัสตีนไปจ่ายคืนให้เอ็มม่า นั่นเอง

ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 9 กรกฎาคม 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/184851

วันพฤหัสบดี, กรกฎาคม 07, 2554

สำนวน : Never say die / dying for / die a death

ฝรั่งมีวลีหนึ่งซึ่งใช้พูดเพื่อเพิ่มเติมกำลังใจให้คนที่ท้อแท้ ผิดหวัง วลีนั้นคือ Never say die. อันนี้ก็แล้วแต่จะแปล เช่น อย่าท้อแท้ อย่าหมดกำลังใจ อย่าล้มเลิก อย่าหยุดสู้ ฯลฯ

“Never say die.” is said to encourage people to keep trying.

ยังมีอีก 2 วลีที่ฝรั่งชอบใช้พูดกัน นั่นก็คือ be dying for… และ be dying to do something สองวลีนี้สื่อไปในทางร้อนรนอยากจะมี หรืออยากจะทำอะไรอย่างมาก

สามีภรรยาฝรั่งคู่หนึ่งต้อนรับพ่อผู้เขียนตอนมาเยี่ยมเนเธอร์แลนด์เมื่อปลายปีที่แล้ว พอรู้ว่าพ่อผู้เขียนลงสมัคร ส.ส. ก็โทร.มาถามเป็นระยะ กระทั่งคนวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันประกาศผลเลือกตั้ง สามีภรรยาคู่นี้มาหาผู้เขียนถึงที่พัก “We’re dying to hear your father’s news.” = เรากำลังร้อนรนจนใกล้จะตายที่จะได้ยินข่าวของคุณพ่อของคุณ

ประโยคที่สองสามีภรรยาพูดนี่หมายถึง We’re extremely eager to hear your father’s news. เราร้อนรนที่สุดที่จะได้ยินข่าวคราวของคุณพ่อของคุณ

บางสิ่ง หรือมนุษย์บางคนสู้ต่อไปไม่ไหว ยอมโยนผ้าขาวแพ้ แพ้แล้วก็จบ ไม่มีโอกาสโผล่หน้าทะยามขึ้นมาสู้อีกแล้ว ฝรั่งอังกฤษมีวลีที่ใช้อธิบายสถานการณ์อย่างนี้ว่า die a death หรือ die the death ส่วนฝรั่งอเมริกันมีวลี die a natural death

โครินขียนหนังสือออกมาขายเล่มหนึ่ง แต่ปล่อยลงตลาดได้เพียง 1 สัปดาห์ก็รู้ว่าขายไม่ได้ = Korin’s book died the death after a week.

ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 7 กรกฎาคม 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/184252

วันอาทิตย์, กรกฎาคม 03, 2554

สำนวน : reside, residence, และ residency

Reside ออกเสียงว่า ริ’ไซด์ คำนี้ก็คือ live อาศัยอยู่ประจำที่ไหนนั่นเอง เพียงแต่ live เป็นศัพท์ธรรมดา เมื่อพูดกริยาว่า reside ก็ดูเป็นทางการหน่อย I was born in Bangkok, but presently reside in Utrecht. = ผมเกิดที่กรุงเทพฯแต่ปัจจุบันพำนักอยู่ที่อูเทร็คต์

เมื่อถามถึงครอบครัว ผู้เขียนบอกกับฝรั่งว่า My family now resides in Chanthaburi, Thailand. = ครอบครัวผมพำนักอยู่ที่จันทบุรี ประเทศไทย

ส่วนคำว่า residence ‘เรซอิเด็นซ เป็นคำนาม หมายถึง ที่พักอาศัย ที่พำนัก ถิ่นที่อาศัยอยู่ After having worked overseas for 40 years, my uncle finally took up his residence in Trat. = หลังจากทำงานในต่างประเทศเป็นเวลานานถึง 40 ปี ในที่สุด ลุงของผมก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ตราด

Reside = live,      Residence = home

บ้านเลขที่ 12 ถนนเลียบเนิน ตำบลวัดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี เป็นบ้านหลังใหญ่ตั้งอยู่บนเนิน ฝรั่งเคยถามผู้เขียนว่า สถานที่นี้คืออะไร ผู้เขียนตอบว่า ‘the Governor’s official residence’ = จวนผู้ว่า หรือ ที่พำนักอย่างเป็นทางการของผู้ว่าราชการ นั่นเอง

วลี in residence หมายถึง การไปพักในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ เช่น Queen Beatrix of The Natherlands is in residence at the palace this month. = สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์แห่งเนเธอร์แลนด์ประทับในพระราชวังในเดือนนี้

คุณผู้อ่านคงจะเคยได้ยินการแนะนำบุคคลว่าเป็น author in residence หรือ poet in residence บางทีเราก็เจอ artist in residence อันนี้หมายถึง นักเขียน หรือ กวี หรือ ศิลปิน ที่ได้รับเชิญ หรือ ได้รับว่าจ้างให้ไปสอนในสถานที่ใดสถานที่หนึ่งเป็นระยะเวลาสั้นๆ

“This is John, an author in residence. He’ll be with us for 3 days.” = นี่คือจอห์น นักเขียนที่เราเชิญมาสอน ท่านจะอยู่กับเราที่นี่เป็นระยะเวลา 3 วันนะครับ

หมู่นี้ไม่เห็นสองพี่น้องมาริโอกับลีโอนิคเลย เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ทั้งคู่ตามคุณพ่อคุณแม่ไปอยู่ที่ออสเตรเลียแล้ว การย้ายไปอยู่ที่อื่น ฝรั่งมีวลีใช้ว่า Take up residence บางคนพูดไพเราะเพราะกว่านั้นโดยใช้คำว่า Take up residency อย่างมาริโอกับลีโอนิคนี่ เพื่อนบอกว่า They took up residence in Australia. = พวกเขาย้ายไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ผู้เขียนถามต่อว่า แล้วพวกเขาจะกลับมาเนเธอร์แลนด์อีกเมื่อไร เพื่อนตอบว่า “They won’t be back.” = ไม่กลับมาแล้ว “They took up permanent residency abroad.” = พวกเขาไปอยู่ต่างประเทศอย่างถาวรเลย

Residency ‘เรซอิเด็นซิ ยังหมายถึง สถานภาพการอยู่อาศัยในประเทศหนึ่งๆของบุคคล ขณะเดินเล่นในกรุงเฮก ผู้เขียนโดน ต.ม.ดัตช์ ตรวจสอบว่าเป็นพวกอพยพหรือเปล่า = The Dutch Immigration Office examined my residency.

ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 24 มิถุนายน 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/181167

วันเสาร์, กรกฎาคม 02, 2554

สำนวน : mean

Mean คำนี้ออกเสียงว่า มีน เหมือนที่คนไทยเรียกว่า มีนบุรี แต่อย่าออกเสียงว่า มีล เพราะจะหมายถึง meal ที่แปลว่า มื้ออาหาร

Mean เป็นกริยา หมายถึง หมายความว่า เช่น Do you understand what I mean? = คุณเข้าใจสิ่งที่ผมหมายถึงรึเปล่าครับ? หรืออย่างเช่น If you want to visit Moscow, it will means spending. = ถ้าคุณอยากจะไปเยือนกรุงมอสโก มันก็หมายความถึงเรื่องค่าใช้จ่ายด้วยนะ

นอกจากนั้น mean ยังหมายถึง มีความนัยสำคัญ ผู้ใหญ่มิ่ง อยู่พร้อม ปู่ของผู้เขียนชอบเขียนบันทึก ผู้เขียนได้นำบันทึกเล่มหนึ่งของท่านติดตัวมาที่เนเธอร์แลนด์ด้วย ตอนที่เพื่อนๆของผู้เขียนมาเยี่ยม ผู้เขียนจึงนำบันทึกของปู่เล่มนี้มาอวด พร้อมทั้งพูดว่า My grandfather’s diary means a lot to me. = บันทึกประจำวันของปู่มีความสำคัญต่อผมมาก

บางครั้งคำพูดของผู้เขียนก็ไปกระทบกระเทือนจิตใจของเพื่อนชาวต่างชาติ จนผู้เขียนต้องพูดแก้ไขว่า I didn’t mean to blame you. = ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะตำหนิคุณดอกนะ ความหมายที่สามของ mean ในกรณีที่เป็นกริยาก็คือ ตั้งใจ มุ่งมั่น

แต่ถ้าเมื่อใดที่ใช้ mean เป็น adjective คำนี้จะสื่อไปในทำนอง ใจดำ ไม่นึกถึงหัวจิตหัวใจคนอื่น ใจร้าย

ผู้เขียนสังเกตพบว่า ใครๆก็ไม่ชอบรุ่นพี่คนที่มีเชื้อสายอินเดียผู้มีชื่อว่า นาเจนตรา จนวันหนึ่งก็ถึงบางอ้อ เมื่อนาร์ซีซัสหนุ่มอเมริกันเล่าถึงนาเจนตราให้ฟังว่า Nagendra is mean and selfish. = นาเจนตราใจดำและเห็นแก่ตัว

สมัยที่เราเรียนสถิติในมหาวิทยาลัย เราก็เจอคำนาม mean ที่หมายถึง ค่าเฉลี่ย ค่ากลาง มีความหมายเท่ากับคำว่า average ลองดูตัวอย่างเช่น The mean of the test scores is 92. = ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบอยู่ที่ 92

เมื่อเติม –s ที่ means ก็จะออกเสียงว่า มีนซ เป็นคำนามหมายถึง วิธีการ means เป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ The class captain was made by means of a majority of votes. = การเลือกหัวหน้าชั้นตัดสินด้วยวิธีใช้คะแนนเสียงส่วนใหญ่

Meaning ‘มีนอิง เป็นคำนาม หมายถึง ความหมาย It is very difficult to explain the meaning of ‘love’. = ยากเหมือนกันนะที่จะไปอธิบายความหมายของคำว่ารัก

คำลูกหลานของ mean ที่นักเรียนไทยบางส่วนใช้ไม่ค่อยถูกกัน มักจะเป็น adjective 2 คำ คือ meaningful ‘มีนอิงฟุล และ meaningless ‘มีนอิงเล็ซ

Meaningful ก็คือ ที่มีความหมาย ที่มีคุณค่า ที่มีความสำคัญ เช่น Studying in the Netherlands is meaningful to me. = การเรียนในประเทศเนเธอร์แลนด์ มีความหมายสำหรับผม

คำที่ลงท้ายด้วย –less ทักจะสื่อไปในทาง ไม่มี ปราศจาก ผู้เขียนพยายามปลอบใจเจมีนาว่า อย่าเลิกกับเรย์เนอร์เลย เพราะเท่าที่รู้เรย์เนอร์รักเธอมาก

เจมีนาบอกว่า ใช่เธอรู้ว่าเรย์เนอร์รักเธอ ทว่า... “Rayner gave me a meaningless love. = เรย์เนอร์น่ะมอบความรักที่ไร้ความหมายให้ฉัน” พูดได้แค่นี้ เจมีนาก็ปิดหน้าร้องไห้ ฮือ ฮือ ฮือ


ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 2 กรกฎาคม 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/183150

วันพฤหัสบดี, มิถุนายน 23, 2554

สำนวน : หมาๆแมวๆ

 สัตว์ที่มนุษย์ออกจะรักมากที่สุดเห็นจะเป็น หมา แต่สำนวนเกี่ยวกับหมามักจะไม่ค่อยน่าฟังเท่าใด เช่น เมื่อกิจการงานเจ๊งหรือขาดทุนย่อยยับ ตกอยู่ในภาวะไปไม่รอดก็จะพูดว่า go to the dogs หรือถ้าขี้โอ่ก็พูดว่า put on the dog

ในกรณีที่ถูกคนตามกวนอยู่ตลอดเวลา เช่น บ่นว่า ไอ้คนแปลกหน้าคนนั้นมันตามกวนเสียจริงๆ พูดว่า That fellow is still dogging us.

เมื่อใดที่ตกต่ำ ชีวิตหมดความหวัง โชคชะตาราศีตกอับ สำนวนที่ใช้กันคือ to lead a dog’s life

ถ้าผู้ชายคนใดถูกผู้หญิงต่อว่าหลังจากไปเดทกันมาพักหนึ่งแล้ว โดยพูดว่า That fellow is a real dog. เธอต้องการจะบอกว่า คุณไม่เอาไหนเสียเลย ปากไม่ว่า และมือไม่ถึงอีกด้วย

ถัดมาจากหมาก็เห็นจะเป็นแมวที่คนเราคุ้นที่สุด คำพูดที่ใช้กันอยู่ประจำ ก็คือ to lead a cat-and-dog-life คือคนที่อยู่ด้วยกันแล้วทะเลาะเบาะแว้งอยู่เรื่อยๆคล้ายๆชีวิตคู่ของสามีภรรยา

ครั้นตัดสินใจหย่าร้างกันยังทำไม่ได้ เลยต้องเล่นเอาล่อเอาเถิด หรือถ่วงเอาไว้ก่อน ลักษณะเช่นนี้เรียกกันว่า The wife plays cat and mouse with husband. จำใจต้องอยู่ด้วยกันไปก่อนโดยที่อนาคตยังไม่แน่นอน

ภาษิตโบราณที่ว่า คับที่อยู่ได้คับใจอยู่ยาก ฝรั่งบอกว่า A happy hut is better than a gloomy castle. ส่วน to have enough room to swing a cat round หมายถึง มีเนื้อที่แค่นิดเดียวไม่พอที่จะเหวี่ยงแมว ว่างั้น (เสนอให้แก้ไขโดย แฟนเพจนิรนาม ขอบคุณมากค่ะ)

การเผยความลับฝรั่งเรียกว่า let the cat out of the bag หมายถึง เผยไต๋หรือเผยความลับออกมา

ขอบคุณที่มา จากหนังสือ "สนุกภาษาฝรั่งกับประเดิม" เขียนโดย คุณนพพร สุวรรณพานิช พิมพ์ปีพ.ศ. 2541

วันอังคาร, มิถุนายน 21, 2554

สำนวน : ขาวๆดำๆ



โดยปกติเรามักเทียบเคียงคำว่า ขาวกับดำ ในทำนองว่า ขาวเป็นสิ่งสะอาด บริสุทธิ์ ดำเป็นตัวแทนของความสกปรกและความทุกข์ อย่างไรก็ตามมีสำนวนที่เกี่ยวกับขาว-ดำ มากมาย ดังนี้

·         ขาว

As white as snow = ขาวเหมือนหิมะ

White coffee = กาแฟใส่นม

White elephant = ทุกขลาภ

White flag = โบกธงขาว, ยอมแพ้

White tie = ผูกโบ ไท หรือหูกระต่าย (แต่งสูทเต็มยศ)
เช่น Is it dinner jacket or white tie? = ใส่ชุดแจ็คเก็ตธรรมดาหรือต้องแต่งเต็มยศ

White collar = พวกที่ทำงานประจำในออฟฟิศ

White slave = ผู้หญิงที่ถูกล่อลวงไปเป็นโสเภณี

          White slave traffic = การค้าประเวณี

          Stark-white = ขาวจั๊วะ

          Staring white = ขาวโพลน

·         ดำ

As black as soot = ดำเหมือนฝุ่น

As black as coal = ดำเหมือนถ่าน

Black as pitch = ดำเป็นตอตะโก

Black-hearted = ใจดำ

Black coffee = กาแฟดำ

Black flag = ธงสลัด, ธงโบกให้ประหารชีวิตนักโทษ

Black shirt = เป็นสมาชิกพรรคเผด็จการฟาสซิสต์ของอิตาเลี่ยน

          Dressed in black = ไว้ทุกข์

Black cap = หมวกสีดำที่ผู้พิพากษาสวมก่อนตัดสินประหารชีวิตนักโทษ (สิ่งที่นักโทษกลัวที่สุด)

Black Death = กาฬโรค

Black mood = โกรธ, อารมณ์เสีย

Black day = วันแห่งความเศร้า, วันวิปโยค

Give somebody a black look = มองดูอย่างโกรธเคือง

Have something in black and white = เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร

เกี่ยวกับเรื่องผิวและการรังเกียจผิวนั้น นักประพันธ์รางวัลโนเบลสาขาวรรณคดีชื่อ วิลเลี่ยม ฟอล์คเนอร์ กล่าวไว้อย่างคมคายว่า

" To live anywhere in the world today and be against equality because of race or color is like living in Alaska and be against snow. "

" การดำรงชีวิตอยู่ในที่ใดก็ตามในโลกทุกวันนี้โดยที่ต่อต้านความเสมอภาคเพราะปัญหาเชื้อชาติและสีผิว ก็เหมือนกับการอยู่ในอลาสก้าแต่เป็นปฏิปักษ์ต่อหิมะนั่นเอง "


ขอบคุณที่มา จากหนังสือ "สนุกภาษาฝรั่งกับประเดิม" เขียนโดย คุณนพพร สุวรรณพานิช พิมพ์ปีพ.ศ. 2541

วันพุธ, มิถุนายน 15, 2554

สำนวน : จมูก / nose

คำว่า nose นอกจากเป็นคำนาม แปลว่า จมูกแล้ว ยังใช้เป็นกริยาก็ได้ เช่น

That man will nose out a crime anywhere. = หมอนั่นมันจมูกไวสืบรู้เรื่องอาชญากรรมที่ไหนก็ได้

คำว่า nose ใช้เป็น idiom ได้หลายอย่าง เช่น

Pay through the nose = จ่ายราคาแพงขาดใจ

These things are right under my very nose. = เรื่องพวกนี้เกิดขึ้นตำตาฉันนี่เอง

Keep one’s nose to the grindstone = พยายามฝนทั่งให้เป็นเข็ม

Bite his nose off = เกรี้ยวกราดเอากับเขา

To be as plain as the nose on your face = ชัดแจ้งแดงแจ๋, แจ่มแจ้งเหมือนตะวันบนท้องฟ้า

His friend always leads him by the nose = เพื่อนฝูงของเขาจูงเขาดังหนึ่งสนตะพายอยู่ร่ำไป

Follow one’s nose = เดินตรงดิ่งไปข้างหน้า


ขอบคุณที่มา จากหนังสือ "สนุกภาษาฝรั่งกับประเดิม" เขียนโดย คุณนพพร สุวรรณพานิช พิมพ์ปีพ.ศ. 2541

วันอังคาร, มิถุนายน 14, 2554

สำนวน : ค่าตอบแทนจากการทำงาน (3)

Fee หมายถึงค่าธรรมเนียม ค่าบริการทางด้านวิชาชีพ ค่าบริการทางวิชาการ เช่น

medical fee = ค่าบริการทางการแพทย์
tuition’s fee = ค่าเล่าเรียน
lawyer’s fee = ค่าตอบแทนสำหรับทนายความ
consultant’s fee = ค่าตอบแทนสำหรับที่ปรึกษา
registration fee = ค่าลงทะเบียน
entrance fee = ค่าเข้าไปในสถานที่

Payment (‘เพเม็นท) หมายถึง เงินที่ต้องจ่ายเป็นค่าจ้างค่าตอบแทน Did you get any payment from the social security office? คุณได้รับเงินที่จ่ายจากสำนักงานประกันสังคมหรือเปล่า?

ผู้เขียนเคยตามผู้ใหญ่ไปเป็นที่ปรึกษาโครงการใหญ่ระดับทวีป พองานเสร็จ บริษัทจีนที่ว่าจ้างก็ออกลายทันที ด้วยการบอกว่า คุณกลับประเทศไทยก่อนเถอะ We’ll put your payment in your account. เราจะจ่ายเงินค่าจ้างลงไปในบัญชีของคุณ ถ้าเจอใครพูดจาอย่างนี้ ก็ขอให้คุณทำใจไว้ได้เลย ว่าโดนเบี้ยวแน่ จนบัดนี้ 5 ปีแล้ว ยังไม่เห็นเงินจากงานนั้นซักหยวนเดียว

ไปซื้อของที่ไหน แต่สตางค์ไม่พอ คุณกลัวว่าจะมีคนอื่นซื้อเอาไปซะก่อน จึงจำเป็นจะต้องจ่ายเงินมัดจำ เงินมัดจำนี่แหละที่ฝรั่งเรียกว่า down payment

อีกคำหนึ่งที่อยากฝากไว้ในที่นี้ ก็คือ income (‘อินคัม) อันนี้หมายถึง รายได้จากการทำงาน หรือทำธุรกิจ คุณผู้อ่านท่านคงเคยได้ยินคำว่า ภาษีเงินได้ อันนี้ก็คือ income tax เด็กดัตช์คนหนึ่งคุยโตคุยโม้ถึงพ่อของตัวเองว่า My father works in a German company and earns high income. พ่อของผมทำงานอยู่ในบริษัทเยอรมันและมีรายได้สูงมาก


ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 11 มิถุนายน 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/178457

วันจันทร์, มิถุนายน 13, 2554

สำนวน : ค่าตอบแทนจากการทำงาน (2)

ร้านเครื่องดื่มในประเทศเนเธอร์แลนด์มักจะยกโต๊ะเก้าอี้ออกมาวางไว้ริมทางเดินในตอนเช้ากับตอนบ่าย ผู้เขียนเคยไปรับจ้างทำงานประเภทนี้เหมือนกัน I was paid a minimum wage. ผู้เขียนได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ ส่วนนายธีโอนิอุส เพื่อนที่มาจากกรุงวิลเลมสตัด ดินแดนเนเธอร์แลนด์แอนมิลลิส อาณานิคมของเนเธอร์แลนด์ มีฝีมือมาก รับจ้างเป็นช่างทาสี ได้ค่าแรงสัปดาห์ละ 1,200 ยูโร = Thelonius earns a weekly wage of 1,200 euros.

Salary ‘แซลอะริ อันนี้คือเงินเดือน เมื่อทำเป็นพหูพจน์จะต้องเขียนเป็น salaries เป็นเงินค่าจ้างรายเดือนก็ได้ รายปีก็ดี ในการเขียนจดหมายสมัครงาน คุณต้องเขียนถึงเรื่องเงินเดือนที่คุณอยากได้ หากไม่รู้ว่าทางโน้นจะจ่ายเงินเดือนที่คุณเรียกไปได้หรือเปล่า คุณก็ควรจะเขียนตอนท้ายตบไปเสียหน่อยว่า The offered salary is negotiable. = เงินเดือนที่เสนอมานี้สามารถต่อรองกันได้

เงินเดือนของฝรั่งส่วนใหญ่จะแจ้งเป็นรายปี แต่เวลาจ่าย จ่ายเป็นรายเดือน an annual salary of $50,000 = เงินเดือนปีละ 50,000 ดอลลาร์

อาจารย์ท่านหนึ่งเบื่อฝรั่งเศส จึงเปลี่ยนงานการสอนจากฝรั่งเศสมาสอนที่เนเธอร์แลนด์ ทั้งๆที่เงินเดือนลดลงก็เอา = That professor took a drop in salary when he moved from France to the Netherlands.

He took a drop salary. = He accepted a lower salary. = ท่านยอมรับเงินเดือนที่น้อยกว่า/ต่ำกว่า


ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 11 มิถุนายน 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/177983

วันอาทิตย์, มิถุนายน 12, 2554

สำนวน : ค่าตอบแทนจากการทำงาน (1)

เพื่อนฝรั่งถามผู้เขียนว่า เป็นนักเขียนน่ะได้รับค่าตอบแทนยังไงเป็น salary หรือเป็น wage? โดนคำถามแบบนี้ทำให้ผู้เขียนนึกขึ้นมาได้ว่า หลายคนคงสับสนเหมือนที่ผู้เขียนเป็นในสมัยก่อนเหมือนกันว่าอะไรคือ pay, salary, fee, payment และ income

Pay เป็นคำกลางๆของค่าตอบแทนจากการทำงาน ดูจากคำถามที่เพื่อนถามข้างบนที่ผู้ถามยังไม่รู้ว่าผู้เขียนได้รับค่าตอบแทนแบบไหน? เพื่อนก้ยิงคำถามโดยใช้คำว่า pay ซึ่งเป็นคำกลางๆไว้ก่อน

Pay is a general word which means the money that you receive for working. “เพ” เป็นคำทั่วไปซึ่งหมายถึงเงินที่คุณได้รับจากการทำงาน เพื่อนจึงถามต่อว่าในเมืองไทยแพทย์กับครู ใครได้ค่าตอบแทนมากกว่ากัน? ผู้เขียนบอกว่า ไม่ต้องถามเฉพาะในเมืองไทยหรอก ทั่วโลกเป็นเหมือนกันหมด Doctors usually get more pay than teachers. โดยปกติแพทย์ได้รับค่าจ้างมากกว่าครูอยู่แล้ว

คำแปลของ pay น่าจะเป็น “ค่าตอบแทนจากการทำงาน”

ส่วน wage นั้น "เวจ" เป็น “ค่าจ้างแรงงาน” ที่จ่ายเป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ และมักจะจ่ายเป็นเงินสด


A wage is an amount of money you receive each day or week. It is often paid in cash. 

พรรคการเมืองไทยพรรคหนึ่ง บอกว่าจะกำหนดค่าแรงขั้นต่ำของแรงงานไทยให้อยู่ที่วันละ 300 บาท อีกพรรคหนึ่งบอกว่า จะกำหนดให้เป็น 350 บาทต่อวัน ค่าแรงขั้นต่ำนี่ละคือ a minimum wage

ขอบคุณที่มา : คอลัมน์เปิดฟ้าภาษาโลก ไทยรัฐออนไลน์ โดย คุณนิติ นวรัตน์
วันที่ : 10 มิถุนายน 2554
http://www.thairath.co.th/column/edu/openlang/177731