แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกของคนไกลบ้าน : Life & Integration in Finland แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกของคนไกลบ้าน : Life & Integration in Finland แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคาร, มีนาคม 27, 2561

ช่วงพักฟื้น ยา และ ค่ารักษาพยาบาล

บทความนี้เป็นเรื่องราวต่อจากบทความหัวข้อ  ในวันที่ฉันป่วยหนัก ณ ร.พ.รัฐของประเทศฟินแลนด์
 
หลังจากที่เดินทางออกจากโรงพยาบาล เราต้องนำใบสั่งยาไปที่ร้านขายยาเพื่อซื้อยาที่หมอกำกับให้ทานขณะพักฟื้นที่บ้าน ตัวยาที่ระบุในใบสั่งยา คือ Cefalexin 500mg และ Metronidazol 400mg ครั้งละสองเม็ด วันละสามครั้งหลังอาหาร เป็นเวลาสิบวัน และในระหว่างวันเภสัชกรแนะนำให้ทาน Probiotics ควบคู่ไปด้วย 

ยาปฏิชีวนะที่ต้องทานหลังจากออกจากโรงพยาบาล ครั้งละสองเม็ด สามเวลาหลังอาหาร
ควบคู่กับ Probiotics สองแคปซูลเช้าและเย็น ซึ่งช่วยเพิ่มเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ให้กับทางเดินอาหาร

ทำไมต้องทาน Probiotics  

ในร่างกายของเรามีเชื้อโรคเล็กๆประจำถิ่น เช่น แบ็คทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา อยู่มากมายเต็มไปหมดตั้งแต่ในช่องปากไปจนถึงลำไส้ และช่องคลอด รวมถึงบนผิวหนังของเราด้วย หากร่างกายเราอยู่ในสภาวะปกติ เชื้อโรคพวกนี้จะไม่ก่อให้เกิดโรค และพวกมันยังมีหน้าที่สำคัญต่างๆ เช่น เชื้อแบคทีเรียในลำไส้ หรือ Probiotics ช่วยย่อยอาหาร ผลิตสารอาหารที่สำคัญ ควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน และปกป้องเราจากเชื้อโรคร้าย แต่หากมีปัจจัยที่ทำให้ระบบนิเวศในร่างกายเสียสมดุล เช่นการทานยาปฏิชีวนะที่ไม่เพียงแต่ฆ่าเชื้อโรคร้าย แต่ยังทำลายเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ของเราด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องเสริมเชื้อแบคทีเรียพวกนี้เข้าไป เพื่อปรับสมดุลจำนวนประชากรแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดประโยชน์หลายๆด้านต่อร่างกาย

Probiotics มีกี่ชนิด และพบในอาหารอะไรบ้าง

ที่สำคัญและรู้จักกันดี ได้แก่แบ็คทีเรียในกลุ่มที่สร้างกรดแลคติก (Lactic acid bacteria, LAB)
เช่น Lactobacillus และ Bifidobacterium โดยทั่วไปแล้วสามารถพบในอาหารหมักดองหลายชนิด
เช่น นมเปรี้ยว โยเกิร์ต แหนม กิมจิ แตงกวาดอง dark chocolate, ชีส, miso เป็นต้น (ขอบคุณที่มา https://pantip.com/topic/30217195)

นอกจากจะพบในอาหารแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริม Probiotics ที่จำหน่ายในรูปเม็ด แคปซูล และแบบผงอีกด้วย ส่วนในฟินแลนด์นั้น ส่วนใหญ่เภสัชกรจะแนะนำให้ทานผลิตภัณฑ์เสริม Probiotics สำหรับผู้ที่ต้องทานยาปฏิชีวนะติดต่อกันหลายวัน ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหารหรือการขับถ่าย ผู้ที่มีโอกาสติดเชื้อในทางเดินอาหาร เช่นผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศ รวมถึงเด็กทารกและเด็กเล็กเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เป็นต้น

ประโยชน์ของการทาน Probiotics ที่มีผลการวิจัยรับรอง ได้แก่

1. ลดปัญหาท้องผูกลงได้อย่างชัดเจน ทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ถ่ายง่าย
2. ลดปัญหาเกี่ยวกับทางเดินอาหารทั้งหลาย เช่น อึดอัด แน่นท้อง ปวดท้อง
ลดโอกาสการติดเชื้อ H. pylori ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของแผลในกระเพาะอาหาร
3. ป้องกันและลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งลำไส้
4. ลดโอกาสการเกิดท้องเสียจากเชื้อ Enterovirus ที่เจอได้บ่อยที่สุดในเด็กเล็ก
5. ลดโอกาสการเกิดท้องเสียจากผลข้างเคียงของยาปฏิชีวนะ
6. เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดโอกาสการเป็นภูมิแพ้ในเด็ก
7. ช่วยลดระดับของคอเลสเทอรอล (cholesterol) ฟอสฟอลิปิด (phospolipid) และไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ในเลือด โดย Lactobacillus acidophilusซึ่งเป็นจุลินทรีย์กลุ่มบิฟิโดแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้จะช่วย ย่อยสลายคอเลสเตอรอล (choloesterol) และยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอล ผ่านผนังลำไส้
8. ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น
9. ป้องกันและช่วยรักษาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
(ขอบคุณที่มา https://pantip.com/topic/30217195)

วิดีโอด้านล่างให้ความรู้เกี่ยวกับ ระบบนิเวศของเชื้อโรคประจำท้องถิ่นต่างๆที่อยู่ในลำไส้ของเรา รวมถึงประโยชน์ของพวกมัน และอาหารที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศนี้ (สามารถเลือกคำบรรยายภาษาไทย โดยไปที่ การตั้งค่า -- คำบรรยาย -- ไทย)




ส่วนวิดีโอนี้อธิบายความสัมพันธ์ของการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ เชื้อโรคที่ดื้อยา และการรักษาทางเลือกที่ในอนาคตอาจลดจำนวนเชื้อโรคที่ต้านยาปฏิชีวนะได้ (สามารถเลือกคำบรรยายภาษาไทย โดยไปที่ การตั้งค่า -- คำบรรยาย --ไทย)



แผลผ่าตัด ยี่สิบสามวันหลังผ่าตัด ด้ายเย็บแผลหลุดออกแล้ว
ในขณะที่พักฟื้นนั้น ก็ได้รับคำแนะนำให้ทานอาหารที่ย่อยง่าย หมออนุญาตให้เดินเหินได้ตามปกติทั้งในบ้านและนอกบ้าน และยังสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติแต่ควรจำกัดให้อยู่ในระดับที่ร่างกายรับไหว แม้จะต้องงดการอบตัวในซาวน่าเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ แต่ก็อาบน้ำได้ตามปกติและไม่จำเป็นต้องปิดแผลผ่าตัด เพื่อที่ไหมเย็บแผลจะละลายหลุดออกไปได้อย่างสะดวก  ช่วงนี้อาจยังมีเลือดออกคล้ายประจำเดือนประมาณสองถึงสามวัน จึงควรล้างทำความสะอาดบริเวณนี้ด้วยน้ำเปล่า งดการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด งดการมีเพศสัมพันธ์ งดการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำหรือการลงว่ายน้ำในสระ เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อซ้ำซ้อน แต่หากมีอาการดังนี้ เช่นมีไข้ แผลผ่าตัดบวมแดง หรือ เจ็บปวดบริเวณท้องน้อย ควรติดต่อแพทย์โดยด่วน และเมื่อครบเวลาหนึ่งอาทิตย์ของการพักฟื้นที่บ้าน เราก็กลับไปทำงานตามปกติ วันแรกยังเดินและทำงานลำบาก แต่ร่างกายและกล้ามเนื้อค่อยๆฟื้นฟูกำลัง วันต่อๆมาจึงมีแรงเดินและลุกนั่งได้ดีขึ้นตามลำดับเพียงแต่ยังไม่สามารถยกของหนักได้ตามปกติ 

หลังจากกลับมาพักฟื้นครบสองอาทิตย์เราก็ได้รับบิลเรียกเก็บเงินจากโรงพยาบาล ปรากฏว่าค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดจำนวนเจ็ดวันหกคืน รวมเบ็ดเสร็จทั้งค่าห้อง ค่าผ่าตัด ค่ายาขณะที่รักษาตัวในร.พ. ค่าอาหาร และค่าบริการต่างๆ รวมทั้งหมดนี้ต้องจ่ายเพียง 342,30 ยูโร หรือวันละ 48,90 ยูโร คิดเป็นเงินไทยน่าจะราวๆ 13,200 บ. (คูณจากเรท 1 ยูโร = 38,55  บาท) หรือวันละ 1,885 บาท



ส่วนตัวคิดว่าเป็นจำนวนเงินที่ไม่แพงเลยสำหรับการเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ในโรงพยาบาลของรัฐ นี่คงเป็นเพราะฟินแลนด์เป็นรัฐสวัสดิการ คือรัฐนำเงินจากภาษีมาบำรุงระบบการให้บริการสาธารณสุข โดยให้สวัสดิการประกันสุขภาพแก่ประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในฟินแลนด์ ให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึงและราคาไม่แพง โดยไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีรายได้ต่ำหรือสูงก็ได้รับบริการอย่างเท่าเทียมกัน และชำระเงินเท่ากัน เพราะรัฐกำหนดให้มีการเก็บค่าบริการทางการแพทย์แต่ละประเภทเป็นจำนวนคงตัว เช่น ระหว่างปี 2018 - 2019 ค่าบริการผู้ป่วยใน (Hoitopäivämaksu) ในโรงพยาบาลของรัฐเท่ากับ 48,90 ยูโร/วัน และเพดานค่าบริการสะสม (Terveydenhuollon maksukatto) รวมในปีหนึ่งไม่เกิน 683 ยูโรหากเกินกว่านี้จะได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าบริการเป็นต้น สามารถอ่านรายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงพัฒนาสังคมและสาธารณสุขของประเทศฟินแลนด์เป็นภาษาฟินนิช ตามลิงค์นี้ http://stm.fi/terveydenhuollon-maksukatto

เมื่อเปรียบเทียบกับบ้านเราแล้ว เห็นได้ชัดเจนว่า การที่รัฐสวัสดิการนำเงินจากภาษีมาบำรุงระบบการให้บริการสาธารณสุข โดยไม่แบ่งแยกระดับการให้บริการหรือแบ่งมาตรฐานโรงพยาบาลของรัฐตามเกรด ทำให้รัฐสามารถควบคุมมาตรฐานระบบการให้บริการสาธารณสุขทั่วทั้งประเทศได้อย่างสะดวกและมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาลและได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนมีเงิน หรือคนหาเช้ากินค่ำ หรือแม้แต่ในกรณีที่ไม่มีเงินชำระค่าบริการ ก็ยังสามารถขอรับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่นของรัฐได้ตามความจำเป็น และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณภาพชีวิตโดยรวมของคนที่นี่ดีกว่าบ้านเรา 

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลก็ยังส่งรายงานเค้สแก่ผู้ป่วยทางไปรษณีย์ เป็นเอกสารลับส่วนตัวที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับอาการ อาการแสดง การวินิจฉัย การรักษาพยาบาล และการติดตามผล เป็นต้น



สรุปเลยว่า ประทับใจการให้บริการของโรงพยาบาลรัฐของฟินแลนด์มาก เพราะเค้าดูแลเราดีจริงๆ ไม่ใช่แบบประคบประหงมหรือชวนคุยตีสนิท แต่เค้าทำหน้าที่ได้ดีทุกคนเลย ตั้งแต่หมอ พยาบาล ยันแม่บ้าน ให้ยาตรงเวลา เสริฟอาหารตรงเวลา เก็บขยะและทำความสะอาดทุกวัน และที่สำคัญแม้เราจะเป็นคนต่างชาติ ภาษาฟินนิชก็พูดไม่เก่ง แต่ก็ยังดูแลเราดีเหมือนๆคนไข้คนอื่นๆเลย (เราคุยสื่อสารกับหมอเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเป็นการซักไซ้และอธิบายอาการเจ็บป่วยอย่างละเอียด ส่วนพยาบาลและเจ้าหน้าที่คนอื่นๆที่ดูแลเราเป็นประจำจะพูดภาษาฟินนิชแบบเข้าใจง่ายกับเรา) เป็นครั้งแรกจริงๆที่รู้สึกภูมิใจที่เป็นผู้ชำระภาษีจากรายได้ทุกเดือนมาเป็นเวลากว่าหกปี วันนี้เรารู้แล้วว่าเงินภาษีของเราส่วนหนึ่งมันไปอยู่ไหน และมันกลับคืนมาดูแลเราอย่างไร :)


วันพฤหัสบดี, มีนาคม 15, 2561

ในวันที่ฉันป่วยหนัก ณ ร.พ.รัฐของประเทศฟินแลนด์

เมื่อฉันป่วย ณ ฟินแลนด์
หน่วยการรักษาพยาบาลในฟินแลนด์ แบ่งออกเป็น สี่หน่วย คร่าวๆดังนี้
  • หมอส่วนตัว/ สวัสดิการรักษาพยาบาลจากนายจ้าง (omalääkäri / työterveyslääkäri) สำหรับผู้ที่มีอาการป่วยเล็กน้อย เป็นหวัด ได้รับอุบัติเหตุจากการทำงาน ปวดกล้ามเนื้อ ข้อมือหรือข้อเท้าแพลงหรือต้องการเพียงขอใบสั่งยา หรือใบรับรองแพทย์เพื่อลาพักงาน ส่วนใหญ่จะเป็นคลินิคของเอกชน แต่ที่นี่ไม่สามารถรักษาครอบคลุมได้ทุกโรค
  • ศูนย์อนามัยประจำเมือง (terveyskeskus) ส่วนใหญ่จะให้บริการสำหรับคนไข้นอก เช่น ปฐมพยาบาลฉุกเฉิน ห้องแล็บ ห้องเอ็กซเรย์ ตรวจรักษาฟัน ตรวจร่างกายเพื่อขอใบรับรองแพทย์ ตรวจสุขภาพจิต คลินิคแม่และเด็ก เป็นต้น ยกเว้นกรณีที่คนไข้ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลมาพักฟื้นในแผนกพักฟื้น กรณีนี้คนไข้จะถูกรับตัวเป็นคนไข้ใน มีพยาบาลและผู้ช่วยพยาบาลคอยดูแล และมีหมอคอยควบคุมให้การรักษาตามอาการ
  • แผนกฉุกเฉินของโรงพยาบาล (päivystys) สำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยนอกเวลาทำการของศูนย์อนามัยประจำเมือง ป่วยเฉียบพลัน หรือได้รับอุบัติเหตุฉุกเฉิน ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในโรงพยาบาลประจำเขต
  • โรงพยาบาลประจำเขต (sairaala) สำหรับผู้ที่ป่วยหนัก ต้องเข้ารับการรักษาเป็นคนไข้ใน หรือต้องมารับการรักษาโรคเฉพาะทาง เพราะที่นี่มีเครื่องมือพร้อม และบุคลากรและแพทย์เฉพาะทางมากมาย เป็นศูนย์รวมผู้ป่วยจากหลายๆเมืองที่อยู่ในเขตเดียวกัน
ตัวเองเป็นคนที่มีสุขภาพค่อนข้างแข็งแรง นอกจากอาการแพ้ฝุ่นที่เป็นโรคประจำตัวแล้ว นานครั้งจะติดหวัดจากคนที่บ้านหรือที่ทำงาน และในชีวิตที่ผ่านมามีเพียงครั้งเดียวที่ต้องนอนโรงพยาบาล นั่นคือ เมื่อคลอดลูกชายในปี พ.ศ. 2548 ประมาณสองคืนที่จังหวัดบ้านเกิด หลังจากที่ย้ายมาพำนักในประเทศฟินแลนด์ในปี พ.ศ. 2554 เมื่อใดก็ตามที่มีอาการป่วยไข้ที่ต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ เราจะใช้สวัสดิการการรักษาพยาบาลจากคลินิคเอกชน (lääkärikeskus) ที่นายจ้างจัดให้ เพราะสะดวกรวดเร็วกว่าเข้ารักษากับศูนย์อนามัยประจำเมือง ที่เรียกว่า terveyskeskus ซึ่งตัวเองนั้นเคยแต่ใช้บริการในเรื่องเกี่ยวกับทันตกรรม อุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน และล่าสุดคือรักษารากฟันเท่านั้น และตัวเองไม่เคยมีอาการป่วยรุนแรง หรือได้รับอุบัติเหตุจนต้องใช้บริการฉุกเฉินจากหน่วยงานของรัฐ หรือโรงพยาบาลมาก่อนเลย ดังนั้นการที่จู่ๆตัวเองต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลต่างแดนจึงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย

หนึ่งวันก่อนมีอาการป่วย ยังไปทำงานตามปกติ 
อาการป่วยเริ่มตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 1 มีนาคม ซึ่งตอนเช้าก็ยังไปทำงานตามปกติ แต่จู่ๆก็รู้สึกหนาวสั่น มีอาการไข้ขึ้นสูง วัดได้ 38 องศา จึงลางานกลับมาพักที่บ้าน วัดไข้อย่างต่อเนื่อง แต่อุณหภูมิก็ยังสูง บางครั้งสูงถึง 39 องศา ในวันต่อมาจึงลางานเพื่อพักดูอาการอีกหนึ่งวัน แต่ในวันนี้เริ่มเจ็บบริเวณท้องน้อยและรอบๆสะดือ ลามไปถึงด้านหลัง นั่งหลังตรงไม่ได้เลย สิ่งแรกที่สงสัยคือ น่าจะเป็นอาการของโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ซึ่งเคยเป็นมาก่อน ในวันเสาร์ที่ 3 มีนาคมจึงไปหาหมอคลินิคเอกชนที่เป็นสวัสดิการของที่ทำงาน ผลตรวจเลือดและปัสสาวะ บ่งชี้ว่าน่าจะเป็นการติดเชื้อบริเวณไต ซึ่งหมอแนะให้เข้ารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลดีกว่า เพราะจะได้รับยาได้ทันท่วงที จึงทำใบส่งตัวเข้ารักษาที่ร.พ.ของรัฐที่ใกล้ที่สุด ซึ่งต้องขับรถนานกว่าครึ่งชั่วโมง

เมื่อไปถึงเจ้าหน้าที่ทำการตรวจเลือดและปัสสาวะซ้ำอย่างละเอียด นอกจากนี้ยังขอตรวจเชื้อ influenssa พร้อมด้วยเอ็กซเรย์ปอดด้วยเพราะอาการของเราคล้ายคลึงกับอาการของคนไข้ที่ติดเชื้อนี้ คือเจ็บบริเวณท้องและมีไข้สูง เมื่อผลตรวจออกมาไม่พบสิ่งผิดปกติ และไม่เข้าข่ายอาการของโรคไตอย่างที่หมอคนแรกวินิจฉัย แพทย์ตรวจเช็คบริเวณช่องท้องก็ไม่พบความผิดปกติของอวัยวะบริเวณนี้ เช่น ไส้ติ่งไม่เจ็บแสดงว่าไม่อักเสบ เป็นต้น ลำดับท้ายสุดคือได้รับการส่งตัวไปตรวจกับสูตินรีแพทย์ ซึ่งทำการตรวจภายในและตรวจอัลตร้าซาวน์ในช่องคลอด จึงพบว่ามีการติดเชื้อบริเวณปีกมดลูก และพบฝีในรังไข่ข้างหนึ่ง นอกจากนี้ยังเช็คได้ว่าห่วงคุมกำเนิดที่เราใส่มาหลายปีนั้นเคลื่อนตำแหน่งจนเกือบหลุดออกมานอกมดลูก แพทย์จึงทำการถอดห่วงออก และวางแผนรักษาอาการติดเชื้อนี้โดยต้องรับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด และ/หรือผ่าตัดหากมีความจำเป็น

เตียงที่ต้องนอนรักษาตัว พร้อมทั้งเสื้อ กางเกง ชั้นใน ถุงเท้า เสื้อคลุมยาว
และรองเท้าแตะ ที่พยาบาลนำมาให้เปลี่ยน
 เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจึงต้องเข้ารักษาเป็นผู้ป่วยในโดยไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ สิ่งที่ติดตัวมาด้วยในกระเป๋าสะพายมีเพียงโทรศัพท์ ผ้าเช็ดหน้า ลิปมัน หนังสืออ่านหนึ่งเล่ม และปากกาหนึ่งด้ามเท่านั้น ขณะนั้นเป็นเวลาห้าโมงเย็นแล้ว สามีที่ขับรถมาส่งและมานั่งรอตรวจเป็นเพื่อนด้วยทั้งวันนั้นก็ต้องกลับบ้าน เพราะไม่อนุญาตให้ญาตินอนเฝ้าไข้ พยาบาลนำชุดคนไข้มาให้เปลี่ยน พร้อมทั้งเจาะเข็มต่อกับเส้นเลือดเพื่อให้ยาปฎิชีวนะทันที ได้ทานอาหารเย็นประมาณเกือบหกโมงเย็น จากนั้นจึงพยายามนอนพักเพียงลำพังในห้องพักผู้ป่วยที่มีสองเตียง เที่ยงคืนได้รับยาปฏิชีวนะครั้งที่สอง และครั้งที่สามในเวลาตีสี่
รับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือด
เช้าวันต่อมา ( อาทิตย์ที่ 4 มีนาคม ) มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ขับถ่ายอย่างเจ็บปวดจนถึงขนาดที่ต้องกดสัญญาณเรียกพยาบาลเพื่อขอยาแก้ปวดในขณะที่ยังนั่งอยู่ในห้องน้ำ พยาบาลฉีดยาแก้ปวดให้ทางเส้นเลือด และรอจนเราอาการทุเลา จึงช่วยประคองไปยังเตียงผู้ป่วย วันนั้นไม่มีความรู้สึกใดๆเลยนอกจากความเจ็บปวด จากบริเวณหน้าท้องลามขึ้นมาใต้หน้าอก ทานอาหารแทบไม่ไหว มีอาการคลื่นเหียน อยากอาเจียนอยู่เกือบตลอดเวลา และก็ขยับตัวลำบาก แต่ก็ยังได้รับยาปฏิชีวนะตามปกติ แพทย์สูติฯเข้ามาเช็คอาการแล้วจึงแนะว่าเราควรจะได้รับการผ่าตัดโดยเร็วที่สุด หากคิวผ่าตัดไม่ยาว เราจะเข้ารับการผ่าตัดภายในวันนั้นเลย แล้วจึงสั่งงดอาหารและน้ำ แต่ยังได้รับน้ำเกลือและยาแก้ปวดอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งประมาณบ่ายสามโมง หมอแจ้งให้ทราบว่าได้คิวผ่าตัดเวลาหกโมงเย็น และในเวลาเดียวกันหมอก็คุยทำความเข้าใจกับเราและสามีที่มาเยี่ยมในตอนนั้นว่าจะ เป็นการผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopy) คือ การใช้กล้องส่องเข้าไปดูอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เพื่อวินิจฉัยและทำการผ่าตัด โดยมีแผลเล็กๆ 2-3 แผล ขนาด 0.5-1.0 เซนติเมตร และเราได้ยินยอมให้แพทย์ตัดหรือกำจัดอวัยวะที่เสียหายออกจากร่างกาย ตามความจำเป็นและเห็นสมควรของแพทย์

จากนั้นพยาบาลได้นำเสื้อสำหรับคนไข้ใส่ในห้องผ่าตัดมาให้เปลี่ยน พร้อมกับทำความสะอาดบริเวณสะดือที่จะถูกเจาะเพื่อสอดกล้องในระหว่างการผ่าตัด และในช่วงที่รอรับการผ่าตัด เราก็ยังได้รับยาปฏิชีวนะตามปกติ ซึ่งทำให้เรารู้สึกคลื่นเหียนและอาเจียนก่อนเข้าห้องผ่าตัดเพียงครึ่งชั่วโมง
เวลาหกโมงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561 เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ต้องเข้าห้องผ่าตัด ในใจตอนนั้นมั่นใจในฝีมือแพทย์และเจ้าหน้าที่ของที่นี่มากจนไม่กลัว ไม่กังวลอะไรเลย เพียงรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยเพราะเป็นครั้งแรก พยาบาลเข็นเตียงเราออกมาจากห้องพักลงลิฟท์มายังชั้นใต้ดินที่เป็นห้องผ่าตัด ในนั้นมีพยาบาลจำนวนหนึ่งสวมเครื่องแบบผ่าตัดรออยู่แล้ว มีการซักถามอาการ ซักไซ้ประวัติการรักษาของเรา ก่อนที่จะบอกให้เราถอดกางเกงและขึ้นไปนอนบนเตียงขาหยั่ง ลักษณะเหมือนเตียงในห้องตรวจภายใน เมื่อนอนลง พยาบาลนำผ้าห่มมาคลุมให้ตั้งแต่อกถึงต้นขา จากนั้นทำการรัดสายรอบเท้าให้ติดกับขาหยั่ง และรัดข้อมือติดกับเตียง พร้อมทั้งติดเครื่องมือวัดความดัน และเครื่องมือวัดชีพจรบนแขนและนิ้วมือข้างซ้าย ส่วนแขนข้างขวานั้น วิสัญญีแพทย์ต่อท่อยาสลบเข้ากับเข็มที่เจาะเข้าในเส้นเลือดอันเดียวกับที่ใช้รับยาปฏิชีวนะนั่นเอง เมื่อเตรียมคนไข้พร้อมแล้ว พยาบาลก็นำหน้ากากอ็อกซิเจนมาอังเหนือจมูกของเราพร้อมกับสั่งให้หายใจเข้าลึกๆ จำได้ว่าเราหายใจเข้าไปเพียงสี่ครั้งแล้วหลังจากนั้นก็ไม่รู้สึกตัวอีกเลย
เมื่อรู้สึกตื่นขึ้นมาอีกครั้งนั้น ได้ยินเหมือนใครกำลังเรียกชื่อเราและอธิบายอะไรบางอย่าง แต่เพราะรู้สึกง่วงมากจึงฟังไม่ได้ศัพท์ ทำได้เพียงพยักหน้าอย่างสลึมสลือ จากนั้นรู้สึกได้ว่าเตียงถูกเข็นกลับมายังห้องพัก เหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่ตอนนั้นบอกเวลา 21.50 น. แล้วก็หลับไปอีกที จากนั้นก็หลับๆตื่นๆเมื่อพยาบาลเข้ามาดูแล พาเข้าห้องน้ำ ให้ดื่มน้ำผลไม้ และให้ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะและน้ำเกลือ

ในรุ่งเช้าของวันต่อมา (จันทร์ ที่ 5 มีนาคม) เรายังรู้สึกอ่อนเพลีย และมีลมในช่องท้องตลอดเวลา ไม่อยากดื่มน้ำหรือทานอาหารเลย พยาบาลจึงให้เลือดและน้ำเกลือผสมกลูโคสทางเส้นเลือดแกเรา แอบถลกเสื้อดูแผลผ่าตัด มีอยู่ทั้งหมดสามแผล แผลที่รู้สึกเจ็บมากที่สุดคือแผลที่ผ่าเหนือสะดือ เพราะอยู่กลางลำตัวพอดี ทำให้เอนตัวลุกนั่งหรือนอนลำบากกว่าแผลอื่น ช่วงสายๆแพทย์ที่ทำการผ่าตัดเข้ามาเช็คดูแผลและสรุปรายงานการผ่าตัดให้รู้สั้นๆว่า


แพทย์ส่องกล้องแล้วพบการอักเสบขยายวงครอบคลุมอวัยวะในอุ้งเชิงกราน รวมถึงส่วนหนึ่งของตับก็ติดเชื้อด้วย ส่วนอวัยวะที่ติดเชื้อรุนแรงที่สุดคือ ท่อนำไข่ทั้งสองข้าง แพทย์ต้องตัดและกำจัดออกจากร่างกาย นอกจากนี้ยังพบฝีบนรังไข่ข้างหนึ่ง หมอจึงตัดฝีให้ จากนั้นจึงทำการล้างฆ่าเชื้ออวัยวะบริเวณนี้ ผลจากการตัดท่อนำไข่สองข้าง คือเราจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้โดยธรรมชาติ คือสเปิร์มที่เดินทางผ่านเข้ามาในมดลูกจะไม่สามารถเข้าผสมกับไข่ที่ออกมาจากรังไข่ เพราะเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างรังไข่กับมดลูกนั้นถูกตัดขาด หากต้องการตั้งครรภ์ มีวิธีเดียวเท่านั้นคือ ทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilisation หรือ IVF) ซึ่งทั้งเราและสามีก็ได้เตรียมใจเอาไว้แล้วก่อนผ่าตัด ว่าหากมีวิธีใดที่จำเป็นที่ต้องรักษาอาการป่วยของเรา แพทย์สามารถวินิจฉัยและตัดสินใจได้เต็มที่ โชคดีที่การผ่าตัดนำท่อนำไข่ออกไปนั้นไม่มีผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนเพศแต่อย่างใด เพราะรังไข่ทั้งสองยังอยู่ครบถ้วนและยังผลิตฮอร์โมนได้ตามปกติ

วันนั้นทั้งวันเวลาผ่านไปอย่างช้าๆ นอนหลับๆตื่นๆเกือบจนกระทั่งเวลาบ่ายสามโมงเราจึงมีอาการดีขึ้นมาก  สามารถลุกขึ้นนั่งทานอาหารเองได้เองในตอนเย็นวันนั้นเอง พอดีกับที่มีผู้ป่วยรายใหม่วัยเกษียณเข้ามานอนบนเตียงอีกเตียงที่ว่างอยู่ในห้องเดียวกัน ได้สนทนากันบ้างจึงรู้สึกอุ่นใจที่มีเพื่อนคุยแก้เหงา ก่อนนอนพยาบาลเข้ามาแกะเทปปิดแผลออก แล้วอนุญาตให้เราอาบน้ำสระผมได้ โดยกำกับไม่ให้ถูสบู่ไปโดนแผล ห้ามล้วงหรือเกาแผลผ่าตัด การอาบน้ำครั้งแรกด้วยตัวเองหลังผ่าตัด แม้จะทุลักทุเล แต่ก็เป็นไปด้วยดี หลังจากเข้านอนเราก็ได้รับยาปฏิชีวนะตามปกติ แต่จำได้ว่าในตอนกลางคืนเรารู้สึกเวียนหัวและมวลท้องมากจนอาเจียนออกมา พยาบาลต้องฉีดยาแก้เมาให้เรา

ต้องล้างมือจนมือแห้งเปื่อยเลยเชียว
วันอังคารที่ 6 มีนาคม เราตื่นขึ้นมาเพราะปวดท้องหนัก จึงลุกเข้าห้องน้ำและถ่ายออกมาเป็นของเหลว แต่จากนั้นไม่นานก็รู้สึกปวดท้องอีกครั้งและถ่ายออกมาเหมือนเดิม เป็นอย่างนี้ทุกครึ่งชั่วโมง ไม่ว่าจะทานหรือดื่มอะไรเข้าไปก็ถ่ายออกมาเป็นของเหลว หมอแวะมาดูอาการแล้วขอนำตัวอย่างไปตรวจ ในระหว่างนี้เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่กระจายของเชื่อโรคที่อาจก่อให้เกิดอาการท้องเสีย พยาบาลจึงย้ายเพื่อนที่เป็นผู้ป่วยรายใหม่ไปยังห้องอื่นและติดป้าย 'erityshuone' คือคล้ายๆกับห้องควบคุมเชื้อโรค คือห้ามเราออกจากห้อง และทุกครั้งที่พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่มีกิจเข้ามาในห้องนี้ จะต้องสวมผ้าปิดจมูกและเสื้อคลุมแบบใช้แล้วทิ้ง และสั่งให้เราล้างมือแล้วตามด้วยเจลฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังเข้าห้องน้ำ ตอนนั้นเองเรารู้สึกเบื่อและเหงามากๆเลย  ตัวเองนั้นรู้สึกแข็งแรงกว่าเมื่อวานมาก จึงอยากลองออกไปเดินเล่นนอกห้อง แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากเพราะยังมีอาการท้องเสียและยังถูกสั่งห้ามออกนอกห้อง ทำได้เพียงนอนดูทีวี และอ่านหนังสือฆ่าเวลา กว่าอาการท้องเสียจะทุเลาก็ล่วงเลยไปเป็นเวลาเย็นมากแล้ว คืนนี้จึงนอนหลับสนิทกว่าคืนก่อนเพราะน่าจะเพลียจากอาการท้องเสียมาทั้งวัน


ยาชนิดใหม่ที่ทำให้ง่วงหงาวกว่าเดิม
วันพุธที่ 7 มีนาคม ตื่นตามปกติ ขับถ่ายอย่างปกติ และเจ้าหน้าที่แล็บมาเจาะเลือดไปตรวจเหมือนเช่นทุกวัน ซึ่งทุกคนก็ยังสวมผ้าปิดจมูกและเสื้อคลุมเหมือนเมื่อวาน เราจึงแจ้งพยาบาลว่า อาการท้องเสียของเราดีขึ้นแล้ว แต่พยาบาลยืนยันว่าต้องรอผลตรวจจากตัวอย่างที่ได้นำไปส่งตรวจเมื่อวาน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อโรคที่สามารถติดต่อใครได้ เราจึงถูกขังเดี่ยวต่อไป จนกระทั่งประมาณบ่ายสามโมง ผลออกมาเป็นลบ ไม่มีเชื้ออันตรายใดๆ ทุกอย่างจึงกลับสู่สภาพเดิม เราเริ่มเหงามากและรอวันที่หมอจะอนุญาตให้กลับบ้าน แต่เพราะผลแล็บค่า P-CRP ที่ตรวจจากเลือดทุกเช้า เพื่อวัดระดับการติดเชื้อหรืออักเสบในร่างกาย ยังไม่มีความคืบหน้าเป็นที่น่าพอใจ เราจึงยังต้องรับยาปฏิชีวนะต่อไป
ค่า P-CRP ของแต่ละวันมีดังนี้
อาทิตย์ที่ 4 มีนาคม = 117 mg/l (ก่อนเข้ารับการผ่าตัด)
จันทร์ที่ 5 มีนาคม = 204 mg/l (หลังผ่าตัด)
อังคารที่ 6 มีนาคม = 171 mg/l (ก่อนมีอาการท้องเสีย)
พุธที่ 7 มีนาคม = 178 mg/l (หลังอาการท้องเสีย)

ต่อมาในวันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคม เรารู้สึกดีขึ้นมาก สามารถเดินเล่นช้าๆนอกห้องเป็นระยะทางใกล้ๆ และยกถาดอาหารไปเก็บนอกห้องได้ ส่วนผล P-CRP ก็ลดต่ำลงมากคือ เท่ากับ 108 mg/l ในวันนี้ แต่ก็ยังสูงมาก (พยาบาลกระซิบว่า หมอจะพิจารณาให้เปลี่ยนจากการรับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดเป็นการทานยาปฏิชีวนะแบบเม็ดและปล่อยให้กลับบ้าน หากค่านี้ต่ำกว่า 70 mg/l คือยังมีการอักเสบอ่อนๆแต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ตลอดเวลา) วันนี้หมอจึงเปลี่ยนยาปฏิชีวนะที่แรงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้ระดับการอักเสบลดลง แต่ยาชนิดใหม่นี้กลับทำให้เราง่วงซึมมาก วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้รับอนุญาตให้อาบน้ำและเข้านอนทันทีเพราะง่วงมากเป็นพิเศษ
ยาแก้ปวดที่พยาบาลให้มาประจำคือ Ibuprofen 600mg และ Paracetamol 1g

วันศุกร์ที่ 9 มีนาคม ตื่นขึ้นมาด้วยความกระชุ่มกระชวย ไม่เจ็บแผลเลย จึงไม่ทานยาแก้ปวดอีกเลย นั่งนอนและลุกเดินได้โดยไม่มีความเจ็บปวด รู้สึกดีมาก และมั่นใจมากว่าวันนี้จะได้กลับบ้านซะที เช้าตรู่เจ้าหน้าที่แล็บมาเจาะเลือดเพื่อนำไปตรวจตามปกติ อาหารเช้าก็ทานตามปกติและรับยาปฏิชีวนะตามปกติในตอนเช้า ในเวลาสายหมอก็เข้ามาแจ้งข่าวดีว่า ค่า P-CRP ของวันนี้ลดลงเหลือแค่ 57 mg/l เราแทบจะร้องออกมาด้วยความดีใจ จากนั้นหมอแจงว่าให้อนุญาตกลับบ้านได้ และเราต้องทานยาปฏิชีวนะสองชนิดต่ออีกสิบวัน วันละหกเม็ด หมอไม่กำหนดให้มีการตรวจติดตามผล เพียงแต่หากมีอาการแทรกซ้อนใดๆ ต้องรีบติดต่อและกลับมารักษาอีกครั้ง จากนั้นจึงให้พยาบาลนำใบสั่งยา ใบรับรองแพทย์เพื่อประกอบการลาพักงานอีกหนึ่งอาทิตย์ (ระบุชื่อโรค คือ Salpingitis หรือท่อนำไข่อักเสบ) รายงานการผ่าตัดที่เราเคยขอเก็บไว้อ่าน รวมทั้งข้อแนะนำการดูแลตัวเองของคนไข้หลังผ่าตัด ส่วนบิลค่ารักษาพยาบาลนั้น ทางโรงพยาบาลจะส่งให้ทางไปรณีย์ เราก็สามารถชำระโดยการโอนเงินผ่านบัญชีออนไลน์ตามปกติ
หน้าตาของแผลผ่าตัดสิบวันหลังจากการผ่าตัด
จากนั้นพยาบาลจึงถอดเข็มออกจากเส้นเลือดของเรา แล้วอนุญาตให้เปลี่ยนเสื้อผ้า และเก็บของเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ตอนนั้นดีใจมาก รีบโทร.เรียกพ่อบ้านให้มารับที่โรงพยาบาล หลังจากนั้นก็เตรียมตัวอย่างรวดเร็วและเดินออกจากห้องพักจากมาด้วยรอยยิ้ม มั่นใจว่าอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้าเราจะหายเป็นปกติ แม้ว่าช่วงแรกๆยังต้องลุกเดินอย่างช้าๆ เพราะยังมีอาการหน่วงบริเวณท้องน้อยและรอบๆแผลผ่าตัด แต่เชื่อว่าร่างกายของเราสามารถฟื้นตัวได้เร็วเพราะเรามีกำลังใจดี ทั้งจากสามีและลูกชายที่คอยดูแล ครอบครัวสามี และคุณแม่ที่โทร.มาให้กำลังใจทุกวัน รวมถึงน้องๆและเพื่อนๆที่รู้ข่าวแล้วมาเยี่ยมถึงโรงพยาบาลและทุกๆคนที่ส่งข้อความฝากมาให้

 การป่วยแบบเฉียบพลันครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า ในโลกนี้ไม่มีความแน่นอน วันหนึ่งเรายังแข็งแรง แต่อีกวันอาจเจ็บป่วยหรือเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงอย่าเสียเวลาไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องดีกว่า เราควรใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้ม อะไรที่ทำแล้วมีความสุขก็ทำไปเถอะ อยากกินอะไรก็กินไปเถอะ แต่จงอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาท เพราะบางสิ่งบางอย่างนั้นเมื่อสูญเสียไปแล้ว ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้ เช่นในกรณีของเราคือ การที่ไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ตามธรรมชาติอีกต่อไป เพราะท่อนำไข่ถูกตัดและกำจัดออกจากร่างกายเสียแล้ว ที่คิดว่าประมาท เพราะเราน่าจะเอะใจและตรวจภายในตั้งแต่ครั้งแรกที่มีอาการเจ็บท้องน้อยแบบกระปริดกระปรอย หลังจากที่ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากเชื่อสัญชาตญาณของตัวเองว่าน่าจะมีความเกี่ยวข้องกัน หรือหากหมั่นตรวจเช็คสุขภาพเป็นประจำ บางทีความเจ็บป่วยอาจไม่ลุกลามใหญ่โตจนถึงขั้นผ่าตัดและพักฟื้นนานถึงสองอาทิตย์ และนี่ก็เป็นบทเรียนที่เราได้รับในครั้งนี้เอง

ติดตามอ่านเรื่องราวต่อไปใน ช่วงพักฟื้น ยา และค่ารักษาพยาบาล

รูปส่วนหนึ่งของอาหารที่โรงพยาบาลจัดให้ วันละสี่มื้อ เวลาแปดโมงเช้า สิบเอ็ดโมง
สี่โมงเย็น และทุ่มครึ่ง(อาหารว่าง)



สภาพภายในห้องพักผู้ป่วย พยาบาลได้นำเตียงที่ว่างย้ายออกไปแล้ว ห้องนี้จึงมีเราพักอยู่เพียงลำพัง
 
เตียงที่นอนพักรักษาตัวมาเกือบครบอาทิตย์


ห้องน้ำและตู้เก็บของสำหรับผู้ป่วย





วันอาทิตย์, มกราคม 28, 2561

28 ม.ค.2018 วันเลือกตั้งประธานาธิบดีของฟินแลนด์

Mullakin on sinivalkoinen sydän

วันนี้เป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีของฟินแลนด์ ดั๊นเองก็ไม่นิ่งดูดายนะฮะ ออกไปใช้สิทธิ์มาแล้วฮ่ะ

จดหมายเชิญพลเมืองที่มีสัญชาติฟินแลนด์ ทุกคนให้ไปใช้สิทธิ์เลือกประธานาธิบดีคนต่อไป ซึ่งจะเข้าดำรงตำแหน่งได้วาระละ หกปี และหากได้รับเลือกอีกก็จะสามารถดำรงตำแหน่งได้ติดต่อกันไม่เกินสองวาระ


 สถานที่จัดการเลือกตั้งส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนใกล้บ้านตามเขตที่อยู่ ระบุในจดหมายเชิญ


 เสิร์ฟกาแฟและของว่างด้วยนะเธอ ลงคะแนนเสียงแล้วอย่าลืมแวะดื่มกาแฟร้อนๆนะ


ใครจูงน้องหมามาด้วย ต้องล่ามเค้ารออยู่ด้านนอกน๊าาา (ต้องติดป้ายบอกด้วยเหรอเนี่่ย)


 ปีนี้มีผู้ลงสมัครแปดท่าน ดั๊นคุ้นหน้าอยู่สองท่านจากการเลือกตั้งสมัยที่แล้วเมื่อหกปีก่อน (ตอนนั้นยังเป็นกะเหรี่ยงเพิ่งย้ายมาอยู่ได้ไม่กี่เดือน ยังไม่มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง) ตอนนี้เป็นพลเมืองเต็มตัว มีสิทธิ์เท่าเทียมกับเจ้าถิ่นแล้ว ดั๊นก็เลือกตามความพอใจ คุ้นหน้าคุ้นตา ถูกโฉลกกับคนไหน ดั๊นก็เลือกคนนั้นล่ะคร่ะ


 หน้าตาของผู้ลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีฟินแลนด์ทั้งแปดท่าน หญิงสาม ชายห้า(หนึ่งในห้าคนนี้มีคู่ครองเป็นชายอย่างเปิดเผย ซึ่งดั๊นชื่นชมเค้าเป็นอย่างมาก แต่ไม่ได้เลือกเค้านะ)

ป.ล. แอบกระซิบว่าเลือกท่านที่เป็นเจ้าของหมาหน้าตาหล่อตัวนั้นน่ะ อยากเห็นมันออกมารับแขกบ้านแขกเมืองอีกครั้ง ใครใคร่รู้ว่าดั๊นพูดถึงใครอยู่ ลองกูเกิ้ลคำว่า lennu ดูนะฮะ



เป็นอีกก้าวหนึ่งสู่ความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นฟินนิชโดยแท้ อย่างที่เคยบอกไว้นั่นแหละว่า รักฟินแลนด์ไม่แพ้บ้านเกิด Proud to be here! Mullakin on sinivalkoinen sydän.

วันอังคาร, มกราคม 10, 2560

ฝากให้อ่าน...จากหัวอกคนทำงาน ณ ฟินแลนด์

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งคุยกับเพื่อนใหม่เรื่องงาน น้องคนนี้เป็นแฟนบล็อคของเราด้วยล่ะ น้องเพิ่งย้ายมาอยู่ในฟินแลนด์ได้ไม่นาน จึงขอคำแนะนำหลายอย่างจากเรา แต่เราสามารถให้คำปรึกษาที่มาจากประสบการณ์ของเรา อ้างอิงจากสถานการณ์ของเราเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องงานนั้น ประสบการณ์ของเราค่อนข้างจะแตกต่างจากคนอื่น (อย่างน้อยก็ในแวดวงเพื่อนฝูงที่เคยพบปะกัน) กระนั้นก็หวังว่าคำตอบที่ให้น้องเค้าไปจะมีประโยชน์กับเค้าไม่มากก็น้อย และวันนี้ก็อยากนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นการแบ่งปัน ให้ข้อคิด และปรับทุกข์ไปในตัว

เราเป็นคนเหนือ เกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานที่เคยทำจะแวดล้อมไปด้วยชาวต่างชาติและเนื้องานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น เป็นผู้ช่วยครูฝรั่งสอนคลาสเด็ก โอเปอเรเตอร์+คีย์ข้อมูลบริษัทรับทำบิลจากอเมริกา ผู้จัดการออฟฟิศโบรคเกอร์ขายประกันภัยแก่ชาวต่างชาติ เป็นล่ามส่วนตัวของเจ้าของโรงปุ๋ยชาวสวิสฯ และทำงานฟรีแลนซ์แปลงานส่งบริษัทต่างชาติก่อนที่จะแต่งงานและย้ายตามครอบครัวมาอยู่ต่างแดน

เมื่อย้ายมาฟินแลนด์ เรารู้ในทันทีว่าไม่มีอาชีพใดรองรับความรู้ความสามารถจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของเรา และวุฒิการศึกษาที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในประเทศนี้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนภาษาใหม่เพื่อที่จะสามารถสื่อสารและพึ่งพาตัวเองได้ในชีวิตประจำวันก่อน และหวังว่าจะสามารถพัฒนาจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตการทำงานต่อไป

ดังนั้น เมื่อห้าปีก่อน (กุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 2012) เราจึงเริ่มเรียนภาษาคอร์สแรกที่จัดหาโดยสำนักงานจัดหางานและพัฒนาเศรษฐกิจ ( TE / Työ-ja Elinkeinotoimisto )หรือที่ใครๆเรียกว่า "เตื้อ" คอร์สนี้มีชื่อว่า Työelämän Suomea มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เตรียมผู้ที่ย้ายถิ่นฐานอย่างเราให้พร้อมในการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยในประเทศฟินแลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงาน การเรียนการสอนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเน้นเรียนภาษาฟินนิช (ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน)โดยมีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับประเทศฟินแลนด์เข้ามาด้วย และอีกส่วนที่จะได้เรียนในช่วงท้ายแน่นอนคือข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในประเทศฟินแลนด์ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ (กำหนดให้มีการฝึกงานในสถานที่จริง) และแล้วเราก็เรียนจบคอร์สนี้ภายในหนึ่งปี ก่อนที่จะจบการศึกษานักเรียนทุกคนจะได้รับคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้สอนแบบตัวต่อตัว เพื่อวางแผนการศึกษาหลังจากนี้ โดยอ้างอิงจากพัฒนาการทางด้านต่างๆของนักเรียนแต่ละคน (HOPS - henkilökohtainen opintosuunnitelma) มีเพื่อนหลายคนที่จำเป็นต้องเรียนภาษาเพิ่มเติม หลายคนต้องการเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อสายอาชีพ แต่ตัวเราเองเมื่อจบแล้ว เราเลือกที่จะหางานทำ ไม่เรียนต่อ เพราะเรามีความจำเป็น มีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องการรายได้ อีกอย่างหนึ่งคือ เราเชื่อมั่นว่ามีความสามารถมากพอที่จะได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่เราสนใจในขณะนั้น ซึ่งก็คือ พนักงานร้านขายยาหรือผู้ช่วยเภสัชกร (Lääketeknikko) และเราก็มีความกล้าพอที่จะเข้าไปของานจากนายจ้าง เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครแม้แต่สามีของเรา ทุกอย่างเราทำเอง หาข้อมูล สอบถาม และช่วยเหลือตัวเองทุกขั้นตอน

ตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้าไปขอฝึกงานในร้านขายยา(apteekki)ใกล้บ้าน
จนถึงวันนี้ก็เกือบสี่ปีแล้ว หลายคนอาจไม่รู้ว่าเราทำอะไรมาบ้างและก็ผ่านอะไรมาบ้าง เพราะเราเองก็ไม่เคยเล่าชีวิตการทำงานในต่างแดนให้ใครฟังโดยละเอียด ใครถามก็จะเล่าให้ฟังคร่าวๆเท่านั้น ช่วงแรกๆที่มาฝึกงานเราไม่คิดอะไรมาก นอกจากมุ่งมั่นที่จะทำงานหารายได้ จุดประสงค์หลักคืองานประจำ ดังนั้นไม่ว่าจะต้องฝึกหรือเรียนรู้อะไร เราตั้งใจทำเต็มร้อยและก็ทำทุกอย่างที่ทำได้ มีความประพฤติดี ซื่อสัตย์ ขยันและอดทน ผลก็คือ เมื่อผ่านการฝึกงานรวมหกเดือน เราได้ทำสัญญาทำงานช่วงฤดูร้อนฉบับแรกเป็นเวลาหนึ่งเดือน และเมื่อพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่เคยเกี่ยงงาน จึงได้รับการต่อสัญญาทำงานประจำแทนแม่บ้านที่กำลังจะเกษียณ นั่นหมายถึง ต้องทำสองหน้าที่ หน้าที่หลักคือทำความสะอาดและหน้าที่รองคือทำงานผู้ช่วยเภสัชฯอย่างที่ได้รับการฝึกฝน
ลึกๆแล้วเรารู้ตัวว่าไม่ชอบงานประเภทแรก แต่ในเมื่อมันเป็นงานประจำ สัญญาไม่มีวันหมดอายุ บวกกับสวัสดิการต่างๆที่จะได้รับเท่าเทียมกับพนักงานคนอื่นๆ นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นจุดประสงค์หลักของเรา เมื่อเราได้รับข้อเสนอดีๆทั้งๆที่ไม่มีวุฒิการศึกษาจากสาขานี้มารองรับ แล้วเราจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้เลยเหรอ

และแล้วเวลาก็ผ่านไปจากเดือนเป็นปี เราค่อยๆปรับตัวกับงาน สถานที่ทำงาน รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน ตัวงานและสถานที่ยังไม่ยากเท่าไหร่ บุคคลที่เราต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันคลุกคลีและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยนี่แหละ นับเป็นด่านที่ทรหดเชียวละ ขณะที่เรายังฟังภาษาพูดไม่ค่อยเข้าใจ สื่อสารยังไม่คล่อง ยังไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการทำงานของคนที่นี่ เพื่อนร่วมงานแต่ละคนนิสัยใจคอเป็นยังไง พื้นเพมาจากไหน พูดช้า-เร็วต่างกัน เมื่อเค้าพูดภาษาท้องถิ่นของเค้าแล้วมันหมายความว่าอะไร นิสัยการทำงานของแต่ละคนเป็นยังไง มีความสนใจอะไร ควรระวังเรื่องอะไร และหัวข้ออะไรที่ไม่ควรพูด รายละเอียดมันปลีกย่อยมาก ตอนนั้นเข้าใจความรู้สึกของการเป็นคนนอกได้ดีทีเดียว เข้าใจเลยว่าการพยายามสื่อสารผูกมิตรที่รู้สึกว่าล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งเพราะบางคนไม่มีความอดทนมากพอที่จะเข้าใจเรา หรือแย่กว่านั้นหากเราพูดหรือทำอะไรแล้วเค้าเข้าใจผิด แต่เราไม่สามารถอธิบายตัวเองได้ สถานการณ์แบบนี้มันทำให้เรารู้สึกโง่และอึดอัด เหมือนเด็กวัยอนุบาลที่นั่งหัวโด่กลางบทสนทนาของผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจ พูดไม่คล่อง และไม่มีใครสนใจ ช่วงพักกลางวันจึงเป็นเวลาที่เราอึดอัดมากที่สุด วันแล้ววันเล่าเราอดทน เก็บความรู้สึกอัดอั้นท้อใจไว้ในใจ แล้วพูดกับตัวเองว่า ''ฉันยังไหว ฉันไม่ใช่คนโง่เพียงแต่ยังเด็ก สักวันหนึ่งฉันจะโตพอที่จะคุยกับผู้ใหญ่พวกนี้ให้ได้'' แต่รู้มั๊ย เราไม่เคยหลบหรือหนี แม้จะท้อใจแต่ไม่เคยท้อถอย เราตั้งใจทำงานทุกวัน หากมีกิจกรรมนอกเวลางานเราจะเสนอหน้าเข้าร่วมทุกครั้ง แม้จะนั่งอยู่นอกวงสนทนาและไม่เคยมีบทสนทนายาวๆกับใครแต่เราพยายามแสดงให้พวกเค้ารู้ว่า ตรงนี้ยังมีอีกคนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีม เมื่อเวลาผ่านไปเด็กอนุบาลตัวน้อย ค่อยๆเติบโตเป็นเด็กวัยประถม พูดได้คล่องขึ้นทีละนิด และก็เติบโตอย่างช้าๆไปพร้อมๆกับการได้รับการเปิดใจยอมรับจากเพื่อนร่วมงานทุกคน แม้ขณะนี้จะยังไม่ใช่ผู้ใหญ่เต็มตัว ยังพูดสนทนาไม่ได้อย่างพวกเค้า แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่า 'ฉันไม่ใช่คนโง่' และวันนี้เองที่เราขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยย่อท้อ

สองปีแรกเราทำงานเต็มเวลาวันละแปดชั่งโมง สัปดาห์ละห้าวัน สลับกับผู้ช่วยฯคนอื่นทำงานวันเสาร์คนละหนึ่งวันเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ช่วงหลังๆเรารู้สึกอิ่มตัวกับงาน จึงขอทำงานแค่วันละหกชั่วโมงเท่านั้น (ปัจจุบันเวลางาน 7.30 - 13.30) แต่สามารถยืดหยุ่นได้หากมีความจำเป็น หน้าที่ในแต่ละวันของเรามีดังนี้
- งานทำความสะอาดจะใช้เวลาประมาณ 3-4ชั่วโมง ปัด กวาด เช็ด ถู ดูดฝุ่น ถูพื้น ล้างห้องน้ำ ทิ้งขยะ ซัก-รีดชุดยูนิฟอร์ม เช็ดกระจก เช็ดทำความสะอาดชั้นวางสินค้า และอีกมากมาย สรุปคือ ดูแลทำความสะอาดพื้นที่ทุกซอกมุมของร้านขายยา ทั้งชั้นบน(ส่วนที่รับลูกค้า) และชั้นล่าง(ส่วนพนักงานและห้องเก็บของ) หน้าที่ส่วนนี้สามารถจัดสรรได้โดยการจัดระดับความสำคัญ เช่นอะไรที่ต้องทำทุกวัน อะไรที่เก็บไว้ทำเพียงสัปดาห์ละครั้ง เดือนละครั้ง หรือตามฤดูกาล และอะไรที่ต้องหมั่นเช็คแล้วทำเมื่อจำเป็น นายจ้างให้อิสระในการตัดสินใจเต็มที่ และไม่มีใครคอยควบคุม
- จากนั้นชั่วโมงที่เหลือของวันเราจึงทำงานส่วนอื่นๆ เช่น แคชเชียร์ รับ-ตรวจเช็ค-และขึ้นทะเบียนยาที่ส่งมาจากโกดัง จัดวางสินค้าเข้าชั้น และบางครั้งนำยาไปส่งลูกค้านอกสถานที่ ข้อสังเกต: ผู้ช่วยเภสัชกรจะไม่สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับยาแก่ลูกค้าแต่อย่างใด เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องยา เภสัชกรเท่านั้นที่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องยาได้

หลายคนอาจคิดว่างานนี้ดูไม่ยาก ก็ทำความสะอาดใช้เวลาไปเกือบครึ่งวันแล้วนี่นาและแทบไม่ต้องพูดกับใคร และไม่ต้องสื่อสารกับลูกค้าเลย ภาษาคงไม่จำเป็นล่ะมั๊ง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะโดยปกติแล้วภาษาที่ใช้ในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะอาชีพไหนนั้น นอกจากจะใช้สื่อสารในสถานที่ทำงาน เช่น สื่อสารกับลูกค้า สนทนากับเพื่อนร่วมงาน หรือติดต่อสื่อสารกับพนักงานจากส่วนนอก ทั้งแบบพูดและเขียนแล้ว ยังรวมถึงต้องสามารถเข้าใจข้อความต่างๆและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่างๆ เช่น ชื่อเครื่องมือ อุปกรณ์ สินค้า ข้อบังคับ ป้ายเตือน คู่มือ ตำรา จดหมายจากราชการ หนังสือสัญญา หนังสือแจ้งเตือน คำอธิบายเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายแรงงาน สิทธิและหน้าที่ของผู้เสียภาษี เป็นต้น เอกสารหลายฉบับเป็นฉบับภาษาฟินนิชเท่านั้น เพียงมีระดับความยาก-ง่ายแตกต่างกันไปตามสาขาอาชีพ แล้วอย่างนี้แล้ว ยังคิดว่าภาษาไม่จำเป็นในการทำงานอีกหรือ แล้วหากมีข้อสงสัย คำถาม ข้อขัดแย้ง หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในที่ทำงานขึ้นมา คุณจะขอความช่วยเหลือจากใครถ้าคุณไม่สามารถสื่อสารด้วยตัวคุณเอง

และหลายคนอาจสงสัยอีกเช่นกันว่า เราทำหน้าที่มากมายอย่างนี้แล้วเงินเดือนที่ได้มันเหมาะสมกับงานไม่เนี่ย บอกไว้เลยว่าเราได้เงินเรทเดียวกับพนักงานทำความสะอาดทั่วไป (ตามสัญญาที่ระบุใน TES) และได้เพิ่มขึ้นทุกปีตามอายุการทำงาน ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร หลักหักภาษี(ราวๆ 10 %)และค่าสวัสดิการอื่นๆแล้วรายได้สุทธิเท่ากับหนึ่งพันยูโรนิดๆ(สัปดาห์ละห้าวัน วันละ 6 ชั่วโมง/เดือนละ 120 ชั่วโมง) จึงไม่แปลกที่เพื่อนหลายคนมีความเห็นไม่ดีงามต่องานนี้ อ้าว ก็แล้วทำไมไม่ขอเพิ่มตามระดับความยากของเนื้องานล่ะ แต่โปรดสังเกตว่า เราได้สัญญาทำงานนี้มาจากตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดที่ว่างลง ดังนั้นหน้าที่และความรับผิดชอบหลักของเราก็ต้องเป็นส่วนที่เกี่ยวกับความสะอาด หน้าที่รองนั้นเพียงเพิ่มขึ้นมาด้วยความยินยอมและเห็นพ้องระหว่างเรากับนายจ้าง หากวันใดที่มีความสามารถเทียบเท่าผู้ช่วยคนอื่นๆ เราอาจได้รับโอกาสให้เปลี่ยนตำแหน่ง อย่างไรก็ตามหน้าที่ความรับผิดชอบและรายได้เท่านี้สำหรับเรามันค่อนข้างเพียงพอ เพราะเราไม่มีภาระทางการเงิน ไม่มีค่าเดินทาง(ที่ทำงานห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตร จึงเดินไปทำงานทุกวัน) ไม่มีรายจ่ายฟุ่มเฟือย ไม่มีค่ารักษาพยาบาลเพราะใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีจากนายจ้าง ที่ผ่านมาเราไม่เคยเดือดร้อนและไม่เคยหยิบยืมเงินจากใคร แถมยังสามารถแบ่งรายได้ 25% ของทุกเดือนออมเก็บในบัญชีเงินฝากเพื่ออนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ สี่ปีที่ผ่านมาด้วยรายได้เท่านี้ เราสามารถรวบรวมนำมาปลดหนี้บัตรเครดิตของตัวเองที่มีหนี้ค้างเกือบแสนบาทภายในสี่เดือน ยื่นเอกสารขอสัญชาติฟินแลนด์แก่ตัวเองและลูกชาย เชิญคุณแม่เดินทางมาท่องเที่ยว และเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวในต่างประเทศทุกปี 

อ้อ ในเมื่อพูดเรื่องเงิน เราก็อยากฝากบอกหลายๆคนด้วยว่า โปรดอย่าดูถูกงาน ไม่ว่าจะอาชีพไหน ตำแหน่งใด สัญญาระยะสั้นหรือยาว งานก็คือแหล่งรายได้ที่คนทำควรภาคภูมิใจ และก็ภาษีจากเงินรายได้ของคนทำงานที่ส่วนหนึ่งถูกหักออกไปทุกเดือนนี่แหละ ที่รัฐแบ่งไปใช้เป็นเงินสวัสดิการแก่ผู้ที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งรวมถึงคนที่กำลังเรียนอยู่ หรือคนที่ว่างงานนั่นล่ะ

ดังนั้น ใครก็ตามที่พึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม หรือ'เกล่า'อยูนั้นควรทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าแม้ฟินแลนด์จะเสนอเงินช่วยเหลือแก่ผู้ย้ายถิ่นฐานที่มาอยู่ใหม่ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีข้อจำกัดเพื่อถ่วงระบบให้สมดุล เพื่อที่ว่าสัดส่วนของผู้ใช้แรงงานควรจะมีมากกว่าผู้ที่ว่างงาน เหตุเพราะรัฐสวัสดิการอย่างประเทศฟินแลนด์นั้น พัฒนาเจริญก้าวหน้ามาได้ด้วยการนำเงินภาษีมาพัฒนาประเทศ และภาษีส่วนใหญ่ที่รัฐเก็บจากประชาชนก็คือภาษีรายได้ นั่นก็หมายความว่า คนทำงานนี่แหละที่เป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า (เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วเราอาจจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน) หากคิดกลับกันว่า ถ้าสัดส่วนของประชากรผู้ใช้แรงงานน้อยกว่าประชากรที่รอการช่วยเหลือจากรัฐแล้ว รัฐจะเก็บเงินสวัสดิการต่างๆจากใคร และจะส่งผลให้มีข้อจำกัดความช่วยเหลือตามมาอย่างไร แล้วในที่สุดประเทศจะต้องรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นไร จะยังพัฒนาหรือถดถอย ดังนั้นสรุปว่า เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้"รับ"เงินช่วยเหลือตามสมควรจากรัฐ แต่ควรพึงระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อถึงเวลาที่เรามีความสามารถเพียงพอ เราก็ควร"ให้"กลับคืนแก่รัฐเพื่อที่จะได้นำไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางคนอาจจะมองต่างมุม อาจแย้งว่า 'จะไม่ดีกว่าเหรอหากเราขวนขวายเรียนสายอาชีพเพื่อหางานที่ดีกว่านี้ เพื่อที่จะไม่ต้องทำความสะอาด เพื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อประกอบอาชีพที่สามารถยืดอกภูมิใจ โอ้อวดกับใครๆได้ว่าฉันมีความรู้และมีงานทำ' และแน่นอนว่าใครๆก็อยากทำงานที่ตัวเองรัก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำได้ ตัวเราเองยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังไม่รู้ ยังนึกไม่ออกว่าเราอยากทำอะไร ชอบอะไร และอาชีพไหนที่เหมาะกับเรา เรามีเพียงจุดหมายเดียวในชีวิตซึ่งก็คือ "วันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำให้ดีที่สุด" เพราะสิ่งที่เราทำในวันนี้มันคือสิ่งที่เราจะเหลียวกลับมาดูในวันพรุ่งนี้ และอีกครั้งในวันถัดไปและต่อไปในอนาคต เราใช้มันเป็นกำลังใจเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แม้บางวันรู้สึกท้อจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ หรือก็มีหลายครั้งที่สุขใจจนอยากตะโกนดังๆ แต่ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ คือประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครและหาซื้อที่ไหนไม่ได้ และมันคือบทเรียนที่เราได้มาจากหยาดเหงื่อและน้ำตา

เรารู้ตัวดีว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่มาก หน้าที่การงานก็ไม่ได้เริ่ดหรู อวดชาวบ้านได้ และที่สำคัญเราไม่ได้เรียนสายอาชีพอะไรเพิ่มเติม ไม่มีวุฒิจากเมืองนอกที่จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแต่อย่างใด ดังนั้นก็ไม่แปลกที่หลายคนอาจดูถูกงานที่เราทำ แต่เราอยากบอกว่าที่ชีวิตเราได้เดินมาถึงจุดนี้ ทุกก้าวเป็นก้าวที่เราภูมิใจ สิ่งที่เราเรียกว่าความสำเร็จมันไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษา ใบปริญญา หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่มันคือบทเรียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หากวันใดที่เราไม่ทำงานนี้แล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่เราจะได้รับอาจเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่าใบรับรองการทำงาน ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเขียนว่าอะไร แต่เราเชื่อว่าบทเรียน มิตรภาพที่ถือกำเนิดขึ้น และความทรงจำมากมายที่ไม่อาจบรรจุอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นมันเหนือกว่าคำบรรยายใดๆ และมีค่ามากว่าใบจบการศึกษาหรือตัวเลขในบัญชีหลายเท่าตัว ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ

วันจันทร์, ตุลาคม 10, 2559

YKI TEST ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ

มีเสียงเรียกร้องอยู่หลายเสียงจากเพื่อนๆ และมีแฟนบล็อคท่านหนึ่งขอให้ช่วยแนะนำการเตรียมสอบ YKI TEST ที่หลายคนไม่มั่นใจที่จะลงสอบ หรือบางคนก็กังวลมาก กลัวว่าจะยากเกินไป ไหนจะหาตำราและเอกสารเตรียมสอบยากยิ่งกว่างมเข็มบ้างล่ะ แล้วไหนจะต้องปรับหูปรับลิ้นให้เจ้าของภาษาเข้าใจเราให้มากที่สุดอีกล่ะ ในฐานะที่เราก็เคยเตรียมสอบมาก่อน และก็สอบผ่านแล้ว จึงขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวข้อสอบ YKI TEST และการเตรียมตัวสอบไว้ตรงนี้ให้มากเท่าที่ตัวเองจำได้

                  


ก่อนอื่นมารู้จักเจ้าข้อสอบนี้ก่อนว่ามันคืออะไร
YKI (Yleiset Kielitutkinnot) คือ ข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำมาเพื่อวัดระดับความสามารถทางภาษา ซึ่งดำเนินการจัดสอบและตรวจสอบโดยมหาวิทยาลัยยึแวสกึแหละ (University of Jyväskylä)และรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศฟินแลนด์ (Finnish Ministry of Education) ดังนั้นจึงจัดสอบภายในประเทศเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศฟินแลนด์จะเข้าใจว่า YKI TEST คือ ข้อสอบที่วัดระดับภาษาฟินนิช และเมื่อสอบผ่านระดับกลาง (Keskitaso) คือได้คะแนนระหว่าง 3 - 4 ในสี่ส่วน คือการฟัง พูด อ่าน และเขียน ก็สามารถใช้ใบรับรองที่แสดงผลสอบนี้ยื่นประกอบเอกสารการขอสัญชาติฟินแลนด์ (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ 
Opetushallitus - Kielitaidon osoittaminen kansalaisuutta haettaessa และนอกจากจะมีข้อสอบวัดระดับความสามารถภาษาฟินนิชแล้ว YKI TEST ยังสามารถใช้วัดความสามารถทางภาษาอื่นๆด้วย ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาเลี่ยน ภาษารัสเซีย ภาษาซามิ ภาษาสเปน และภาษาสวีดิช จุดประสงค์ของการสอบวัดระดับภาษาพวกนี้หลักๆ เพื่อนำผลการสอบใช้เป็นหลักฐานแสดงความสามารถด้านภาษานั้นๆทั้งในส่วนวิชาชีพ การเรียนการศึกษา การสมัครงาน และการขอสัญชาติฟินแลนด์
(เฉพาะผลสอบภาษาฟินนิชและภาษาสวีดิช)ดังกล่าวตอนต้น


จากประสบการณ์การเตรียมสอบวัดความสามารถทางภาษาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะ YKI, TOEFL หรือ TOEIC โดยรวมแล้วแบ่งเป็นสองส่วนคือ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมตัวตามโครงสร้างข้อสอบ


การเตรียมเนื้อหา หมายถึง วัดความสามารถของการใช้ภาษาของเรา ความรู้ด้านไวยกรณ์แน่นรึยัง รู้คำศัพท์เพียงพอรึไม่ บอกเล่าเรื่องราวหรืออธิบายตัวเองได้ดีแค่ไหน ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองให้ได้ทั้งสี่ทักษะ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) แล้วเสริมในส่วนที่ต้องเสริม แต่อย่าหยุดพัฒนาส่วนที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก และที่สำคัญเตรียมคำตอบใหกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตทั้งในชีวิตประจำวัน หรือกรณีฉุกเฉิน เช่น ก็อกน้ำรั่ว เห็นคนเดินลัดคิว พบเจออุบัติเหตุ กระเป๋าหรือมือถือหาย เราจะรับมือกับสถานการณ์พวกนี้ได้อย่างไร เป็นต้น รวมทั้งฝึกการสื่อสารด้านอื่นๆ เช่นการโต้ตอบทางอีเมล์ เขียนโปสการ์ดหรือจดหมาย หรือบทเขียนแสดงทัศนคติ เป็นต้น

ส่วนการเตรียมตัวตามโครงสร้าง คือ เตรียมตัวสอบตามโครงสร้างของข้อสอบ เช่น
ข้อสอบมีอยู่สี่ส่วน(สี่พาร์ท) หากจำไม่ผิดจะเริ่มจากพาร์ทการอ่าน (Tekstin ymmärtäminen) กำหนดให้อ่านบทความหัวข้อหลากหลายและมีความสั้นยาวแตกต่างกัน ระหว่าง 3-6 บทความ ควรศึกษาก่อนว่าพาร์ทนี้มีกำหนดเวลาทำข้อสอบทั้งหมดกี่นาที ควรใช้เวลาอ่านเฉลี่ยตอนละกี่นาทีและตอบคำถามกี่นาที และควรเผื่อเวลาตรวจแก้คำตอบในตอนท้ายกี่นาที
** ไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์ทุกคำ เพียงอ่านบทความแล้วสามารถหาคำ key words หรือคำใบ้ที่บอกใจความสำคัญหรือใจความหลักในแต่ละย่อหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะกล่าวถึงซ้ำๆ ก็จะสามารถจับประเด็นเรื่องราวที่ย่อหน้านั้นต้องการสื่อสารแล้ว หากต้องการทำข้อสอบให้ไวที่สุด ควรอ่านชื่อเรื่องเป็นอย่างแรก(หากมี) 
แล้วกวาดตาอ่านทั้งบทความหนึ่งรอบเพื่อตอบคำถามคร่าวๆว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร ซึ่งส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง จากนั้นอ่านคำถามและพิจารณาตัวเลือกที่ให้มา แล้วกลับไปอ่านประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า วิธีนี้ทำให้สามารถเดาได้ว่าจะพบคำตอบได้จากย่อหน้าใด ไม่เช่นนั้นก็สามารถกวาดตาหาคำตอบได้จากย่อหน้าใกล้เคียง เป็นต้น เมื่อได้คำตอบแล้วก็อ่านคำถามข้อต่อไป หากไม่แน่ใจให้เลือกคำตอบที่เดาว่าถูกที่สุดไปก่อน แล้วกลับมาทำอีกครั้งหากยังเหลือเวลา อย่างไรก็ตาม หมั่นเช็คเวลาขณะทำข้อสอบและอย่าลืมเผื่อเวลาตรวจทานก่อนส่งกระดาษข้อสอบ

จากนั้นจะต่อด้วยพาร์ทการเขียน (Kirjoittaminen) เท่าที่จำได้จะแบ่งเป็นสองหรือสามหัวข้อหลัก ข้อแรกจะระบุสถานการณ์มาให้และสั่งให้เราเขียนจดหมาย หรืออีเมล์ ถึงบุคคลนี้ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะใช้ฟอร์มไหนและเขียนอธิบายอย่างไร และอีกหัวข้อหนึ่งมีโจทย์หรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และต้องการให้เราเขียนเรียงความแสดงทัศนคติของเราต่อโจทย์ที่ให้มา กำหนดเวลาทำข้อสอบพาร์ทเขียนทั้งหมดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ภายในเวลาที่กำหนดนี้ ก่อนอื่นควรตัดสินใจเลือกข้อเขียนหัวข้อใดที่ถนัดที่สุดก่อน แล้วเผื่อเวลาระดมความคิดและวางแผนโครงสร้างก่อนที่จะเริ่มเขียน และอย่าลืมตรวจทานการสะกดคำ และนับจำนวนคำอีกสักนิด
(หากจำไม่ผิดข้อสอบการเขียนโดยเฉพาะเรียงความแสดงความคิดเห็นจะมีข้อกำหนดจำนวนคำอยู่ด้วย เช่น ต้องเขียนไม่ต่ำกว่า 200 คำ)
**อย่าลืมโครงสร้างเรียงความที่ต้องมีอย่างน้อยสามย่อหน้า ได้แก่ส่วนคำนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนสรุป แม้ว่าส่วนเนื้อเรื่องจะสามารถแยกได้เป็นหลายย่อหน้า แต่ควรระบุใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้าอย่างชัดเจนซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นประโยคแรกของย่อหน้า และเมื่อมีใจความหลักแล้วก็ควรเขียนสนับสนุนใจความหลักให้เหตุผลสอดคล้องกัน อย่าลืมการใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างถูกต้อง ส่วนการแต่งประโยคนั้นหากไม่มั่นใจเกี่ยวกับไวยกรณ์ หรือคำศัพท์ แนะนำให้เขียนประโยคง่ายแต่ตรงประเด็น ดีกว่าการใช้ประโยคที่ซับซ้อนหรือใช้คำศัพท์ที่อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับใจความหลัก นอกจากนี้ควรเขียนเรียงความให้ยาวที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย เพราะทุกคำทุกประโยคที่นำมาเรียบเรียงเขียนตอบสามารถเรียกคะแนนได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อสอบพาร์ทเขียนแล้ว ผู้เข้าสอบจะได้พักครู่ใหญ่เพื่อทานอาหารว่างที่เตรียมไปเอง หรือเข้าห้องน้ำ

จากนั้นจะย้ายห้องสอบไปยังห้องสตูดิโอ เพื่อเริ่มสอบพาร์ทการฟัง (Puheen ymmärtäminen) เจ้าหน้าที่จะจัดให้ผู้สอบหนึ่งคนนั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์หนึ่งตัวต่อเข้ากับ headset ซึ่งเราจะสอบพาร์ทฟังและพูดในห้องนี้ เริ่มจากพาร์ทฟังที่เราฟังคำสนทนา ประกาศต่างๆ แล้วตามด้วยคำถามจากหูฟัง ผู้สอบจะเขียนตอบลงบนกระดาษคำตอบของตัวเอง ส่วนตัวคิดว่าพาร์ทนี้ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องบริหารเวลาด้วยตัวเอง สคริปท์จะรันไปเองเรื่อยๆ แล้วจึงหยุดให้เราเขียนตอบ เราสามารถจดโน้ตลงบนกระดาษเปล่าที่เจ้าหน้าที่ให้มาได้ แต่เราเองก็ต้องมีสมาธิจดจ่อกับบทสนทนาที่เรากำลังฟังด้วยและควรฝึกจดโน้ตให้เร็วแต่เข้าใจง่ายที่สุด

และก็มาถึงพาร์ทที่ส่วนตัวคิดว่ายากที่สุด แต่ใช้เวลาน้อยที่สุด นั่นคือพาร์ทการพูด (Puhuminen) หลังจากพาร์ทการฟังสิ้นสุดลงผู้เข้าสอบจะยังสวมหูฟังอยู่และต้องจัดตำแหน่งไมโครโฟนให้ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถพูดเพื่ออัดเสียงลงในไมโครโฟนได้อย่างถนัด และเมื่อได้ยินโจทย์จากหูฟังหรือได้อ่านคำถามบนจอคอมพิวเตอร์แล้ว จะได้รับเวลาชั่วครู่เพื่อเตรียมคำตอบก่อนที่จะพูดตอบลงในไมโครโฟน โจทย์มีประมาณ 2-4 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น จองเวลาตัดผม นัดหมอ สนทนากับเพื่อน หรือสมมติสถานการณ์หลายๆสถานการณ์แล้วให้เราพูดโต้ตอบกับเทปจากคอมพิวเตอร์ ช่วงที่เตรียมคำตอบสามารถเขียนแนวทางคำตอบลงไปบนกระดาษเปล่าก็ได้ แต่ต้องนึกคำตอบให้เร็วเพราะ มีเวลาเตรียมตัวไม่มาก 
(สามสิบวินาทีถึงสองนาทีแล้วแต่ความยากง่ายของคำถามและความยาวของคำตอบที่กำหนดให้พูด) เช่น ให้เหตุการณ์สมมุติมาว่า "คุณเพิ่งเดินทางกลับมาถึงสนามบินเฮลซิงกิ-วันตา แต่ปรากฎว่ากระเป๋าเดินทางของคุณหาย คุณจะแจ้งเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเกี่ยวกับกระเป๋าที่หายอย่างไร" ให้เวลาเตรียมตัวสามสิบวินาที และให้เวลาพูดตอบภายในหนึ่งนาที เป็นต้น เมื่อคำสั่งให้เริ่มพูด เราต้องพูดลงในไมโครโฟนที่ติดอยู่กับ headset คอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มจับเวลาและทำการอัดเสียงของเราและเซฟเก็บเอาไว้เพื่อส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจข้อสอบ
**ขณะที่สอบพูด ต้องแน่ใจว่าพูดชัด เสียงไม่ดังหรือเบาเกินไป และต้องมีสมาธิอย่างมากเพราะผู้สอบทั้งห้องจะเริ่มพูดพร้อมกัน แม้จะมีส่วนกั้นระหว่างโต๊ะคอมพ์และผู้เข้าสอบแต่ละคนสวมหูฟังอยู่ แต่ก็ยังได้ยินเสียงคนอื่นพูด โดยเฉพาะคนข้างๆที่จะชัดมากเป็นพิเศษ ต้องตั้งสติให้ดี)นอกจากนี้พยายามพูดให้ครบเวลาที่ให้มาแม้ว่าจะตอบคำถามจบไปแล้วก็ตาม พูดสนับสนุนคำตอบหรือเพิ่มเติมอะไรก็ได้ที่ไม่เรื่อยเปื่อยเพราะทุกอย่างนับเป็นคะแนนทั้งนั้น 
(และพยายามใช้เวลาให้ครบ ไม่ขาดและอย่าให้เกิน) การเตรียมตัวในพาร์ทนี้สามารถลองอัดเสียงตัวเองโดยใช้หูฟังต่อกับไมโครโฟนเพื่อทำความคุ้นเคยกับการอุปกรณ์ที่ใช้ในสตูดิโอ และลองปรับน้ำหนักเสียงของตัวเองขณะที่พูดให้ดัง ฟังชัดและพูดลงจังหวะให้พอเหมาะ พร้อมจับเวลาเพื่อฝึกฝนการบริหารเวลาขณะที่พูดไปด้วย

ติดตามอ่าน ตำราและลิ้งค์ที่แนะนำเพื่อเตรียมตัวสอบ YKI เร็วๆนี้

วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 19, 2559

✿ ~ Content ~ ✿

Content ~ สารบัญ
แนะนำหน้าสารบัญที่เก็บรวบรวมบทความทั้งหมดของบล็อคนี้โดยจัดเรียงตามหัวข้อ (Articles by topic) คลิ้กบนลิ้งค์ของชื่อบทความเพื่อเปิดอ่านบทความได้เลยค่ะ
 ✿ Live ✻ Explore ✻ Express: ✿ ~ Content ~ ✿


วันศุกร์, มกราคม 08, 2559

ปีเก่าผ่านพ้นไป รูปโฉมใหม่ของบล็อคมาเยือน




ต้องขออภัยที่เข้ามาอัพเดทบทความน้อยมากในปีที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้
เพราะเมื่อ
นับรวมกันทั้งปีแล้วเขียนบทความไปทั้งหมดเพียงยี่สิบเรื่องเท่านั้น เนื่องจากต้องเผื่อเวลาทำงานอดิเรกใหม่ๆ และติดภารกิจอื่นๆที่ต้องทำควบคู่ไปกับงานประจำ แม้ว่าจะไม่ค่อยมีโพสใหม่แต่รูปโฉมของบล็อคได้ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูสบายตา และอ่านง่ายขึ้น ด้วยการจัดเรียงหัวข้อ Articles by topic ใหม่กำกับด้วยภาษาไทย และยังมีการลบหัวข้อที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป เพื่อคงแก่นสารหรือสาระสำคัญของบล็อคเอาไว้ให้เป็นเรื่องราวของสาวขี้อาย โลกส่วนตัวสูงคนหนึ่ง ที่อยากเป็นนักเขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ''Miss Mayree : An Inspiring Writer Wannabe''

ล่าสุดหัวข้อบทความของบล็อคถูกแบ่งออกเป็นสิบหัวข้อ ดังนี้


มุมหนอนหนังสือเป็นหัวข้อใหม่ที่ต้องการนำเสนอ เพราะงานอดิเรกหลักของมิสไมเรคือการอ่าน อ่านหนังสือ สิ่งพิมพ์ บทเขียนเกือบทุกประเภท ทั้งแบบรูปเล่ม และแบบอิเล็กทรอนิกซ์ และหากมีเวลาว่างจะเลือกขดตัวอ่านหนังสือเงียบๆในมุมส่วนตัวมากกว่าการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน ดังนั้นจึงได้รับแรงบันดาลใจมากมายจากการอ่านเพื่อนำมาเขียนเป็นเรื่องราว หรือใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงบทความในบล็อคนี้ และหนังสือที่นำมาเสนอก็คาดว่าน่าจะมีสาระและให้ข้อคิดต่อผู้อ่านโดยทั่วไป ไม่มากก็น้อย

เหตุผลที่ไม่ได้เข้ามาอัพเดทบล็อคอย่างสม่ำเสมอในปีที่ผ่านมาก็เพราะต้องให้เวลากับกิจกรรมใหม่ งานอดิเรกใหม่ และภารกิจที่ค่อนข้างจะสำคัญ เช่น
- ออกกำลังกายด้วยการฝึกชกมวย Kickboxing
- ลงเรียนการเต้นพร้อมกันสองแนว คือ คลาสเต้นฟลาเมงโก้ Flamenco และคลาสเต้นแนวร่วมสมัย Temporary Dance
- เตรียมสอบวัดระดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษหรือ TOEFL เพื่อนำผลคะแนนยื่นสมัครเข้าเรียนปริญญาโทในมหาวิทยาลัย
- รวบรวมเอกสารเพื่อยื่นขอสัญชาติฟินนิช
เป็นต้น ซึ่งจะเขียนเล่าในโอกาสต่อไปภายใต้หัวข้อ ประสบการณ์ใหม่ในต่างแดน (กิจกรรมชกมวย + คลาสเต้น), บันทึกของคนไกลบ้าน (สอบโทเฟล) และ รอบรู้ฟินแลนด์ (การยื่นขอสัญชาติฟินแลนด์)

ท้ายนี้ขออวยพรผู้อ่านทุกๆท่านให้ประสบแต่สิ่งดีๆ ขอให้บุญบารมีที่ท่านๆได้สั่งสมไว้จงนำพาความสุข ความเจริญเข้ามาในชีวิต ส่วนใครที่พลาดโอกาสงามๆในปีที่ผ่านมา หรือประสบกับความล้มเหลวอยู่ หรือกำลังเป็นทุกข์ ก็ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ ขอให้ฝันร้ายเลือนหายไปโดยพลัน และหากเรายึดมั่นกับการคิดดี ทำดี คิดบวกและคอยให้กำลังใจตัวเองแล้ว เชื่อว่าเราจะฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามทุกอย่างในชีวิตได้ค่ะ ส่วนมิสไมเรตั้งใจว่าปีนี้จะสมัครสอบโทเฟลอีกครั้ง เพราะผลสอบครั้งที่ผ่านมามีคะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย ดังนั้นปีนี้จะตั้งใจให้มากขึ้น นอกจากนี้จะพยายามเข้ามาเขียนบทความอย่างสม่ำเสมอนะคะ •**• สวัสดีปีใหม่ค่ะ •**•

สวัสดี ปีใหม่ ปีสุขสันต์ สำราญกัน ทุกข์หมด ดั่งใจหมาย

ให้ชีวิต ราบรื่น ไม่วุ่นวาย จงสุขกาย สุขใจ ทั้งปีเทอญ

ขอขอบคุณ กลอนปีใหม่ โดยคุณ กำแพงแดง

วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 22, 2558

ประเด็นการเก็บค่าเล่าเรียนจากนักศึกษาต่างชาติที่เรียนระดับปริญญาตรีและโท

ที่มา : OKM - Tuition fees for higher education students from outside the EU/ETA area

ประเด็นการเก็บค่าเล่าเรียนจากนักศึกษาต่างชาติที่เรียนระดับปริญญาตรีและโท (รวมทั้งปวส.) ภาคภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาถิ่นของฟินแลนด์
ล่าสุดคณะรัฐบาลได้นำข้อเสนอนี้เข้ารัฐสภาเพื่อขอการอนุมัติ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของรัฐสภา หากได้รับการอนุมัติจะมีผลบังคับสรุปคร่าวๆดังนี้

1. เรียกเก็บจากใคร - จากนักศึกษาต่างชาติที่ไม่ได้เป็นสมาชิกในกลุ่ม EU/EEA ที่ได้รับสิทธิเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทในสถาบันอุดมศึกษาหลักสูตรนานาชาติ(มีการเรียนการสอนในภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาฟินนิชหรือสวีดิช)

2. จำนวนเงินเท่าไหร่ - จำนวนที่รัฐบาลได้นำเสนอคือ หนึ่งพันห้าร้อยยูโร (1,500 euros) ต่อปีการศึกษาซึ่งกำหนดให้เป็นจำนวนขั้นต่ำ ดังนั้นสถาบันการศึกษาแต่ละแห่งสามารถเก็บค่าเล่าเรียนเพิ่มได้ตามดุลยพินิจของสถาบัน

3. เริ่มบังคับใช้เมื่อไหร่ - หากได้รับการอนุมัติ กฎหมายใหม่จะเริ่มมีผลบังคับตั้งแต่เดือนมกราคม ปี 2016 เป็นต้นไป โดยจะบังคับให้สถาบันการศึกษาเรียกเก็บค่าเล่าเรียนจากนักศึกษาต่างชาติที่เข้าศึกษาต่อในภาคการศึกษาแรกของปีถัดไป (คือเริ่มเรียนวันที่ 1 เดือนสิงหาคม ปี 2017) *อย่างไรก็ตาม สถาบันอาจเรียกเก็บค่าเล่าเรียนได้ก่อนวันที่กฎหมายระบุ หากเป็นความประสงค์ของสถาบันเอง

สรุป เดี๊ยนแอบลุ้นค่ะ กลัวมากค่ะ กลัวจะไม่ได้เรียนฟรี (มโนล่วงหน้าไปแล้วว่าตัวเองจะได้รับเลือกเข้าเรียน แต่ความจริงคือกำลังจะสอบโทเฟล และเตรียมตัวยื่นสมัครปลายปีนี้) แต่ถ้าติดจริงๆอาจยังไม่ต้องเสียกะตัง เพราะภาคการศึกษาแรกจะเป็นเดือนสิงหาคมปี 2016 ม.เฮลซิงกิอาจยังไม่มีการเรียกเก็บเงินค่าเทอมก็ได้ เพราะกฎหมายก็ยังไม่บังคับ แต่ก็ยังไม่วางใจค่ะ เพราะแอบลงท้ายว่า "อย่างไรก็ตาม สถาบันอาจเรียกเก็บค่าเล่าเรียนได้ก่อนวันที่กฎหมายระบุ หากเป็นความประสงค์ของสถาบันเอง" (If they so desire, higher educational establishments may also bring the payments into use before this date.) ภาวนาขอให้ข้อเสนอไม่ผ่านการพิจารณาเถอะ สาธุ!

วันอาทิตย์, กันยายน 20, 2558

Hyvin kaunis tyttö : หน้าตาสวย บุคลิกดี ยิ้มสวย หรือถูกทุกข้อ

เคยมีคนแปลกหน้าบอกคุณมั๊ยว่า "คุณเป็นคนสวยนะ" ตั้งแต่เกิดจนอายุผ่านพ้นเลขสามมาก็เพิ่งเจอกับตัวนี่แหละ แถมไม่ใช่คนบ้า หนุ่มขี้หลี เฒ่าหัวงู หรือเพื่อนช่างประจบแต่อย่างใด เธอคือสตรีวัยกลางคนที่ดูปกติดีและที่สำคัญไม่รู้จักกันมาก่อน

เหตุเกิดที่ร้านขายยาที่เดี๊ยนทำงานอยู่ บ่ายวันเสาร์ ขณะที่เดี๊ยนทำหน้าที่เก็บเงินลูกค้าอยู่ที่เคาท์เตอร์แคชเชียร์ คุณป้าคนนี้มาต่อคิวชำระเงิน พอถึงคิวของเธอ เดี๊ยนก็ทักทายลูกค้าตามปกติ "Moi -Terve-หรือ Hei" และเมื่อเสร็จสิ้นการชำระเงินเดี๊ยนก็กล่าวขอบคุณและยิ้มให้ลูกค้าตามปกติ คุณป้าคนนี้พินิจใบหน้าของเดี๊ยน ยิ้มนิดๆแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอย่างชื่นชมว่า "Sä oot hyvin kaunis tyttö." "เธอเป็นคนสวยนะ" โอะโฮะ เดี๊ยนก็อึ้งสิคะเพราะคาดไม่ถึง โดยปกติลูกค้าวัยนี้จะแค่พยักหน้าหรือกล่าวขอบคุณตอบพนักงานพอเป็นพิธี แต่เธอคนนี้ทำเอาเดี๊ยนตกกะใจจนเผลออุทานออกมา "Hu! Urr, kiitoksia." พูดได้แค่นี้จริงๆ ป้าแกอมยิ้มแล้วเดินจากไป

หลังจากนั้นทั้งวันเดี๊ยนก็เกิดอาการโลกสวย ฟ้าใสสิคะ รู้สึกเปรมปรีย์ม้ากที่ในที่สุดก็มีคนชื่นชมความสวยของเดี๊ยนออกมาดังๆให้เดี๊ยนได้ยิน จนต้องเอาไป มโนหลงตัวเองต่อไปอย่างลับๆ แต่ปลื้มอยู่ไม่นานก็ได้สติกลับคืนมา เพราะเมื่อพิจารณาคำพูดของป้าที่วนเวียนไปมาอยู่ในหัวแล้ว เริ่มไม่แน่ใจว่าเราตีความหมายของคำพูดป้าออกทะเลมากไปรึไม่ อันที่จริงป้าคงหมายถึงบุคลิกสินะ คงไม่ใช่ผิวหน้าที่เต็มไปด้วยหลุมสิว หน้าผากมันแผล็บ แต่งหน้าเหมือนไม่ได้แต่ง(เพราะแต่งไม่เป็น) หรือผมหางม้าที่มัดเกล้าขึ้นไปชุ่ยๆเพราะไม่พกหวี หรือคุณป้าอาจคิดว่าเรายิ้มสวย เพราะก็เคยมีคนชมรอยยิ้มของเรามาก่อน เอ๊ะ หรือว่าหน้าตาอย่างเราจะไปละม้ายคล้ายคลึงกับสาวสวยในอุดมคติของป้าเค้า หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าป้าคนนี้ชื่นชม Oriental feature ของสาวไทยที่แสดงความสุภาพ อ่อนน้อม แตกต่างจากสาวชาติเดียวกับป้าอย่างมาก แหม เสียดายที่นาทีนั้นมัวแต่อึ้งกิมกี่ หมดโอกาสถามว่าที่พูดมานั้นแกหมายถึงอะไร

พูดถึงเรื่องความสวยงามแล้ว อุดมคติความงามของชาวตะวันตกนั้นเหมือนจะแตกต่างจากอุดมคติของชาวเอเชียโดยสิ้นเชิง เราอาจเคยได้ยินว่าคนเอเชียที่สวยจะต้องมีผิวที่ขาวอมชมพู ผิวเนียนละเอียด ดูอ่อนวัย ปราศจากริ้วรอย ส่วนสาวสวยชาวตะวันตกจะต้อง มีผิวสีแทนนวลเนียน ดูสุขภาพดี หากศึกษาจากผลวิจัยพบว่า ผิวงามตามความคิดของคนไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัย ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นคือ "ผิวเหลืองเหมือนทอง นวลเนียนเรืองรองใสสะอาด อ่อนนุ่ม เกลี้ยงเกลา และมีกลิ่นหอมตามตัวละครในวรรคดีไทย" เมื่อได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ความคิดเกี่ยวกับความงามของผิวก็เปลี่ยนไป จากสีเหลืองทองไปเป็นสีขาว เพื่อแสดงความทันสมัย และความศิวิไลซ์เหมือนชาวตะวันตก นอกจากงานผิวแล้วลักษณะภายนอกอื่นๆก็ตามมา เช่น จมูกโด่งคมสัน ตากลมโตสองชั้น ทรวงอกอวบชูชัน คางแหลม ขาเรียว สะโพกกลมกลึง ริมฝีปากอวบอิ่ม ฯลฯ ก่อให้เกิด concept การเสริมความงาม "สวยด้วยแพทย์" แพร่สะพัด แต่เมื่อถามว่า หากเสริมความงามออกมาจากหัวจรดเท้าครบทุกส่วนแล้วจะทำให้กลายเป็นคนสวยไหม กลับไม่มีใครให้คำตอบที่แน่นอนได้

คำถามคือ "คนสวยเป็นยังไง มองยังไงถึงคิดว่าสวย"

คำถามนี้ค่อนข้างจะเปิดกว้างและลุ่มลึก คำตอบของแต่ละคนอาจแตกต่างกัน บางคนอาจมองจากรูปกายภายนอกโดยวาดภาพนางงาม นักแสดง นางแบบ ตัวละคร หรือแม้แต่ตัวการ์ตูน บ้างคิดว่าคนสวยต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่น เดินสวย วางท่าสวย ยิ้มสวย ไหว้สวย แต่งตัวดี น่ามอง หรืออาจกล่าวถึงบุคลิกหรือการแสดงออกเช่น เรียบร้อย สุภาพ อ่อนน้อม กล้าหาญ ใจดี มั่นใจ หรือแม้แต่บอกความสวยได้จากความรู้สึก เช่น มีเสน่ห์ เย้ายวน น่าค้นหา เป็นต้น ดังนั้นคำตอบมีได้ล้านแปด ขึ้นอยู่กับว่าผู้ตอบมี concept เกี่ยวกับความสวยงามอย่างไร

หากจะกล่าวถึงทางธรรม คนสวยหรือคนงามในทางธรรมนั้นก็ควรมี "เบญจกัลยาณธรรม" คือ ธรรมที่ทำให้เป็นคนงาม หรือ ธรรมอันดีงาม ๕ อย่างเป็นคุณสมบัติประจำตัว ดังต่อไปนี้ 
๑. ใจดีมีเมตตา เมตตากรุณา คือ ความรักและปรารถนาดีที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข และมีความสงสารคิดที่จะช่วยให้ผู้อื่นพ้นจากทุกข์ภัยความเดือดร้อนทั้งปวง เอื้อเฟื้อและแบ่งปันน้ำใจให้สังคม มีจิตใจเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ หรือแม้กระทั่งต่อหมู่สัตว์ทั้งหลาย มักจะมีหน้าตาที่ผ่องใสอิ่มเอิบ มีสง่าราศี ผิดกับคนที่มีจิตอาฆาตพยาบาทเบียดเบียนต่อผู้อื่น ความเมตตาอย่างไม่มีประมาณนี้ ถือว่าเป็นตัวยาที่วิเศษในการที่จะเสริมความงามให้อย่างยิ่งยวด

๒. ใฝ่หาอาชีพสุจริต สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต ไม่หลอกลวงหรือโกงคนอื่นให้เสียหายไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่ทรยศต่อสังคมประเทศชาติเช่น ค้ายาเสพติดหรือค้าประเวณีเป็นต้น ไม่เป็นคนลักเล็กโขมยน้อย อันจะก่อความเดือดร้อนตามมา เพราะการเห็นแก่สิ่งเล็กน้อย เห็นว่าไม่มีใครรู้ แต่ถึงแม้ไม่มีใครรู้ ฟ้าก็รู้ ถึงแม้ฟ้าไม่รู้ แต่เรารู้ ทำมาหากินที่สุจริตแม้จะรวยช้า แต่ก็มีความสุขนาน ดีกว่าทุจริตประพฤติมิชอบ รวยเร็ว แต่ก็อยู่ไม่นาน อยู่ได้ด้วยความหวาดระแวง ไม่มีความสุข หน้าตาก็ไม่ผ่องแผ้ว อันเกิดจากจิตใจที่ไม่สะอาด

๓. ไม่คิดเฟ้อฟุ้ง กามสังวร คือ การสำรวมระวัง ควบคุมตนในเรื่องกามารมณ์ ความต้องการทางเพศให้พอเหมาะพอดี ไม่ให้หลงใหลในรูปเสียง กลิ่น รส สัมผัส ตามกระแสแฟชั่นนิยม ที่ผิดธรรมผิดทางหรือเกินพอดี จนทำให้ตนเอง ครอบครัว และสังคมต้องเดือดร้อน พอใจยินดีในคู่ครองตัว ไม่มัวเมาเจ้าชู้จนเกินงาม ควบคุม และยับยั้งอารมณ์ที่ก่อให้เกิดปัญหา รักษาจิตของตนดี ไม่ให้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล เพราะบางครั้งอำนาจของอารมณ์อาจทำให้อนาคตพังทลายลงได้ในพริบตา นำมาซึ่งความน่ารังเกียจต่อผู้พบเห็น ฉะนั้นจะทำอะไรก็ให้อยู่ในความพอดี เมื่อพอดีก็จะพองาม ความงามที่แท้จริงก็จะตามมา

๔. มุ่งมั่นจริงใจ มีสัจจะ คือ มีความซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จริงใจต่อตนเองและผู้อื่น ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่สับปรับกลับกลอกที่เรียกว่าหน้าไหว้หลังหลอก เป็นคนตรงต่อหลักการและความถูกต้อง การเป็นคนมีสัจจะ จะเป็นเสน่ห์อย่างมากในการเข้าสังคม เป็นที่เชื่อถือของคนในสังคม ไม่ว่าใครก็ตามจะให้ความไว้วางใจ อย่างไม่รีรอ นับว่าเป็นความงามที่มีผลสำคัญต่อชีวิต หน้าที่การงาน อันจะส่งผลถึงอนาคตความมั่นคงในชีวิต

๕. ทำสิ่งใดให้รู้ตัว มีสติสัมปชัญญะ คือ ฝึกตนให้เป็นคนหนักแน่นในอารมณ์ รู้จักยั้งคิด และควบคุมความรู้สึกตัวอยู่เสมอว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ สิ่งใดมีคุณให้โทษมีประโยชน์และไร้สาระ ตลอดจนระวังมิให้เป็นคนมัวเมาประมาทในทุกลมหายใจเข้าออก มีสติรู้ตัวอยู่ทุกขณะจิต คิดไม่ผิดพลาด พูดไม่ผิดพลาด และทำไม่ผิดพลาด การมีสตินับว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตอย่างมาก ความระลึกได้ และความรู้สึกตัวในทุกขณะที่กระทำ จะก่อให้เกิดความผิดพลาดน้อย หรือแทบจะไม่มีเลย การมีสตินั้น เป็นข้อสำคัญที่พระพุทธองค์ได้ตรัสสอน เพราะสติเป็นหัวใจของทุกอย่าง ของทุกการกระทำ หรือที่เรียกว่า สมาธิ ก็คือ การฝึกสติ นั่นเอง เมื่อฝึกสติบ่อยเข้า ความหลงมัวเมาในมายา ก็จะไม่มี เมื่อไม่มีความหลง การรู้ตามความเป็นจริงก็จะเกิดขึ้นมา และเมื่อใดที่มีสติรู้ตามความเป็นจริงแล้ว จิตก็จะไม่มีความทุกข์ เมื่อไม่มีความทุกข์ ความสุขก็จะบังเกิด เมื่อสุขบังเกิด ความสบายใจ ความผ่องใส แช่มชื่น ความปีติ เอิบอิ่ม ที่ปรากฏในจิตใจ ก็จะแสดงออกมาทางสีหน้า กิริยาท่าทาง ที่เรียบร้อย งดงาม ความสวยงามที่แท้จริงก็จะเกิดขึ้น (ที่มา : เสริมสวยด้วยพุทธวิธี)



โดยส่วนตัวแล้ว คิดว่า"คนสวย"ดูที่ใจ ดูจากการกระทำ ไม่จำเป็นต้องเสริมแต่ง ไม่ต้องมีรูปสมบัติหรือบุคลิกดีแบบอุดมคติ เพียงวางตัวดี คิดดี ทำดี รักและพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น ไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายใคร แค่นี้เอง ท้ายนี้เดี๊ยนจึงขอสรุปด้วยกลอนที่ว่า

คนจะงาม งามน้ำใจ ใช่ใบหน้า
คนจะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน
คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน
คนจะรวย รวยศีลทาน ใช่บ้านโต

ป.ล. ไม่ว่าตัวคุณเองจะมองว่าตัวเองสวยแบบไหน ขอเพียง"อย่าหยุดสวย" :)



วันพฤหัสบดี, เมษายน 16, 2558

Suomalainen Kirjakauppa สอนใจ

''The Happiness Project'' by Gretchen Rubin is currently on sale at Suomalainen Kirjakauppa for 13,95 euro (English language-soft cover) or 12,95 euro in Finnish translation. I really really really recommend it....and at the same time wonder if someone would be kind enough to buy me this book as a gift. Update: Hubby has kindly purchased this book from adlibris.fi for me, which offers half price (6,30 e. ; even twice cheaper than that of Suomalainen Kirjakauppa's sale) plus free delivery. WTH!!! Lesson learned: ALWAYS do research before you make a decision to purchase something regardless of how big or small that is. Do not rush. Keep your eyes open and make sure you have done price comparison, especially when buying a book in Finland cuz BOOKS ARE EXPENSIVE HERE!!!

วันหนึ่งหลังเลิกงานมีความจำเป็นต้องเดินไปซื้อของที่ห้าง Prisma ใกล้บ้าน เมื่อได้ของแล้วกำลังจะเดินกลับบ้าน จู่ๆก็เกิดอยากแวะเข้าร้านหนังสือ Suomalainen Kirjakauppa แล้วก็มาจ๊ะเอ๋เข้ากับหนังสือ ''The Happiness Project'' เขียนโดย Gretchen Rubin กำลังลดราคาอยู่ จาก 25 ยูโร เหลือ 12,95 ยูโร แต่เป็นฉบับที่แปลเป็นภาษาฟินนิช ไม่รอช้าเดี๊ยนรีบถลาเข้าไปถามพนักงานว่า มีฉบับดั้งเดิมที่เป็นภาษาอังกฤษไหม นางรีบค้นหาจากคอมพิวเตอร์แล้วบอกเราว่า ที่ร้านไม่มีแต่สามารถสั่งจองแล้วมารับที่ร้านได้ภายในหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งถ้าเป็นฉบับภาษาอังกฤษแบบปกอ่อนจะราคา 13,95 ยูโร และปกแข็งราคาจะสูงขึ้นอีกประมาณสิบยูโร ณ เวลานั้นคิดว่า ราคานี้ไม่น่าจะแพงเกินไป แถมลดราคาลงมาเกือบห้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังไม่ตัดสินใจสั่งจองเหตุเพราะยังไม่มีความจำเป็นต้องซื้อ (จำได้ว่าปีที่แล้วหายืมหนังสือเล่มนี้จากห้องสมุดประจำเมืองแต่เจอเพียงฉบับภาษาฟินนิช บรรณารักษ์ก็แนะให้ยืมแบบทางไกล Kaukolainaus จากห้องสมุดอื่นทั่วประเทศหรือจากประเทศเพื่อนบ้านแถบสแกนดิเนเวีย โดยต้องเสียค่าบริการยืม 7 ยูโร (ยืมภายในประเทศ) หรือ 10 ยูโรต่อหนึ่งออเดอร์หากยืมจากต่างประเทศ จำใจยืมทางนี้เพราะหากไม่ได้อ่านเดี๊ยนจะต้องลงแดงตายแน่ๆ อาการหนักนะเนี่ย! แต่พอยืมมาแล้วกลับได้อ่านเพียงสองบทแล้วต้องจำใจส่งคืน เนื่องจากอ่านไม่ทันและในช่วงเดียวกันเดี๊ยนต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบโทเฟลนั่นเอง ไม่คุ้มกับเงินเจ็ดยูโรที่เสียไปจริงๆเล้ยยยย)

พอกลับถึงบ้านเล่าให้สามีฟัง ฮีเสนอตัวซื้อหนังสือเล่มนี้ให้แต่มีข้อแม้ว่าต้องเปรียบเทียบราคาจากแหล่งอื่นก่อน เพื่อความชัวร์ว่าราคานี้ถูก(และคุ้มค่า)ที่สุดแล้ว เพราะปกติแล้วร้าน Suomalainen Kirjakauppa มักจะวางขายหนังสือที่ราคาแพงกว่าแหล่งอื่นเพราะร้านเค้าหญ่าย มีสาขามากมายทั่วประเทศ เค้าก็เลยกำหนดราคาโดยไม่สนคู่แข่ง(เพราะแทบไม่มีคู่แข่งเลย) และก็ บิงโก้! จริงอย่างที่คุณสามีของเดี๊ยนคิดไว้ไม่มีผิด ร้านขายหนังสือออนไลน์ adlibris.fi ขายอยู่ที่ราคาเพียง 6,30 ยูโร (หั่นราคาลงอีกครึ่งหนึ่งของราคาที่ลดแล้วจากSK OMG!!) แถมส่งถึงบ้านฟรีอีกด้วย สบายกระเป๋าคุณสามีเลยล่ะงานนี้

ดังนั้น เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในประเทศซัวมิแห่งนี้ไม่ว่าเราจะต้องการซื้ออะไร เล็กหรือใหญ่ ไม่ควรรีบตัดสินใจ ควรเปิดหูตาให้กว้าง หาข้อมูล เปรียบเทียบราคา และหากเป็นไปได้ให้อ่านรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อนะคะ โดยเฉพาะหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ถือว่าเป็นสินค้าราคาแพงเลยทีเดียว

ปล.หากถามว่าเดี๊ยนเข็ดหลาบกับร้าน SK มั๊ย ตอบได้เลยว่า ไม่เลยคร้าาา ไม่ได้เกลียดชังร้านที่ขายของแพงนะ (เพราะแอบได้ยินมาว่าร้านขายยาที่เดี๊ยนทำงานอยู่ก็ขายของแพงเช่นกัน แหะแหะ)แต่บางช่วงร้าน SK ก็มีโปรโมชั่นลดราคาเครื่องเขียนหรืออุปกรณ์งานประดิษฐ์นะ ราคาก็ไม่ถึงกับไม่น่าคบหา แต่ก็นะเมืองที่เดี๊ยนอยู่น่ะมันเล็ก ร้านขายหนังสือหรือเครื่องเขียนก็ไม่มีเยอะแยะมากมาย หากต้องการของด่วนก็คงต้องพึ่งพิงร้านนี้แหละเนอะ เฮ้อ ก้มหน้าก้มตารับมือกับระบบธุรกิจแบบ Monopoly ของฟินแลนด์ต่อปายย :(

***โปรดติดตามอ่านเหตุผลที่ต้องมีหนังสือ''The Happiness Project''มาไว้ในครอบครองได้ในตอนต่อไป***

วันเสาร์, สิงหาคม 02, 2557

Thanking you all for the birthday wishes

✻ღϠ₡ღ✻ Kiitos onnitteluista! Thanking you all for the birthday wishes. ✻ღϠ₡ღ✻

ปีนี้ไม่ได้จัดงานวันเกิด เพราะไปร่วมฉลองงานแต่งงานพร้อมกับคู่บ่าวสาวที่เป็นเพื่อนของเพื่อนที่เมืองกอตก้า ไปร่วมยินดีกับเค้าและก็มีคนมาร่วมยินดีกับเราด้วย ส่งความสุขให้กันและกัน อิ่มสุขไปอีกแบบ

This year I didn't throw a BD party, instead my husband & I were invited to a wedding of my new friends. It was such an honor to sing during their ceremony in church and be a witness of their vows--of love and commitment-- on my birthday. I am overwhelmed with happiness.