แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมหนอนหนังสือ : Read Me แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มุมหนอนหนังสือ : Read Me แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธ, กุมภาพันธ์ 21, 2561

Banana Tree Horse : a book of poetry from my country

My second book of this year is under the challenge subject ' A book of poetry from my country'.
Title: Banana Tree Horse
Author: Paiwarin Khao-Ngam
Translated into English by B. Kasemsri


Photo on the book cover portrays a Thai traditional game called 'Banana Horse Riding'. Children make a toy horse from banana leaves and play by riding around alone or running a race holding the toy horse between their legs. This is one of the simple and interesting ways to make use of banana trees that grow all year round and can be found all over Thailand. 
 
This book is a collection of poetry which reflect Thai ways of life. My favorite is in the first chapter; 'Banana Tree Horse 1', page 20-21.
It is a story of a young migrant, who moves from a countryside to the capital city. He rides to the city with his banana tree horse and a gun, both made from banana leaves and crafted by his father. They symbolize his childhood and the rural world he comes from. They also means courage and protection for the roaming hero in search of his destiny. As he arrives to the 'City of Angels' he sees a different world, so full of 'hazy smoke', 'rows and rows of concrete gables', 'jumbles wires and tangled cables', and 'jingling and jangling sounds'. Time has past and the man has come to realize that this is not his destiny. He cannot fight the impact of urban alienation he experiences, for example 'search in vain for a mate...to find only my faithful steed', 'weak in face of many a demon...surrounded by ferocious foes', and 'with chest scars and a bleeding pain'. Finally, he understands that his 'dreams of conquest' are quickly 'undone by urban machines' and the courage and protection (banana tree and gun) he has brought with him may be defeated too. In order to save himself from further misery, he decides to 'rid back o'er rice field' back to his home and back to his natural world again.




It is a powerful message from one of migrant's point of views. One that is bound by the unfamiliarity of urban life and eventually suffer from alienation. The only way he can survive is by going back home where he belongs. But not all migrants can do that.

As an immigrant in Finland, I feel strongly connected to this piece of poetry, especially the unfulfilled dreams and loneliness parts ('the dreams of conquests...now undone by urban machines' and 'search in vain for a mate...to find only my faithful steed'). Immigrants often have expectations of the new place before they relocate. Many have dreams for their new beginnings. Some need to leave their past in order to search for their future. Once they reach their destination, many of them might find themselves in a whole different world, a totally new home. The world that treats them like a renter, not a homeowner. Nothing in this new home belongs to them, and they don't belong to it, just yet, either. Hence, their expectations, dreams and needs can not be quickly fulfilled. It takes time to gain the sense of belonging. It takes more than courage to adapt to the new environment and to be accepted. It needs more than patience to persevere through times of difficulties. And there's no better life-driven transportation than hope, and only hope alone becomes the best personal weapon. Hope for a better day when you fail. Hope for a new day when you're hurt.... I can keep writing,but the length of this text might wear you out. So let me finish by saying that, unlike the man in this poetry, I choose to fight for my dream with the courage held firmly in my hands and hope in my heart. Here I am and I'm standing tall.



วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 11, 2561

ดอกไม้ใต้ภูเขาน้ำแข็ง : a book that raises social awareness against domestic violence

วันหนึ่งมีโอกาสแวะไปทำบัตรยืมหนังสือที่ห้องสมุดเขตปาซิล่าที่เค้าจัดชั้นหนังสือวรรณกรรมภาษาไทยร่วมหลายร้อยเล่ม เจ้าหน้าที่ใจดีมากกกกค่ะ ชวนคุยนู่นนี่นั่น ให้เอกสารมาปึกใหญ่เกี่ยวกับกฏระเบียบการใช้บริการจากห้องสมุด รวมทั้งคลับเรียนภาษาฟินนิชแก่ผู้เรียนต่างชาติ เพราะแกคงรู้ว่าทักษะภาษาฟินนิชของดั๊นนั้นด้อยมาก ในคราวนั้นเองดั๊นก็ยืมหนังสืออ่านภาษาไทยมาหนึ่งตั้ง อยากยืมมากกว่านี้ แต่กลัวจะแบกกลับบ้านไม่ไหว ยังไม่ทันกลับถึงบ้านดั๊นก็เปิดอ่านเล่มแรกบนรถไฟนั่นเลยค่ะ อ่านจนวางไม่ลง เกือบลงผิดป้ายแน่ะหนังสือเล่มแรกที่หยิบมาอ่าน คือ หนังสือแนวสารคดี ชื่อ ดอกไม้ใต้ภูเขาน้ำแข็ง เขียนโดย อรสม สุทธิสาคร

ออกตัวก่อนเลยว่า เป็นหนังสือที่เกือบมองข้าม เพราะเดาจากชื่อและปกหนังสือว่าน่าจะเป็นนิยายรัก ที่ไม่ใช่แนวโปรดของตัวเองแต่อย่างใด แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นข้อความมุมล่างซ้ายที่เขียนว่า เรื่องจริงอันขมขื่นของเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว ก็พลันต้องพลิกอ่านปกหลัง และพุ่งความสนใจกับคำว่า ทำร้ายทางเพศ ข่มขืน ประจาน ข่มขู่ ทำร้ายร่างกาย ไม่รับผิดชอบ เหล่านี้ที่กระตุ้นต่อมกระหายใคร่รู้ขึ้นมาทันที บวกกับความที่เราสนใจประเด็นทางสังคมนี้อยู่แล้ว หนังสือเล่มนี้จึงเป็นเหมือนประตูบานแรกที่เปิดให้เห็นมุมมืดมุมหนึ่งของสังคมซึ่งอันที่จริงมิได้ไกลตัวเราเลยแต่อย่างใด

เกี่ยวกับหนังสือ : ผู้เขียนได้รวบรวมเรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นเหยื่อของความรุนแรงทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ จากการสัมภาษณ์ นำมาเขียนเป็นเรื่องสั้น รายละหนึ่งเรื่อง ผู้หญิงเหล่านี้บางรายได้รับความกระทบกระเทือนอย่างต่อเนื่อง โดยปราศจากความช่วยเหลือ จนถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต หลายรายโชคดีได้รับความช่วยเหลือทันการ จึงสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ แต่ที่น่าตกใจคือยังมีเหยื่ออีกหลายรายที่ตกอยู่ในวังวนความทุกข์ ยอมรับสภาพเหยือของความรุนแรงต่อไปเพราะความคิดที่เป็นมายาคติว่า ภรรยาที่ดีจะต้องเชื่อฟังสามี หรือ ผู้ชายเป็นเจ้าของภรรยาของตน เป็นต้นนอกจากนี้ผู้เขียนยังแทรกบทที่เขียนเรื่องราวจากฝ่ายชายผู้ที่ก่อเหตุความรุนแรง และบทที่เป็นเรื่องราวจากผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว นั่นก็คือ ลูก อีกด้วย ในส่วนบทท้ายหนังสือนั้น ผู้เขียนได้นำบทสัมภาษณ์จาก นักวิชาการ จิตแพทย์ เอ็นจีโอ นักสังคมสงเคราะห์ นักกฎหมาย ผู้ที่คลุกคลีกับปัญหานี้มายาวนาน มาช่วยแจกแจงปัญหา ให้ความรู้ และแนะแนวทางที่จะสามารถป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์อันจะนำมาซึ่งความสูญเสีย รวมทั้งแนะนำหน่วยงานต่างๆที่สามารถให้ความช่วยเหลือ ทั้งก่อนและหลังจากที่เหยื่อได้รับความกระทบกระเทือน สิ่งที่ผู้เขียนอยากฝากให้ผู้อ่านได้ขบคิด นั่นคงเป็นคำถามที่ว่า เราจะมีส่วนป้องกันและช่วยเหลือเหยื่อความรุนแรงในครอบครัวเหล่านี้อย่างไร และที่สำคัญกว่านั้นคือ เราจะปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเท่าเทียมกันในสังคมมนุษย์ ทั้งในเรื่องเพศ สีผิว และชนชั้น ได้อย่างไร น่าคิดนะเธอ 

อ่านจบแล้วได้ข้อคิดมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้เราได้มองเห็นปัญหานี้ในมุมลึกขึ้น และขยายกว้างขึ้นครอบคลุมคนรอบตัว นอกจากนี้ยังทำให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า สิ่งใดในโลกนี้ล้วนอนิจจัง ไม่มีอะไรที่ยั่งยืนยาวนาน ร่างกายมีเกิดและดับฉันใด อุปมาที่ใจก่อขึ้นอย่างเช่นความรู้สึกและอารมณ์ เช่นอารมณ์รักก็ต้องมีเกิดและดับไปเช่นกันไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตอย่างรู้เท่าทันอารมณ์และมีสติ หากไม่ยึดติดกับสิ่งใด ใจเราก็ไม่เป็นทุกข์ และปล่อยวางได้ง่ายเป็นต้น 

ใครที่สนใจ ลองหามาอ่านกันนะคะ

This book is about domestic violence in Thailand. The author is an experienced documentary journalist. She collected stories from the domestic violence victims, mainly women, and wrote this book based on their stories. Some victims suffered from a long cycle of abusive relationship to the point where they no longer wished to live, and sadly took their own lives. Many of them found strength in themselves and walked out of the sick relationship alive. Some decided to seek help and survived, while some didn't even have a chance to be saved in time.

I find this book disturbing, yet interesting not only because it is 'based on the true story', but also because these stories reflect the distorted beliefs which is rooted in Thai culture for a long time, for example 'a man is the owner of his wife'. Hence, he has all the rights to threaten her in many forms, i.e. physically, sexually, emotionally, and economically. The worst part is this almost seems to be accepted both by the society and even the victim herself.
This issue is worth pondering, don't you think?

When I finished this book, one of the core teachings of Buddhism came in my mind, "nothing lasts forever'', indeed! Love, too, will never last. Love can go away and if we resists it will turn into hate and eventually will cause suffering. We should let go in order to be free from all attachment. This is the only way to lessen sufferings in our life.



วันศุกร์, มกราคม 27, 2560

หนังสือเล่มจิ๋วที่มีชื่อว่า MIKI


โพสนี้เหมาะสำหรับผู้ที่รักการอ่าน รวมทั้งผู้ที่กำลังมองหาหนังสืออ่านเล่นขนาดเล็กที่พกพาสะดวก หลายคนอาจคุ้นตาจากชั้นอ่านหนังสือตามห้องสมุดสาธารณะ หรือร้านขายหนังสืออยู่บ้าง แต่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ หนังสือเล่มจิ๋วนี้กัน
                           
MIKI คือหนังสือรูปแบบใหม่ มีขนาดเพียง 118 x 80 มิลลิเมตร จากภาพจะเห็นได้ว่าความยาวน้อยกว่าช้อนกาแฟ จึงพกพาสะดวก น้ำหนักเบาเพราะกระดาษที่ใช้เป็นกระดาษบาง"อินโดพริ้นท์" (ที่ทำให้นึกถึงกระดาษซับหน้ามันสีขาวบางสมัยก่อน หรือกระดาษในหนังสือไบเบิ้ล) กระดาษผลิตและนำเข้าจากบริษัท Bolloré Thin Papers ประเทศฝรั่งเศส เพื่อส่งเข้ากระบวนการตีพิมพ์ในประเทศเนเธอร์แลนด์
หนังสือรูปแบบนี้มีความพิเศษตรงที่ต้องอ่านตามแนวนอนของหนังสือ คืออ่านจากบนลงล่างได้ในทีเดียวทั้งสองหน้าเมื่อกางหน้าคู่ และพลิกเปลี่ยนหน้าขึ้นด้านบนแทนที่การพลิกจากขวาไปซ้าย ตัวหนังสือไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ในหนึ่งหน้าบรรจุไม่เกิน 16 บรรทัด และเนื่องจากมีขนาดเล็กกระทัดรัดและน้ำหนักเบา จึงจับถนัดมือและพลิกเปลี่ยนหน้าได้อย่างสะดวก




เดิมหนังสือขนาดเล็กรูปแบบนี้มีชื่อว่า Dwarsligger หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Flipbackbook ได้รับการตีพิมพ์และเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ปีค.ศ. 2009 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้รับการตอบรับจากนักอ่านชาวดัตช์อย่างล้นหลาม จนถึงขณะนี้ได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 350 เรื่อง เป็นจำนวนหลายล้านเล่ม นอกจากความนิยมในประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว หนังสือเล่มจิ๋วยังถูกเผยแพร่และขยายลิขสิทธิ์การจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายแก่สำนักพิมพ์ในประเทศต่างๆ เช่น สเปน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, สวีเดน, รัสเซีย, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก, โปรตุเกส เป็นต้น



ในประเทศฟินแลนด์นั้น บริษัท Otava เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับสิทธิ์แต่เพียวผู้เดียวในการเผยแพร่วรรณกรรมภาษาฟินนิชในรูปแบบหนังสือขนาดเล็กรูปแบบนี้ และได้จัดวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อลิขสิทธิ์ MIKI ในเดือนเมษายน
ปีค.ศ. 2013 เป็นนิยายจำนวน 12 เรื่อง ได้แก่ 

Kaikki mitä rakastin ผู้แต่ง Siri Hustvedt
Ei kiitos ผู้แต่ง Anna-Leena Härkönen
Fifty Shades – Sidottu 
ผู้แต่ง E. L. James
Fifty Shades – Satutettu ผู้แต่ง E. L. James
Fifty Shades – Vapautettu ผู้แต่ง E. L. James
Kasvot kuvassa ผู้แต่ง Donna Leon
Sheriffi ผู้แต่ง Reijo Mäki
Sinä päivänä ผู้แต่ง David Nicholls
Metsäjätti ผู้แต่ง Miika Nousiainen
Totta ผู้แต่ง Riikka Pulkkinen
Taisteluni: Ensimmäinen kirja (LIKE) ผู้แต่ง Karl Ove Knausgård
Rahalla saa (LIKE) 
ผู้แต่ง Jens Lapidus

ความเห็นส่วนตัว:


เมื่อสามปีก่อน มีเพื่อนชาวฟินน์คนหนึ่งที่รักการอ่าน นำหนังสือ MIKI จากรุ่นแรกที่วางขายในฟินแลนด์ให้เราดู ครั้งแรกที่เห็นคิดว่ามันก็คือหนังสือที่เลียนแบบไบเบิ้ลหรือดิกชั่นนารี่เล่มเล็ก เพราะมีขนาดพอๆกัน แต่เมื่อได้พิจารณาและสัมผัสดูแล้วพบว่า นอกจากขนาดและความบางของกระดาษแล้ว หนังสือรูปแบบนี้ถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนหนังสือชนิดอื่นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเมื่อได้ลองหามาอ่านมาแล้ว มีความเห็นส่วนตัวดังนี้

ข้อดี: ให้คะแนนเต็มในเรื่องขนาดที่พอดีมือ และความสะดวกในการจับถือ พกพา และจัดเก็บ ส่วนรูปแบบของปกก็ถูกออกแบบมาให้พลิกง่าย หน้าปกมีผิวสัมผัสที่เรียบลื่น ไม่สากมือ กระดาษหนาพอประมาณและยังกันน้ำได้ด้วย (หากน้ำสาดกระเด็น หรือหยดบนปกหนังสือก็สามารถเช็ดออกได้ง่าย ไม่ทิ้งรอยเปียก)  แบบฟอร์มหน้ากระดาษที่พิมพ์มาทำให้ต้องกางปกออกอย่างน้อยเก้าสิบองศาไม่ว่าจะกำลังอ่านหน้าบนหรือล่าง คล้ายกับการอ่านหน้าคู่แบบนี้ไปทุกหน้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คิดว่าอ่านได้เร็วขึ้นกว่าหนังสือแบบอื่นที่ต้องอ่านจากบนลงล่างและจากหน้าซ้ายไปขวา ตัวหนังสือไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป และที่สำคัญกระดาษไม่บางจนมองทะลุเห็นตัวหนังสือจากหน้าอื่น

ข้อเสีย: ขณะนี้ในฟินแลนด์มีขายเฉพาะนิยายภาษาฟินนิช ทั้งจากนักเขียนชาวฟินน์และนิยายที่แปลจากภาษาอื่นเท่านั้น และราคาก็ยังสูสีหรือสูงกว่าหนังสือปกอ่อนขนาดธรรมดาบางเล่ม อีกทั้งตลาดการผลิตและจำหน่ายในประเทศกำลังเติบโต จึงมีวางขายเพียงจำนวนจำกัดและมีให้เลือกไม่มากนัก พบเจอนวนิยาย เรื่องอ่านเล่นซะเป็นส่วนใหญ่  นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากระดับความบางของกระดาษแล้ว ส่วนตัวเห็นว่าหนังสืออาจไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม หรือการจับถือเป็นเวลายาวนาน และอาจไม่เหมาะกับการพิมพ์สอดแทรกภาพประกอบหนังสือหรือการจดโน้ต เป็นต้น

สรุปว่า MIKI ยังมีให้เลือกน้อยและราคาก็ยังสูงเกินกว่าที่จะสรรหามาสะสมบนชั้นหนังสือ แม้ว่าจะมีขนาดพกพาที่ดีต่อใจและไม่เปลืองเนื้อที่จัดเก็บก็ตาม และเมื่อเทียบกับหนังสืออิเล็กทรอนิค หรือ eBooks ที่หาอ่านได้ง่าย จัดเก็บและพกพาอย่างสะดวกในแท็บแบล็ตหรือสมาร์ทโฟน และยังมีให้เลือกสรรอย่างมากมายแล้ว ยิ่งทำให้ราคาและความคุ้มค่าของหนังสือรุ่นเล็กแบบนี้ไม่น่าคบหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับนักอ่านอย่างเราที่คลั่งไคล้สัมผัสของกระดาษ และประเมินคุณค่าของหนังสือด้วยใจ มิใช่ราคา ก็อาจหาซื้อหนังสือที่พกพาสะดวกแบบนี้ที่คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถตีตลาดสิ่งพิมพ์ได้กว้างขึ้น และหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะพบหนังสือฉบับภาษาไทยที่พกพาสะดวกแบบนี้ และสามารถแพ็คใส่กระเป๋าเดินทางได้นับร้อยเล่มเพื่อนำมาอ่านได้ทั้งปีที่ฟินแลนด์




ขอบคุณข้อมูลจาก: 
https://otava.fi/uutiset/2013/otava-tuo-suomen-markkinoille-uuden-kirjaformaatin/#.WHj6fuaffA0
http://www.dwarsligger.com/

วันศุกร์, มกราคม 29, 2559

Sanakirja : แนะนำพจนานุกรมรวมคำศัพท์ภาษาฟินนิช

พจนานุกรมรวมคำศัพท์ภาษาฟินนิช (Sanakirja)
ส่วนตัวแล้วไม่เคยใช้พจนานุกรมรวมคำศัพท์ฟินนิช-ไทย เพราะยังไม่พบเล่มที่คำศัพท์ครอบคลุมหรือมีคำแปลที่ละเอียด
และเนื่องจากตัวเองคุ้นเคยกับฉบับที่แปลเป็นภาษาอังกฤษมากกว่า จึงเลือกใช้พจนานุกรมรวมคำศัพท์ฟินนิช-อังกฤษ (Suomi-Englanti sanakirja) มาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม พจนานุกรมภาษาที่ดีที่สุดคือฉบับรวมคำศัพท์ที่อธิบายเป็นภาษานั้น 
ซึ่งกรณีนี้ก็คือ พจนานุกรมคำศัพท์ฟินนิชที่อธิบายเป็นภาษาฟินนิช (Suomen kielen sanakirja) ดังนั้นจึงอยากแนะนำพจนานุกรมที่ใช้อยู่ ดังนี้

 Suomen kielen sanakirja maahanmuuttajille 
- Anne Saarikalle, Johanna Vilkuna
มีคำศัพท์พื้นฐานสำหรับผู้ที่กำลังเรียนภาษาระดับเริ่มต้น ปริมาณคำศัพท์จึงไม่มาก เพียง 3,500 คำ อธิบายเป็นภาษาฟินนิช   คำอธิบายเข้าใจง่ายและส่วนใหญ่จะมีประโยคตัวอย่างให้ด้วย เช่น
LAPSI :
ความหมายที่ 1. Lapsi on nuori poika tai tyttö. (เด็ก) > ตัวอย่าง Lapset leikkivät pihalla. Lapsille oli järjestetty juhliin kivaa ohjelmaa. VASTAKOHTA = aikuinen
ความหมายที่ 2. Lapsi on myös jonkun tytär tai poika. (ลูกหญิง หรือ ลูกชาย) > ตัวอย่าง Lapseni tulee huomenna kotiin. Kuinka monta lasta teillä on?
นอกจากนี้ ผู้แต่งยังเพิ่มคำศัพท์ที่สำคัญกับผู้ที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในฟินแลนด์ เช่น 
VELVOLLISUUS: ความหมาย Velvollisuus on asia, joka täytyy tehdä, vaikka ei halua tai jaksa. (หน้าที่, ภาระ, ความรับผิดชอบ) > ตัวอย่าง Lasten velvollisuus on käydä koulua. Sinulla on velvollisuus kertoa totuus. 

ข้อดี - ใช้ง่าย เข้าใจง่าย แนบประโยคตัวอย่างมาให้ด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นเรียน
ข้อด้อย - คำศัพท์ค่อนข้างจำกัด และคำอธิบายไม่ละเอียดลงลึก


Suomen kielen sanakirja ulkomaalaisille
- Timo Nurmi
เล่มนี้มีคำศัพท์เพิ่มขึ้นมากว่า 17,000 คำ อธิบายเป็นภาษาฟินนิชระดับกลางขึ้นไป และนอกจากจะให้อธิบายความหมายละเอียดขึ้นแล้ว ยังเพิ่มรูปคำที่สำคัญให้ด้วย เช่น genetiivi, partitiivi และ illatiivi ทั้งแบบ yksikkö และ monikko เช่น
LAPSI : LAPSEN : LASTA : LAPSEEN : LAPSIEN : LASTEN : LAPSIA
ความหมายที่ 1. Nuori poika tai tyttö. (เด็ก) > ตัวอย่าง Hän on vielä lapsi. Pihalla oli paljon lapsia leikkimässä.
ความหมายที่ 2. Jonkun tytär tai poika. (ลูกหญิง หรือ ลูกชาย) > ตัวอย่าง Meillä on kaksi lasta.En minä voi kaikille lapsilleni ostaa omaa asuntoa.
ความหมายที่ 3. (อุปมาอุปมัย/เปรียบเปรย)  lapsellinen, naiivi henkilö (อ่อนต่อโลก, ไร้เดียงสา) > ตัวอย่าง Raha-asioissa hän on täysi lapsi. 

ดังนั้นการอธิบายความหมายของคำศัพท์หนึ่งคำจึงมีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อ ครอบคลุมสถานการณ์หรือบริบทต่างๆ และเมื่อหาคำว่า LAPSI ก็อาจค้นเจอคำที่ศัพท์ใกล้เคียงอื่นๆเช่น  LAPSEKAS, LAPSELLINEN, LAPSETTAA, LAPSILISÄ, LAPSUUS เป็นต้น

ข้อดี - แสดงรูปคำที่สำคัญในการแต่งประโยค เช่น genetiivi, partitiivi และ illatiivi ทั้งแบบ yksikkö และ monikko, อธิบายความหมายตามบริบทของคำ และยกตัวอย่างแยกบริบท
ข้อด้อย - ไม่เหมาะสำหรับผู้เรียนในระดับเริ่มต้น เนื่องจากคำอธิบายด้วยภาษาฟินนิชระดับกลางขึ้นไปคือใช้คำอธิบายที่ซับซ้อนขึ้น


SUOMI ENGLANTI SUOMI 
- Ilkka Rekiaro, Douglas Robinson
พจนานุกรมคำศัพท์ฟินนิช-อังกฤษ เล่มนี้เป็นแบบพ็อคเก็ตบุ๊ค ประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนที่แปลคำศัพท์จากฟินนิชเป็นอังกฤษ และส่วนที่แปลจากอังกฤษเป็นฟินนิช และเมื่อสังเกตจากชื่อผู้แต่งที่เป็นเจ้าของภาษาทั้งสองแล้ว กเล่มนี้็ดูน่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย หนังสือมีขนาดเล็กจึงพกพาสะดวกและยังมีคำศัพท์มากถึง 51,000 คำ คำแปลกระชับ มีทั้งคำศัพท์ทั่วไป สำนวนและคำอุปมาอุปมัย บางคำอธิบายด้วยประโยคตัวอย่าง หรือ วลี หรือบางคำรวมคำศัพท์อื่นๆที่มีความหมายใกล้เคียงกันให้ด้วย เช่น 
SAADA LUPA : receive/be granted permission (ขออนุญาต, ได้รับอนุญาต) > Saat luvan totella = You do what I say ; Saanko luvan? (tanssia) = May I have this dance?
LAPSI : child (เด็ก), kid (เด็ก), (KAKARA) brat (เด็กเหลือขอ), (VAUVA) baby (เด็กทารก), (ALAIKÄINEN) minor (ผู้เยาว์); ODOTTAA LASTA : be pregnant, be expecting (a baby) (ตั้งครรภ์); LAPSESTA SAAKKA : since you were a child, since childhood (ตั้งแต่วัยเด็ก, ตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็ก)

ข้อดี - ขนาดเล็ก พกพาสะดวก จุคำศัพท์มาก สามารถหาคำศัพท์ได้ทั้งแบบฟินนิช-อังกฤษ และอังกฤษ-ฟินนิช
ข้อด้อย - ตัวหนังสือเล็ก และเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างดี หรือรู้ศัพท์อังกฤษค่อนข้างมาก, คำอธิบายไม่ระบุประเภทของคำศัพท์ เช่น นาม กริยา ขยายนาม บุพบท เป็นต้น


Uusi Suomi-Englanti Suursanakirja
-Hurme Raija, Malin Riitta-Leena
เล่มนี้ถือเป็นที่สุดของพจนานุกรมเลยทีเดียว เพราะขึ้นชื่อว่า Suursanakirja นอกจากจะจุคำศัพท์มากถึง 160,000 คำแล้ว ภายในคำค้นหาหนึ่งคำนั้น ยังเจอกลุ่มคำศัพท์  คำประสมและวลีที่มีความเกี่ยวข้องกันอีกมากมาย ครอบคลุมหลายความหมายและหลายบริบท เช่น
LAPSI : child; AVIOTON LAPSI : illegitimate child (บุตรนอกสมรส), SYNTYMÄTÖN LAPSI : unborn child (บุตรที่ยังไม่เกิด), OTTAA LAPSEKSI : adopt (รับเป็นบุตรบุญธรรม), LAPSIPERHE : family with dependent children (ครอบครัวที่มีบุตรที่ยังเป็นผู้เยาว์), LAPSIPUOLI: stepchild (ลูกเลี้ยง) เป็นต้น




ข้อดี -  จุคำศัพท์มาก ละเอียดมาก สามารถหาคำศัพท์ได้เกือบทุกคำที่พบเจอ แยกชนิดของคำแปลระหว่างคำศัพท์ของอังกฤษและคำศัพท์ของอเมริกัน ด้วย
ข้อด้อย - เล่มใหญ่มาก หนามาก และเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างดี หรือรู้ศัพท์อังกฤษค่อนข้างมาก, คำอธิบายไม่ระบุประเภทของคำศัพท์ เช่น นาม กริยา ขยายนาม บุพบท เป็นต้น


Finnish Dictionary for the language learner 
- Zsuzsanna Oinas
ขอแนะนำหนังสือรวมคำศัพท์อีกเล่มที่มีความพิเศษ เพราะเล่มนี้แยกคำศัพท์ไว้เป็นหมวดหมู่ เกือบ 150 หมวด รวมคำศัพท์และวลีถึง 13,000 รายการ และบางหมวดหมู่ยังแบ่งออกเป็นหมวดย่อยๆ เพื่อแยกกลุ่มย่อยของคำศัพท์ เช่น
หมวด AIKA (เวลา) เป็นหมวดใหญ่ แบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ ตัวอย่างเช่น

หมวดย่อยที่ 1. Ajan yksiköitä หน่วยของเวลา เช่น sekunti - วินาที, minuutti - นาที, puolituntia - ครึ่งชั่วโมง, tunti - ชั่วโมง, päivä - วัน, vuorokausi - ยี่สิบสี่ชั่วโมง, viikko - สัปดาห์, viikkokaupalla - สัปดาห์หลังจากสัปดาห์, viikoittain - ทุกสัปดาห์, viikonloppu - สุดสัปดาห์, kuukausi - เดือน ...เป็นต้น

หมวดย่อยที่ 2. Päivä วัน เช่น toissapäivänä - เมื่อวานซืน, eilen - เมื่อวานนี้, tänään - วันนี้, huomenna - วันพรุ่งนี้, ylihuomenna - มะรืนนี้, aatto - วันก่อนวันเทศกาล, arkipäivä - วันธรรมดา, juhlapäivä - วันหยุดสำคัญ, merkkipäivä - วันครบรอบ, pyhä - วันอาทิตย์(วันไปโบสถ์), työpäivä - วันทำงาน, vapaapäivä - วันหยุดงาน, viikonpäivä - วันในสัปดาห์, vuosipäivä - วันฉลองครบรอบปี, aamuyö - ช่วงหลังเที่ยงคืน, aamukoitto - รุ่งเช้า, aamupäivä - ตอนเช้า, keskipäivä - เที่ยง, päivä - กลางวัน, iltäpäivä - บ่าย, ilta - เย็น, iltamyöhään - ค่ำ,  yömyöhään  - กลางดึก  ... เป็นต้น

หมวดย่อยที่ 3. Viikonpäivät วันในสัปดาห์ เช่น maanantai - วันจันทร์, tiistai - วันอังคาร, keskiviikko - วันพุธ, torstai - วันพฤหัสบดี, perjantai - วันศุกร์, lauantai วันเสาร์ และ sunnuntai - วันอาทิตย์

หมวดย่อยที่ 4. Kuukaudet เดือน เช่น tammikuu - เดือนมกราคม, helmikuu - เดือนกุมภาพันธ์, maaliskuu - เดือนมีนาคม, huhtikuu - เดือนเมษายน...เป็นต้น

หมวดย่อยที่ 5. Vuodenajat ฤดูกาล เช่น kevät - ฤดูใบไม้ผลิ, kesä - ฤดูร้อน, syksy - ฤดูใบไม้ร่วง และ talvi - ฤดูหนาว

หมวดย่อยที่ 6. Juhlapyhiä วันหยุดหรือเทศกาลต่างๆ เช่น isänpäivä - วันพ่อ, itsenäisyyspäivä - วันชาติ/วันประกาศอิสรภาพ, jouluaatto - วันก่อนวันคริสมาสต์, joulupäivä - วันคริสมาสต์, juhannus - กลางฤดูร้อน, pyhäinpäivä -วันสำคัญทางศาสนาเพื่อระลึกถึงนักบุญทั้งหมด,  liputuspäivä - วันสำคัญที่ต้องเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา, pääsiäinen - วันอีสเตอร์, uudenvuodenaatto - วันส่งท้ายปีเก่า, uudenvuodenpäivä - วันปีใหม่, vappu - วันแรงงาน, äitienpäivä - วันแม่...เป็นต้น

หมวดย่อยที่ 7. Kellonaika เวลา เช่น Kello on kymmenen (10.00). Kello on puoli yksitoista (10.30). Kello on puoli yksitoista illalla (22.30).... เป็นต้น

หมวดย่อยที่ 8. Muita ajan ilmauksia สำนวนแสดงเวลาอื่นๆ เช่น aikainen - ก่อนเวลา/แต่เช้าตรู่, aikana - ภายในเวลา, aikaraja - กำหนดเวลา/เส้นตาย, ajankohtainen - ปัจจุบัน/ล่าสุด, ajanlasku - ตามลำดับเวลา, ajanmukainen - ทันสมัย, ajoissa - ตรงเวลา, alussa - ในช่วงแรก/ช่วงเริ่มต้น, antiikki - โบราณ...เป็นต้น

ข้อดี - หนังสือเล่มนี้คำศัพท์เยอะจริงๆและที่สำคัญแบ่งเป็นหมวดหมู่ หาได้ง่าย และเหมาะสำหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานไวยากรณ์ที่พอเพียงในการแต่งประโยค หรือผู้เรียนที่ต้องการขยายฐานคำศัพท์เพื่อการสื่อสารให้สมบูรณ์ 
ข้อเสีย - คำแปลเป็นภาษาอังกฤษ อธิบายสั้นๆ ไม่มีประโยคตัวอย่างหรือมีน้อยมาก ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการค้นหาคำศัพท์ตามลำดับอักษรดังเช่นพจนานุกรมทั่วไป เพราะลำดับคำตามหมวดหมู่เท่านั้น นอกจากนี้ยังไม่ระบุประเภทของคำศัพท์ เช่น นาม กริยา ขยายนาม บุพบท เป็นต้น



วันพุธ, พฤษภาคม 27, 2558

The Happiness Project : ปฏิบัติการสรรค์สร้างความสุข

หลังจากสั่งซื้อและรอเพียงหนึ่งสัปดาห์ เดี๊ยนก็ได้หนังสือ ''The Happiness Project''
เขียนโดย Gretchen Rubin มาครอบครองสมใจ หากถามว่าทำไมต้องขวนขวายหาซื้อในเมื่ออันที่จริงก็หาอ่านได้จากห้องสมุดหรือหยิบยืมจากเพื่อนก็ได้ ก่อนอื่นขอสารภาพก่อนเลยว่าก่อนที่จะเปิดอ่านเดี๊ยนเดาจากปกว่ามันก็คือหนังสือ how to ที่จะบอกเคล็ดลับการเติมความสุขให้ตัวเอง แต่พอได้อ่านคำนำจากผู้เขียนก็พบว่า อันที่จริงมันก็คือ หนังสือที่เล่าประสบการณ์ของเธอเองจากการค้นคว้าหาความหมายของความสุข รวมถึงทฤษฎีและเคล็ดลับการปฏิบัติตัวเพื่อนำมาซึ่งความสุข 
ตัวผู้เขียนเองได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่าเธอมีความสุขรึเปล่า อันที่จริงตัวเธอเองก็ค่อนข้างจะมีครอบครัวที่อบอุ่น มีงานที่รักและก็ไม่คิดว่าชีวิตหดหู่หรือไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังคิดว่ามันน่าจะสุขมากขึ้นได้อีก ในหนังสือเล่มนี้ ผู้เขียนไม่เพียงแค่ลิสต์วิธีปฏิบัติลงไปในหนังสือนะ แต่ตัวเธอเองได้นำมาทดลองปฏิบัติกับตัวเองเป็นเวลาสิบสองเดือน เพื่อพิชิตเป้าหมายความสุขของเธอเอง โดยเธอจะกำหนดหัวข้อที่เธอคิดอยากปรับปรุงตัวเองในด้านต่างๆ เช่น งาน, ความรัก, ครอบครัว, เพื่อน ฯลฯ แต่ละเดือนเธอก็จะยกพฤติกรรมบางอย่างที่เธออยากปรับปรุง แก้ไขเพราะคิดว่าถ้าเปลี่ยนมันได้ เธออาจมีความสุขมากขึ้น 
และนี่คือเหตุผลที่เดี๊ยนคันไม้คันมือ อยากได้มันมาครอบครอง เพื่อซึมซับแรงบันดาลใจจากหนังสือเล่มนี้และนำเคล็ดลับไปปฏิบัติเพื่อปรับปรุงตัวเองบ้าง

***อ่านจบเมื่อไหร่เดี๊ยนจะมาบรรยายความประทับใจพร้อมทั้งข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้นะฮ้าาา***








วันอาทิตย์, เมษายน 05, 2558

ข้อความคมๆจากหนังสือ LIVE WIRE


'' เรามักได้รับการปลอบใจในยามที่เราสูญเสียว่าเวลาจะช่วยเยียวยาทุกบาดแผล นั่นมันเป็นเรื่องงี่เง่า ความจริงก็คือ คุณรู้สึกเสียหายย่อยยับ คุณเศร้าโศกเสียใจ คุณร่ำไห้จนถึงจุดที่คุณคิดว่าคุณจะไม่มีวันหยุดร้องได้อีกแล้ว-- แล้วคุณก็มาถึงขั้นที่สัญชาติญาณการเอาตัวรอดของคุณเข้าควบคุม คุณหยุด คุณเพียงแค่ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเอง ''คิดถึงเรื่องนั้น'' อีกต่อไปเพราะความเจ็บปวดมันมากเหลือเกิน คุณปิดกั้น คุณปฎิเสธมัน แต่คุณไม่ได้รับการเยียวยาจริงๆหรอก ''

จากข้อความที่ตัดตอนมาจากหนังสือ LIVE WIRE เขียนโดย Harlan Coben
แปลความตามความรู้สึกโดย Mayuree Reunsati-Salmi

ใครที่ชอบนวนิยายแนวลึกลับระทึกขวัญ ขอแนะนำผลงานของ Harlan Coben นะคะ อ่านหนังสือของนักเขียนคนนี้มาห้าเล่มแล้ว ไม่เคยผิดหวังเลย


วันอาทิตย์, ธันวาคม 18, 2554

"ฟินแลนด์ไม่มีแขน" โดย ใบพัด

ปกติเป็นคนที่ไม่ซื้อหนังสือบ่อยนักเพราะหนังสือแต่ละเล่มที่อ่านจบแล้วจะไม่หยิบมาอ่านอีก นอกจากกรณีที่เวลาผ่านไปหลายปีแล้วหยิบมาอ่านอีกด้วยความสงสัยว่าเล่มนี้เคยอ่าน(จบ)หรือยัง ดังนั้นด้วยความงก จึงมองว่า"ไม่คุ้มค่า"หากต้องจ่ายเงินซื้อหนังสือราคานับร้อย ทางออกคือหยิบยืมเพื่อนอ่าน และยืมนานจนเพื่อนลืมทวงถ้าเป็นหนังสือที่ชอบจริงๆ(และอยากได้ไว้ในครอบครอง) ฮ่าฮ่า ชิ่งซะงั้น (นิสัยไม่ดีเลยเรา)


"ฟินแลนด์ไม่มีแขน" เป็นหนังสือที่หยิบมาอ่านเป็นครั้งที่สอง พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มนี้ได้รับจากเพื่อนสนิทเป็นของขวัญวันเกิดก่อนการเดินทางท่องเที่ยวฟินแลนด์เป็นปีที่สอง (โชคดีที่ไม่ต้องซื้อเอง หรือชิ่งของเพื่อนให้เป็นที่ครหา) เนื่อหาอ่านแล้วเพลินจนไม่คิดว่าเป็นหนังสือแนะนำการท่องเที่ยว น่าจะเป็นแนวเล่าประสบการณ์ท่องเที่ยวฮาๆมากกว่า ครึ่งแรกเล่าเกี่ยวกับประสบการณ์ของผู้เขียนขณะเดินทางกับคณะในอิตาลี่ ส่วนครึ่งหลังเป็นทริปฉายเดี่ยวในฟินแลนด์


ครั้งแรกที่อ่าน ชอบสำนวนการเขียนมากจนอ่านรวดเดียวจบ และก็แค่นั้น ไม่ได้เก็บมาคิดต่อ แต่จำต้องทิ้งไว้ให้ว่าที่สามีดูต่างหน้าในฟินแลนด์(ความจริงคือขากลับเมืองไทยกระเป๋าแน่นมว๊าก ไม่เหลือเนื้อที่ใส่หนังสือเลย ^^") โดยที่ไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่ามันจะกลายเป็นหนังสือภาษาไทยหนึ่งในไม่กี่เล่มที่มีใว้ในครอบครองเมื่อต้องย้ายมาปักหลักในฟินแลนด์หลังแต่งงาน (มีค่าขึ้นมาเลยทีเดียว) และนี่คือเหตุผลที่มันถูกนำมาอ่านอีกครั้งในเวลาติสท์แตก คิดถึงบ้าน หรืออยากอ่านหนังสือภาษาบ้านเกิดเมืองนอนขึ้นมา เช่นนี้เอง


เมื่อนำมาอ่านอีกครั้ง ก็เกิดการรู้แจ้งขึ้นมากมายเพราะครั้งนี้ได้แชร์ประสบการณ์ตรงอย่างที่ผู้เขียนเล่าไว้หลายอย่าง เช่น คนฟินน์ภูมิใจในเรื่องป่าไม้อุดมสมบูรณ์มากกว่าเรื่องความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี, ความเข้าใจผิดในชื่อ "มาริ เมกโกะ", ห้องน้ำหยอดเหรียญ, คนขายตั๋วและคนตรวจตั๋วบนรถสาธารณะ, สภาพอากาศตามฤดูกาลของฟินแลนด์ เป็นต้น และอีกหลายต่อหลายเรื่องที่เรายังไม่เคยรู้


ท้ายนี้ก็อยากแนะนำทั้งผู้ที่สนใจท่องเที่ยวหรือกำลังย้ายมาปักหลักที่ประเทศฟินแลนด์ดินแดนแห่งซานตาคลอสให้หามาอ่าน เนื้อหาอ่านแล้วเพลินดีค่ะ


Recommended!!!!

วันอังคาร, กรกฎาคม 05, 2554

The Missing Piece Meets The Big O

"The story is trying to tell us that we need to be "whole" before we can be happy. Relying for someone or something to come along to make you "whole" is not the answer. You need to be proactive. It's about establishing a strong base (rolling by yourself) and then you can go out into the world and seek what you want to make you happy/"whole". Complex desires and plans can be achieved once you are fundamentally stable and complete as a person." --- quoted from snoref's comment on YouTube

หนังสือชื่อ The Missing Piece Meets The Big O มีเนื้อหาที่เราพอเข้าใจได้ว่า การรอคอยให้ใครเข้ามาในชีวิตเพื่อ"เติมเต็ม"เรานั้นไม่ใช่คำตอบของความรัก เราเองต่างหากที่ควรเติมเต็มตัวเองเพื่อสร้างฐานอารมณ์ที่สมบูรณ์ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจที่จะสามารถเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้ และเมื่อตัวเราเอง "เติมเต็มและสมบูรณ์" (Whole) แล้ว ไม่ว่าใครหรือสิ่งใดจะหายไปจากชีวิตเรา เราจะไม่รู้สึกเหมือน "ขาด" (Missing) อะไรไป ^^