แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกของแม่ : MY LITTLE FINN แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บันทึกของแม่ : MY LITTLE FINN แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธ, พฤษภาคม 16, 2561

โรงเรียนมัธยมต้น ณ เมืองยาร์เวนป้า ประเทศฟินแลนด์

เมื่อวานนี้โรงเรียนการ์ตานน (Kartanon Koulu) ได้เชิญผู้ปกครองทุกคนที่บุตรหลานกำลังจะเรียนจบชั้นเกรดหก(ประถมศึกษาปีที่หก) และจะเรียนต่อชั้นเกรดเจ็ด(มัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง)ในภาคการศึกษาหน้า ให้ไปร่วมอบรมทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรการเรียนการสอนของชั้นมัธยมต้น ที่มีความแตกต่างจากระดับประถมมากมาย อาทิ

~ มีการย้ายการเรียนการสอนจากตึกฝั่งประถม มายังตึกฝั่งมัธยม (กรณีที่ยังเรียนรร.เดิม)

~ ระดับม.ต้นจะมีชั้นเรียนมากกว่าเดิม เพราะนักเรียนจากรร.ประถมหลายแห่งในเมือง ย้ายมาเรียนคละกันในรร.มัธยมที่มีเพียงไม่กี่แห่งในเมือง เช่น จากเดิมที่นักเรียนเคยเรียนในชั้นป.หกที่มีเพียงห้องเอ (6A)และห้องบี (6B) ปีนี้ระดับม.หนึ่งของรร.นี้มีถึงแปดห้อง (7A - 7H)

~ นักเรียนจะไม่นั่งเรียนอยู่แต่ในห้องของชั้นเรียนตัวเอง แต่จะเดินไปเรียนในห้องรายวิชาตามตารางเรียน ดังนั้นทางรร.จึงจัดล็อคเกอร์ส่วนตัวให้ทุกคนเก็บสัมภาระ นักเรียนจึงไม่ต้องแบกกระเป๋าและตำราเรียนทุกเล่มติดตัวตลอดเวลาเมื่อย้ายห้องเรียน

~ วิชาเรียนที่เพิ่มขึ้นมาจากหลักสูตรระดับประถม ได้แก่ วิชางานบ้าน (Kotitalous), วิชาสุขศึกษา (Terveystieto) , วิชาฟิสิกส์และเคมี (Fysiikka ja kemia) วิชาภาษาต่างประเทศ (A2- kieli) เพิ่มอีกหนึ่งภาษา (นอกเหนือจากภาษาฟินนิช, ภาษาอังกฤษ, ภาษาสวีดิช และภาษาไทย ที่เรียนมาอย่างต่อเนื่องแล้ว) รวมถึงวิชาเลือกเสรี (valinnaisaine) ที่มีให้เลือกอย่างมากมาย เช่น วิชาดนตรี, พละศึกษา, งานบ้าน, วาดเขียน, ภาษาสเปน, ภาษารัสเซีย, จิตวิทยา, งานเย็บปัก, คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

~ เนื่องจากมีวิชาใหม่ที่เพิ่มขึ้น จึงทำให้ตารางเรียนแน่นขึ้น การเรียนการสอนบางวันอาจมีถึงแปดชั่วโมง อีกทั้งหลายวิชามีเนื้อหาที่ยากขึ้น ผู้ปกครองจึงต้องทำความเข้าใจและดูแลเอาใจใส่การเรียนของลูก รวมทั้งสนับสนุนให้ลูกมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มและการบ้านที่เพิ่มขึ้นมาตามลำดับ

~ นักเรียนที่เรียนในระดับมัธยมต้นทุกคนจะต้องฝึกงานในสถานที่ทำงานจริงๆ ที่เรียกว่า TET (Työelämään tutustuminen) หนึ่งครั้งต่อปี ระยะเวลาแตกต่างกันไปตามระดับชั้น เช่น เกรดเจ็ดจะทำงานที่โรงครัวของโรงเรียนในเวลาเรียน ส่วนเกรดแปดและเก้านั้นจะต้องหาสถานที่ฝึกงานเอง โดยกำหนดให้ฝึกงานหนึ่งถึงสองอาทิตย์โดยไม่ต้องเข้าเรียน เพื่อเป็นการเรียนรู้ระบบการทำงานทั่วไป หรือทำความรู้จักกับอาชีพที่ตนเองสนใจเป็นพิเศษ เป็นต้น

~ และด้วยเหตุที่ว่ามีนักเรียนใหม่ที่ย้ายรร.มาเรียนในระดับมัธยมของรร.นี้เป็นจำนวนมาก วันเปิดเทอมวันแรกจึงมีการจัดปฐมนิเทศและกิจกรรมสันทนาการ จัดโดยกลุ่มพี่ๆอาสาฯจากชั้นเกรดแปดและเก้า เพื่อเป็นการต้อนรับนักเรียนใหม่ และเปิดโอกาสให้น้องใหม่ได้ทำความคุ้นเคยกับเพื่อนใหม่และสิ่งแวดล้อมใหม่ นอกจากนี้พี่ๆอาสาฯพวกนี้ยังจัดกลุ่มพึ่งพา (tukioppilas) แก่น้องๆที่ต้องการคำแนะนำด้านการเรียนหรือต้องการการแนะแนวต่างๆอีกด้วย

พอจบการอบรม ครูก็แบ่งผู้ปกครองเป็นกลุ่ม แล้วพาเดินเยี่ยมชมโรงเรียน เปิดห้องเรียนให้ดูทีละห้องและยังตอบข้อสงสัยของผู้ปกครองทุกคนให้หายข้องใจ พอได้เห็นสถานที่เรียนและทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนของลูกอย่างนี้แล้ว ผู้ปกครองอย่างเราก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมโรงเรียนที่ให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกันระหว่างบ้านและโรงเรียนเป็นอย่างมาก นี่คงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบการจัดการด้านการศึกษาของฟินแลนด์มีคุณภาพและคงมาตรฐานระดับโลกได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน





วันอาทิตย์, มีนาคม 26, 2560

กิจกรรมแม่-ลูก : ฝึกทำการ์ดคำศัพท์

วันหยุดหากิจกรรมให้ลูกทำ การ์ดคำศัพท์เป็นกิจกรรมที่ช่วย ฝึกทักษะงานฝีมือที่ต้องทำอย่างช้าๆด้วยความอดทน ต้องปั๊มตัวยางทีละตัวด้วยความปราณีต และแม่นยำ ยิ่งมีสมาธิมากเท่าไหร่ ผลงานก็จะออกมาสวย ตัวหนังสือจะเรียงตัวเป็นแนวเดียวกัน ดูสะอาดตาและมีข้อผิดพลาดน้อยลง

A good weekend activity at home for kids; Flashcard Making is simply perfect for an educational and fun pastime. Not only it helps boost concentration, but kids will also learn to exercise patience and develop craft skills in the process. Moreover, the final products will be appreciated and reminded of their improvement as well as hardship.



นี่คือวิดีโอสาธิตปั๊มแสตมป์แบบทั่วไป ที่มีวิธีทำและอุปกรณ์คล้ายกัน เพียงเปลี่ยนจากตัวปั๊มรูปตัวการ์ตูนเป็นตัวอักษร ที่มา : How To Use Clear Stamps by lawnfawn



วิดีโอที่วานลูกชายสาธิตวิธีทำคร่าวๆในวิดีโอ อาจสั้นไปนิด แต่อย่างน้อยสามารถมองเห็นอุปกรณ์และวิธีทำจากวิดีโอนี้


วันจันทร์, ธันวาคม 28, 2558

อบรมบ่มนิสัย ตอน กิจกรรมยามว่างหลังเลิกเรียน

เด็กๆที่เรียนระดับประถมศึกษาในฟินแลนด์มีชั่วโมงเรียนไม่มาก ตารางเรียนส่วนใหญ่จะเริ่มในตอนเช้าคือแปดโมง และเลิกเรียนอย่างช้าที่สุดไม่เกินบ่ายสามโมง แต่ละวันมีชั่วโมงเรียนคาบละสี่สิบห้านาที ไม่เกินห้าคาบ มีเวลาพักระหว่างคาบสิบห้านาที โดยนักเรียนทุกคนจะไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในตึกเรียนระหว่างช่วงพัก เพราะมีกฎบังคับให้นักเรียนทุกคนออกไปวิ่งเล่น  เดินยืดเส้นยืดสายหรือทานของว่างที่เตรียมมาจากบ้านนอกห้องเรียน  จากนั้นจะมีพักทานอาหารกลางวันยี่สิบนาทีโดยแต่ละชั้นเรียนจะพักทานอาหารสลับกันตามคิวที่โรงเรียนจัดให้ เหตุเพราะโรงอาหารไม่สามารถจุนักเรียนได้พร้อมกันทั้งโรงเรียน

 เด็กชายไทเลอร์

ขณะนี้เด็กชายไทเลอร์กำลังเรียนชั้นป.สี่ (4.luokka) ห้อง A (4A) โรงเรียน Kartanon และนี่คือตัวอย่างของตารางเรียนของไทเลอร์ภาคฤดูใบไม้ร่วง (เดือนส.ค. 2015 - เม.ย. ปี 2016) จะเห็นว่าบางวันมีเรียนตั้งแต่แปดโมงเช้าถึงบ่ายโมง และบางวันเริ่มเรียนสายหน่อย คือเก้าหรือสิบโมงเช้าและเลิกเรียนบ่ายโมง ส่วนวันพุธไทเลอร์ต้องแยกออกมาเรียนวิชาภาษาไทยเพิ่มเข้ามาในตอนเช้าเวลาแปดโมง เพราะถือเป็นวิชาภาษาแม่ของไทเลอร์ วิชาภาษาไทยมีคุณครูคนไทยจัดสอนในอีกโรงเรียนหนึ่ง และนักเรียนจะเดินทางไปเรียนชั่วโมงนี้ด้วยตัวเอง และต้องกลับมาเรียนวิชาต่อไปในห้องเรียนตามตาราง (คุณแม่จะเขียนเล่าเกี่ยวกับวิชานี้อีกครั้งในโอกาสต่อไป) ดังนั้นวันพุธจึงเป็นวันที่ยาวนานที่สุดของไทเลอร์ เพราะเรียนถึงห้าวิชารวมทั้งหมดเจ็ดคาบ ทุกวันพุธแม่จึงต้องกำกับให้ลูกเตรียมของว่างติดกระเป๋าไปด้วยทุกครั้ง

ตารางเรียนของไทเลอร์ภาคฤดูใบไม้ร่วง ห้อง 4A (เดือนส.ค. - เม.ย.)
Elämänkatsomustieto = วิชาคำสอนและปรัชญาการใช้ชีวิต(คล้ายๆวิชาศาสนา)
Äidinkieli = วิชาภาษาฟินนิช
Matematiikka = วิชาคณิตศาสตร์
Biologia/Maantieto = วิชาชีววิทยาและภูมิศาสตร์
Tekstiili-/Tekninentyö = วิชางานตัดเย็บและงานช่าง
Englanti = วิชาภาษาอังกฤษ
Liikunta = วิชาพลศึกษา
Musiikki = วิชาดนตรี
Kuvaamataito = วิชาศิลปะวาดเขียน
Thain Kieli = วิชาภาษาไทย
Tukiopetus = ชั่วโมงเรียนเสริม สำหรับเด็ก
ที่เรียนช้ากว่าเพื่อน หรือต้องเรียนเสริมในบางวิชา

ในเมื่อบางวันเลิกช้า บางวันเลิกเร็ว และบางครั้งมีซ้อมฟุตบอลหรือมีแข่งฟุตบอลในตอนเย็น แล้วกว่าแม่จะเลิกงานกลับถึงบ้านก็เกือบสี่โมงเย็น ไทเลอร์ควรใช้เวลาว่างหลังเลิกเรียนในระหว่างที่รอแม่กลับบ้านอย่างไรล่ะ

ก่อนหน้านี้ ส่วนใหญ่ไทเลอร์จะใช้เวลาเล่นกับเพื่อนหลังเลิกเรียน อาจแวะบ้านเพื่อนเพื่อเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ หรือบางครั้งเล่นฟุตบอลกันที่สนามฟุตบอลของโรงเรียน แต่เล่นเพลินจนลืมเวลากลับบ้านอยู่บ่อยครั้ง และเกือบทุกครั้งลูกจะลืมเผื่อเวลาทำการบ้านหรือช่วยงานบ้านก่อนถึงเวลาซ้อมฟุตบอล จนทำให้แม่หงุดหงิดเพราะต้องคอยโทร.ตาม ต้องเตือนและบ่นอยู่ทุกวัน ห้ามไม่ให้เล่นกับเพื่อนก็เหมือนยิ่งยุ เพราะลูกยิ่งต่อต้านจนกระทั่งแม่ทนไม่ไหว แม่กับพ่อจึงปรึกษากันเพื่อหาทางออก และก็มีความเห็นตรงกันว่า ไม่ควรเข้มงวดกับลูกมากนัก แต่ควรวางกรอบเพื่อให้เค้าอยู่ในระเบียบและในขณะเดียวกันก็ฝึกวินัยไปด้วย

พวกเราจึงจัดตารางเวลาว่างหลังเลิกเรียน (vapaa aikaa) โดยปล่อยให้เค้าเลือกทำกิจกรรมที่เค้าต้องการ กับเพื่อนหรือทำคนเดียวก็ได้ โดยมีเวลากำกับและมีข้อแม้ว่าต้องแจ้งให้แม่รู้ทุกครั้งหลังเลิกเรียนว่าจะไปที่ไหน กับใคร และต้องกลับบ้าน หรือไปรับกุญแจบ้านจากแม่ (แม่ทำงานห่างจากบ้านเป็นระยะทางเพียงแค่ห้านาที) ให้ตรงเวลาตามที่กำหนดในตาราง ชั่วโมงว่างจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ต้องทำในช่วงเย็นของวันนั้น เช่น ทุกวันจันทร์มีซ้อมฟุตบอลประมาณหกโมงเย็น ลูกจึงได้รับเวลาว่างหลังเลิกเรียนน้อยหน่อย เพราะต้องรีบกลับมาทำการบ้าน ช่วยงานบ้าน ทานอาหารและเตรียมตัวเดินทางไปสนามฟุตบอล ส่วนวันอังคารและวันศุกร์จะมีเวลาว่างมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องเผื่อเวลาเตรียมตัวเพื่อซ้อมหรือแข่งฟุตบอล เป็นต้น
กฎระเบียบที่วางไว้ คือ เมื่อลูกสามารถทำตามตารางได้อย่างมีวินัยโดยไม่งอแง ลูกจะได้รับรางวัล (อาจได้รับค่าขนม หรือ สะสมเวลาเล่นเกมส์กด เป็นต้น) และในทางกลับกันหากลูกขาดวินัย กลับไม่ตรงเวลาก็จะได้รับโทษ(ด้วยการงดเวลาว่างของอาทิตย์ถัดไป และต้องทำงานบ้านชดเชย เป็นต้น)


Ajoissa pysymisestä seuraa palkinto. - หากกลับตรงเวลาลูกจะได้รับรางวัล
Myöhästymisestä seuraa rangaistus. - เมื่อ
กลับไม่ตรงเวลาก็จะได้รับโทษ

Haet avaimet  - เดินไปรับกุญแจจากที่ทำงานของแม่
Tulet kotiin - กลับมาพบกันที่บ้าน เนื่องจากแม่กำลังจะเดินกลับถึงบ้าน

ผลปรากฎว่าไทเลอร์ปฏิบัติตัวได้ดี บางวันลูกใช้เวลาหมดไปกับการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์กับเพื่อน และบางวันลูกขลุกอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด ประเด็นสำคัญคือ ลูกไม่งอแงขอเวลาเล่นกับเพื่อน เพราะรู้ว่าในแต่ละวันตัวเองทำกิจกรรมอิสระได้กี่ชั่วโมง จึงสามารถวางแผนเลือกกิจกรรมและจัดสรรเวลากับเพื่อนได้ล่วงหน้า
และส่วนใหญ่ลูกกลับบ้านได้ตรงเวลาตามที่ตกลงกัน พ่อกับแม่ก็ไม่จำเป็นต้องเซ้าซี้ หรือกังวลใจในวันที่ลูกมีคาบเรียนน้อย เพราะเข้าใจตรงกันว่าลูกต้องกลับบ้านเวลาไหน และหากลูกไม่ปฏิบัติตามตาราง เช่นกลับบ้านช้าอย่างผิดสังเกต พ่อและแม่สามารถเดาได้ว่าอาจมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้นกับลูก เช่น ลูกกลับบ้านช้ามากและไม่ส่งข้อความมาบอกแม่ตามปรกติเพราะมือถือของลูกหล่นหาย เป็นต้น

ตารางเวลาว่างหลังเลิกเรียนที่ทำขึ้นนี้มีข้อดี คือ
1. ลูกมีอิสระทำกิจกรรมส่วนตัวหลังเลิกเรียน จึงช่วยลดความกดดันทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน
2. ลูกฝึกการมีวินัย เมื่อต้องปฏิบัติตามข้อตกลงตามตารางอย่างเป็นกิจวัตร เช่น การส่งข้อความมาบอกแม่ว่าทำอะไร ที่ไหน กับใคร
3. 
ลูกฝึกการตรงต่อเวลา เมื่อมีเวลากำกับว่าต้องกลับถึงบ้านกี่โมง และจะได้รับโทษเมื่อกลับไม่ตรงเวลา ลูกจึงต้องวางแผนทำกิจกรรมเพื่อที่จะไม่ใช้เวลาเกินกำหนด
4. สุขภาพจิตของลูก รวมทั้งพ่อและแม่ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อไม่ใช้การบังคับ ขู่เข็ญ หรือเข้มงวดมากเกินไป

จนกระทั่งบัดนี้ยังหาข้อเสียไม่เจอ นอกจากบางวันอาจมีข้อยกเว้น เช่น ลูกเรียนเพียงครึ่งวันเช้าเพราะช่วงบ่ายโรงเรียนจัดการประชุมครูผู้สอน ลูกอาจขอเพิ่มชั่วโมงว่างในวันนั้น ในกรณีนี้แม่ต้องใช้วิจารณญานในการตัดสินใจเพื่อจัดสรรเวลาว่างอย่างพอดีแก่ลูก เพราะอย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของการนำตารางนี้มาใช้ คือ เพื่อให้โอกาสลูกทำกิจกรรมยามว่างอย่างอิสระ  โดยอยู่ในขอบเขตที่พ่อและแม่เห็นชอบ อันหมายถึงกิจกรรมที่เหมาะตามวัยภายในกำหนดเวลาที่เหมาะสม รวมถึงเพื่อนที่ลูกทำกิจกรรมด้วยก็ควรมีอิทธิพลในทางบวกกับลูกด้วยเช่นกัน พ่อและแม่จึงมีหน้าที่กำกับดูแลขอบเขตนี้ไม่ให้เกินสมดุล เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมาจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของลูก

สรุปว่า ตารางเวลาว่างหลังเลิกเรียนที่ทำขึ้นนี้ใช้แก้ปัญหาได้ตรงจุดทีเดียว
ลูกชายคนนี้ต่อต้านน้อยลง และปฏิบัติตัวได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เพราะท้ายที่สุดแล้วลูกได้เรียนรู้ว่า พ่อและแม่เคารพสิทธิและใส่ใจความต้องการของลูก และเหนือสิ่งอื่นใดเราปฏิบัติต่อลูกอย่างเท่าเทียม

วันศุกร์, ธันวาคม 04, 2558

Kids don't come with instructions. : เด็กไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือ

คลิปบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของคุณพ่อมือใหม่ ที่ต้องกลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว (Single dad) เมื่อภรรยาจากไป สิ่งที่เขาต้องเจอ และเรียนรู้เป็นประสบการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล คลิกไปชมกันเลยค่ะ


Modern DaD
คลิปบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ของคุณพ่อมือใหม่ ที่ต้องกลายเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว (Single dad) เมื่อภรรยาจากไป สิ่งที่เขาต้องเจอ และเรียนรู้เป็นประสบการณ์ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ประสบการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล คลิกไปชมกันเลยค่ะ
Posted by momypedia on Friday, December 4, 2015


ไม่ว่าจะเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือแม่เลี้ยงเดี่ยว ความยากลำบากมันก็ไม่ต่างกันมากหรอก ยิ่งไม่มีสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆคอยช่วยเหลือ ความเหนื่อยล้า ความท้อแท้ ความสับสนมันยิ่งมีมากกว่าหลายเท่า แต่ความสุขในการดูแล การเรียนรู้ การทำความรู้จักลูก และการเติบโตไปด้วยกันมันมีคุณค่าเหนือสิ่งใด และเหนือกาลเวลา

เล่าจากประสบการณ์ของตัวเองในการเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวเลยว่า กว่าจะเลี้ยงลูกให้โตจนกระทั่งเค้าช่วยเหลือตัวเองได้เนี่ย มันต้องใช้ความอดทนเหนือคำบรรยายจริงๆ มันคือความรักแบบไม่มีเงื่อนไข คือสายใยและบ่วง มันคือน้ำตาปนเสียงหัวเราะของคนสองคนที่ผูกมัดด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณ เราได้เรียนรู้ความจริงที่ว่า ลูกคือกระจกสะท้อนตัวเราเอง เค้าคือ Mini-Me ของเรา มีหลายครั้งที่เค้าเตือนให้นึกถึงสิ่งที่เราเคยเป็นและเคยทำในวัยเด็กที่เราอาจลืมไปแล้ว บทเรียนที่เราได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งคือ การเลี้ยงลูกไม่มีสูตรตายตัว ลูกไม่ได้เกิดมาพร้อมคู่มือ ไม่มีบทที่ว่าด้วยการดูแลรักษา maintenance หรือวิธี reset เมื่อลูกเกิดอาการ error สิ่งที่พ่อแม่ทำได้ คือ เลี้ยงเค้าในแบบของตัวเอง ด้วยสัญชาตญานของเราเอง โดยไม่มีการตระเตรียมตัวล่วงหน้า  [Kids don't come with instructions. We all mess up. Raising a child is pure impromptu. - Harlan Coben, Just One Look] แน่นอนที่ว่าเราตัดสินใจพลาดหลายครั้ง เราอาจเลี้ยงเค้าแบบผิดวิธีโดยไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งเรามองข้ามความละเอียดอ่อนและความขาวสะอาดของเด็ก และบ่อยครั้งเราป้ายทาอารมณ์ความรู้สึกรุนแรงของเราลงไปบนผ้าขาวของลูก โดยไม่ตระหนักว่าไม่ว่าจะขัดถูอย่างไร ผ้าผืนนั้นจะไม่มีวันขาวสะอาดเหมือนเดิม ...เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราทำผิด เราพูดผิด เราทำร้ายลูกโดยไม่เจตนา แต่ในเวลาเดียวกันเราก็เรียนรู้ที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดเพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับลูก

สิบปีที่ผ่านมาแม่รู้ตัวว่าไม่ใช่แม่ที่ใจดี อ่อนหวาน อดทน แม่เข้มงวด เจ้าอารมณ์ กราดเกรี้ยวและเคยตีลูกทั้งน้ำตามาแล้วหลายครั้ง แต่แม่รู้ว่ายิ่งอายุมากขึ้นแม่ก็ใจเย็นลง และตอนนี้คุยกับลูกด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์ และได้รับบทเรียนจากความผิดพลาดไปพร้อมๆกับลูก
เลอร์รู้มั๊ยว่าแม่ไม่เคยหยุดรักลูก ไม่มีแม้เพียงวินาทีเดียวที่จะไม่เจ็บปวดเมื่อรู้ว่าลูกเจ็บป่วย ร้องไห้ เศร้าใจหรือทุกข์ทรมาน และไม่มีครั้งใดที่จะหัวใจของแม่จะไม่พองโตด้วยความภาคภูมิใจเมื่อลูกหัวเราะ มีความสุขหรือประสบความสำเร็จ แม้ว่าแม่จะมีวีธีแสดงความรักแตกต่างจากคนอื่น แต่สิ่งเดียวที่แม่และพ่อแม่ทุกคนบนโลกนี้มีเหมือนกัน คือ เราทุกคนสละชีวิตของเราได้เพื่อลูก แม่รักเลอร์และขอให้ลูกจำไว้ว่าไม่ว่าลูกจะเกิดมาโดยขาดพ่อ แต่ลูกได้รับความรักของแม่ไปทั้งใจและทั้งชีวิต และคนๆนี้จะอยู่เคียงข้างลูกตลอดไป
และในวันนี้เมื่อลูกมีคุณพ่อคนใหม่ที่ก้าวเข้ามาช่วยแม่ดูแล ปกป้องและห่วงใยลูกอีกคนหนึ่ง คุณพ่อคนนี้จะสอนลูกให้เข้มแข็ง อดทน กล้าหาญ และเค้าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของการเติบโตเป็นลูกผู้ชาย ขอให้ลูกเข้าใจว่าเค้าอาจไม่เข้าใจลูก หรือรักลูกในแบบเดียวกันกับแม่ แต่อย่างน้อยเค้ามีความพยายามที่จะทำความรู้จักลูก อดทน ยื่นมือเข้าช่วย เอาใจใส่และทุ่มเทให้ลูกเป็นในสิ่งที่ลูกอยากเป็นในอนาคต เค้าคนนี้จะคอยเติมเต็มส่วนที่เป็นความบกพร่องของแม่ เราทั้งสองคือทีมเดียวกันและเราจะช่วยกันดูแลลูก 
แม่ดีใจที่ต่อจากนี้ไปชีวิตของลูกจะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 
รัก... แม่

วันพฤหัสบดี, พฤศจิกายน 26, 2558

อบรมบ่มนิสัย ตอน มือถือของผมหล่นหาย

เมื่อวันก่อนลูกชายอายุสิบขวบกลับบ้านช้ามาก โรงเรียนเลิกตั้งแต่บ่ายโมง และปกติแล้วลูกจะส่งข้อความมาบอกว่าหลังเลิกเรียนจะไปไหน ไปกับเพื่อนคนใด และจะกลับถึงบ้านกี่โมง แต่วันนั้นไม่มีข้อความจากลูกเลย แม่เลิกงานเวลาบ่ายโมงครึ่ง กลับมารอที่บ้าน รอแล้วรอเล่าก็ยังไม่กลับ โทร.หาลูกไม่ติดเพราะคาดว่ามือถือของลูกแบ็ตฯหมด (ตอนเช้าก่อนออกจากบ้านลูกบอกแม่ว่าแบ็ตฯเหลือหนึ่งขีด แต่คิดว่าอาจยังใช้ได้จนถึงเวลากลับบ้าน) แม่กังวลมากเพราะลูกไม่เคยเป็นแบบนี้

เมื่อพ่อเลิกงานกลับถึงบ้านจึงปรึกษากันว่าควรโทร.ถามเพื่อนสนิทของลูกแต่ละคน เผื่อจะมีใครรู้ว่าเค้าไปไหนกับใครหลังเลิกเรียน ได้ความจากเพื่อนคนหนึ่งว่า เห็นลูกอยู่ในบริเวณโรงเรียนกับเพื่อนอีกคน พ่อจึงรีบโทร.เช็คเพื่อนคนนั้น จึงรู้ว่าหลังเลิกเรียนลูกกับเพื่อนคนนี้วางแผนจะไปเล่นเกมส์ที่บ้านของเค้า แต่เนื่องจากเพื่อนปั่นจักรยาน ลูกจึงต้องวิ่งตามให้ทัน ทำให้มือถือหล่นจากกระเป๋ากางเกงโดยไม่รู้ตัว เมื่อถึงบ้านเพื่อนและกำลังจะเขียนข้อความส่งถึงแม่ ลูกจึงรู้ตัวว่าโทรศัพท์หายไป จากนั้นลูกกับเพื่อนจึงพากันเดินหาตามทางที่วิ่งมา แต่ก็หาไม่เจอ และแทนที่จะช่วยกันค้นหาให้ทั่ว หรือกลับบ้านมาบอกแม่ ลูกกลับเดินกลับไปบ้านเพื่อนคนนี้เพื่อเล่นเกมส์ตามที่ตั้งใจในตอนแรก จนเวลาผ่านไปหลายชั่วโมง เค้าเริ่มรู้สึกผิดจึงชวนเพื่อนเดินหามือถืออีกครั้ง แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอจนพลบค่ำ ท้องฟ้ามืดจนแทบมองไม่เห็นอะไร และอากาศก็เย็น สรุปว่าลูกเดินคอตกกลับถึงบ้านตอนหกโมงเย็นเพราะทำมือถือหล่นหายและไม่ใส่ใจหาจนเจอ แต่ไม่กล้ากลับบ้านมาสารภาพกับพ่อแม่

ค่ำวันนั้นพ่อลูกจึงพากันเดินออกไปหารอบๆโรงเรียนอีกครั้งจนดึก แต่ก็ไม่เจอ คืนนั้นลูกจึงต้องรับการอบรมจากพ่อแม่ที่พร่ำสอนลูกเสมอว่าของสำคัญทุกอย่างต้องใช้อย่างทะนุถนอมและถ้าสิ่งใดหายไปต้องรีบค้นหา หรือหากของชำรุดเสียหายต้องรีบซ่อมแซม อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจนหาของไม่เจอหรือซ่อมไม่ได้ หากลูกใช้ของอย่างทิ้งขว้าง ไม่ใส่ใจ ต่อไปในอนาคตเค้าจะไม่รู้ค่าของเงิน หรือไม่เห็นคุณค่าหรือพอใจในสิ่งของที่ตัวเองมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เค้าไม่ได้หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น เค้าอาจจะไม่รู้คุณค่า จึงไม่ดูแล ทิ้งขว้างหรือไม่ใส่ใจ แล้วเรียกร้องต้องการซื้อของใหม่ ทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นขยะ เป็นของไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ซึ่งทำให้เปลืองทรัพยากร เปลืองเงินซ่อมหรือเป็นเหตุให้ต้องซื้อใหม่โดยไม่จำเป็น

เช้าวันต่อมาในห้องเรียนวิชาภาษาฟินนิช นักเรียนทุกคนต้องเขียนบันทึกประจำวัน ลูกชายจึงเขียนบรรยายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันก่อน เมื่อคุณครูได้อ่านจึงยื่นมือเข้าช่วยด้วยการสอบถามเพื่อนร่วมห้องและครูท่านอื่น จนกระทั่งมีคนรายงานว่าพบโทรศัพท์มือถือของลูกชายหล่นบนทางเท้าใกล้ๆโรงเรียน ครูรีบชาร์ทแบ็ตเตอรี่และนำมาคืนลูกชายก่อนเวลาเลิกเรียน คราวนี้เจ้าลูกชายตัวดีเดินหน้าบานกลับบ้านด้วยความดีใจที่ได้มือถือของตัวเองกลับคืนมา  แม่หวังว่าเค้าได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญนี้ และจำได้ว่าควรเก็บของอย่างไรไม่ให้เสียหาย และเมื่อหายไปต้องรีบหา รวมถึงใส่ใจ ดูแลทรัพย์สินของตัวเองให้ยังใช้ได้นานๆ
อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่แม่ภูมิใจกับเจ้าลูกชายคนนี้ นั่นก็คือ แม้จะรู้ตัวว่าตัวเองตกที่นั่งลำบากและกลัวที่จะสารภาพผิด แต่เมื่อต้องพูดเค้าก็พูดความจริง รับว่าตัวเองผิด แล้วไม่เคยโกหกพ่อแม่ หรือโกหกผู้ใหญ่เลย ซึ่งแม่หวังว่าคุณธรรมข้อนี้จะติดตัวลูกไปจนโต แล้วสอนลูกสอนหลานให้ทำอย่างเดียวกัน เพราะความซื่อสัตย์คือความดีที่จะช่วยคนดีให้รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง


ป.ล. ไทเลอร์ได้รับโทรศัพท์โนเกียเครื่องนี้จากพ่อที่ซื้อเมื่อสี่ปีที่แล้ว พ่อใช้อย่างทะนุถนอมแล้วมอบให้ลูกใช้เป็นมือถือเครื่องแรกในชีวิตของเค้า แต่เมื่อไทเลอร์เห็นเพื่อนๆหลายคนใช้มือถือรุ่นใหม่พร้อมอินเตอร์เน็ต ไทเลอร์จึงเรียกร้องอยากได้บ้าง แต่พ่อกับแม่สอนลูกว่าสิ่งที่ลูกจำเป็นต้องมีในตอนนี้คืออุปกรณ์ที่ใช้ติดต่อสื่อสารกับครอบครัวและเพื่อนๆในกรณีจำเป็นต่างๆ เช่น โทร.หรือส่งข้อความถึงแม่หลังเลิกเรียน โทร.ถามการบ้านหรือนัดเพื่อนออกมาเล่นฟุตบอล หรือโทร.ขอความช่วยเหลือในเวลาคับขัน ดังนั้นอินเตอร์เน็ตหรือเครื่องมือที่ใช้ต่ออินเตอร์เน็ตราคาแพงนั้นยังไม่จำเป็นต่อลูกเลยในวัยนี้ และที่สำคัญ เมื่อลูกหัดใช้ของอย่างทะนุถนอมแล้ว มือถือเครื่องนี้อาจจะยังใช้ได้จนถึงเวลาที่ลูกสามารถซื้ออุปกรณ์สื่อสารที่จำเป็นต่อลูกเมื่อโตขึ้น หวังว่าลูกจะเข้าใจพ่อกับแม่นะ

วันจันทร์, พฤษภาคม 25, 2558

Fresh haircut ทรงนี้แม่จัดให้

ตั้งแต่สองแม่ลูกย้ายมาอยู่ฟินแลนด์ มีสิ่งหนึ่งที่แม่หัดทำและทำจนชำนาญจนเกิดเป็นความภาคภูมิใจส่วนตัว นั่นก็คือแม่ไม่เคยส่งลูกไปร้านตัดผมเลย เพราะแม่ประหยัดเงินด้วยการตัดผมลูกชายและสามีด้วยตัวเอง 

อุปกรณ์ไม่แพงและหาไม่ยาก ซื้อเพียง kotiparturikone หรือ hiustenleikkuukone ที่มีขายตามท้องตลาด ส่วนสถานที่ก็ใช้ห้องน้ำที่บ้านนั่นล่ะ วางเก้าอี้หนึ่งตัว ใช้ผ้าหรือใยขัดตัวปัดเศษผมออกจากตัว พอตัดเสร็จก็แค่กวาดเศษผมแล้วอาบน้ำสระผมพร้อมกับล้างห้องน้ำไปเลยทีเดียว ประหยัดและสะดวกมากมาย อีกทั้งไม่ต้องจองเวลาที่ร้านตัดผมล่วงหน้า หรือนั่งรอคิวให้เสียเวลา 

ครั้งแรกที่ตัดอาจดูเก้ๆกังๆเพราะผมของแต่ละคนแตกต่างกัน รูปทรงศีรษะก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความยาก-ง่ายในการตัดผมด้วยเจ้า hiustenleikkuukone นี้ ผมของคุณสามีตัดค่อนข้างง่าย เพราะเป็นผมเส้นเล็กบางและผมไม่หนา ทั้งรูปศีรษะทุยจึงไม่มีปัญหาในการเดินเครื่องรอบๆศรีษะ แต่ลูกชายมีผมค่อนมาทางคนเอเชีย คือผมหนาและเป็นเส้นแข็ง อีกทั้งรูปทรงศีรษะไม่ทุยอย่างทั่วถึง คือด้านหลังจะแบนราบกว่าศีรษะของชาวตะวันตกทั่วไป การเดินเครื่องรอบๆศีรษะจึงยากกว่ากรณีของคุณสามี แม่จึงแก้ปัญหาด้วยการใช้กรรไกรตัดผมให้สั้นลงครึ่งหนึ่งก่อนเดินเครื่องตัดผมรอบๆให้ทั่วถึง
ผลที่ได้ตามรูปเลยค่ะ พ่อลูกทรงเดียวกันเป๊ะ!

ก่อนตัดผม

หลังตัดผม ลูกชายชอบใจมาก ส่วนคุณแม่ภูมิใจไม่เสียตังค์ ฮ่าฮ่า


ทรงนี้ตัดให้คุณสามีมาตลอดสามปี บางครั้งสั้นเกินไปหรือบางทีก็แหว่งบ้าง แต่ฮีไม่เคยบ่นเลย เพราะไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตัดผมไงล่ะ

และอุปกรณ์ที่ใช้จะหน้าตาประมาณนี้


วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 09, 2557

Hyvää Isänpäivä : Happy Father's Day

เนื่องในวันพ่อของประเทศกลุ่มสแกนดิเนเวีย ณ เมือง Järvenpää ธงชาติถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสาตั้งแต่เช้ามืด อากาศแม้จะขมุกขมัว หมอกลงจัด แต่บรรยากาศไม่อึมครึม บนท้องถนนมีการสัญจรมากกว่าวันอาทิตย์ธรรมดา เพราะคนฟินน์ออกจากบ้านเพื่อไปเยี่ยมเยียนทานอาหารหรือดื่มกาแฟกับครอบครัวตามธรรมเนียมวันพ่อ หรือแม้แต่ไหว้บรรพบุรุษที่สุสาน เด็กชายไทเลอร์ตื่นแต่เช้า รีบทานอาหารเช้าแล้วนั่งรอเวลาพ่อตื่นอย่างใจจดจ่อ เพื่อจะมอบของขวัญที่บรรจงทำเองในชั่งโมงศิลปะที่โรงเรียน ได้แก่ ลูกเต๋าทำจากกระดาษแต่ละหน้าเขียนกิจกรรมไม่ซ้ำกันหกอย่าง เช่น "เล่นเกมบอร์ดกันนะ" "ไปโรงภาพยนตร์กัน" หรือแม้แต่ "ทำกับข้าวทานด้วยกัน" เพื่อที่ว่าเมื่อไหร่ที่พ่อเครียดจะได้ทอยลูกเต๋า แล้วมาทำกิจกรรมคลายเครียดด้วยกัน นอกจากนี้ยังมี "มงกุฎแด่พ่อ" ที่ออกแบบระบายสีเอง ให้พ่อสวมเพราะวันนี้พ่อคือพระราชาของบ้านนะ เออ ช่างคิดเนอะ
แต่แม่ชอบใจมากที่สุดตรงกระดาษห่อของขวัญ ที่นำวัสดุเหลือใช้ซึ่งก็คือกระดาษหนังสือพิมพ์ มาระบายด้วยสีน้ำ เมื่อแห้งแล้วจะกลายเป็นกระดาษห่อของขวัญที่แค่ผูกเชือกก็ทำให้ดูเก๋ไม่เบา
สุขสันต์วันพ่อแด่คุณพ่อทุกๆคนนะคะ


วันเสาร์, พฤษภาคม 31, 2557

Todistusten Jako & Kevät juhla 2014.

Today was the last day at Kartanon Elementary school. Thailer received his second grade academic certificate as well as celebrated spring & summer break with other students. Vocation has just begun. Congratulations Thailer!

ไทเลอร์รับใบประกาศผ่านการการศึกษาชั้นเกรดสอง จากโรงเรียน Kartanon Koulu
•**• ยินดีด้วยนะลูกรัก •**•
จากนี้ไปโรงเรียนปิดเทอมภาคฤดูร้อนเป็นเวลาสามเดือนครับ ซึ่งเดือนมิถุนายนทั้งเดือนไทเลอร์จะกลับไปเที่ยวเชียงใหม่ คิดถึงยายจังเลยครับ *∩_∩*



วันอาทิตย์, พฤษภาคม 11, 2557

Happy Mother's Day 2014



Happy Mother's Day !!!
Minun äitini on kuin villasukka,
joka talvella lämmittää.
Minun äitini on kuin niittyn kukka,


joka saa minut hymyilemään.

Ota kädestä kiinni,
tule kanssani rantaan
niin vien sinut katsomaan, 
miten aurinko laskee puiden taa
ja saa taivaan punertamaan.
~ Hyvää äitienpäivää ~


นี่คือกลอนเกี่ยวกับแม่ ที่ลูกชายเอามาให้พร้อมของขวัญที่เค้าทำที่โรงเรียน
เพราะวันนี้ที่ฟินแลนด์เป็นวันแม่ และก็เป็นวันแม่นานาชาติด้วย ดังนั้นคุณแม่ทั่วโลกจะได้รับของขวัญและคำอวยพรกันถ้วนหน้า แต่ของไทยเราก็มี 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาตินะ

ยังไงก็ขออวยพรเนื่องในวันแม่นานาชาติและก็ขอขอบคุณตัวเองและคุณแม่ทุกๆคนที่มอบความรักแบบไม่มีเงื่อนไขแก่ลูกๆ ไม่ว่าลูกจะอายุเท่าไหร่ความรักของแม่ก็คงเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง

วันศุกร์, เมษายน 18, 2557

ฝึกลูกชายเล่นซูโดะกุ (sūdoku: brain-training game)


วันนี้เป็นวันหยุดวันแรกของเทศกาลอีสเตอร์ของฟินแลนด์ สอง แม่-ลูกจึงหากิจกรรมเล็กๆน้อยๆทำด้วยกันที่บ้าน  เนื่องจากก่อนหน้านี้แม่ยอมเล่น "เกมทายชื่อประเทศจากรูปธงชาติของทวีปยุโรป"กับไทเลอร์ ทั้งๆที่เป็นเกมที่แม่ไม่ถนัด(ไม่อยากบอกเลยว่าแม่อ่อนวิชาภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะลูกเอ๊ย) คราวนี้ไทเลอร์จึงสัญญาว่าจะเล่นเกมที่แม่เลือก และเกมที่แม่โปรดปรานมากก็คือ...แต่นแต๊น...ซูโดะกุ(sūdoku)นี่ไง

ซูโดะกุ(sūdoku) คือเกมปริศนาตัวเลข ที่ผู้เล่นต้องเลือกใส่ หมายเลขตั้งแต่ เลข 1 ถึงเลข 9 โดยมีเงื่อนไขว่าในแต่แถวและแต่ละหลักตัวเลขต้องไม่ซ้ำกัน ตารางซูโดะกุจะมี 9×9 ช่อง ซึ่งประกอบจากตารางย่อย 9 ตาราง ในลักษณะ 3×3 แบ่งแยกกันโดยเส้นหนา และในแต่ละตารางย่อยจะต้องมีตัวเลข 1 ถึง 9 เช่นเดียวกัน เมื่อเริ่มเกมจะมีตัวเลขบางส่วนให้มาเป็นคำใบ้ และผู้เล่นจะต้องใส่ทุกช่องที่เหลือให้ครบ โดยตามเงื่อนไขว่าแต่ละตัวเลขในแต่ละแถวและหลักจะใช้ได้ครั้งเดียว รวมถึงในแต่ละขอบเขตตารางย่อย การเล่นเกมนี้จำเป็นต้องใช้ความสามารถในด้านตรรกะตรรกะและความอดทนรวมถึงสมาธิ เกมนี้เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาในปีพ.ศ. 2522 ในชื่อนัมเบอร์เพลส แต่เป็นที่นิยมและโด่งดังในประเทศญี่ปุ่นภายใต้ชื่อ ซูโดะกุ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2529 และเป็นที่นิยมทั่วโลกอีกครั้งในปีพ.ศ. 2548
(คำอธิบายจาก http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B8)

Sudoku-by-L2G-20050714
Credit: By Tim Stellmach [Public domain], via Wikimedia Commons

ตาราง ซูโดะกุ 9×9 ช่อง และตัวเลขที่ใบ้ไว้ตอนเริ่มเกม จุดมุ่งหมายของเกมคือใส่ตัวเลขที่เหลือให้หมด โดยแต่ละแถวและหลักเลขจะไม่ซ้ำกัน
เกมนี้โดยทั่วไปจะมีระดับความยาก-ง่ายอยู่สี่ระดับ คือ ง่าย ปานกลาง ยาก และยากมาก และนอกจากจะมีรูปแบบตารางขนาดมาตรฐาน 9x9 ช่องแล้ว ยังมีตารางแบบ 4x4, 6x6, 12x12, 16x16, 25x25,...หรือมากถึง 49x49 โดยตารางที่มีขนาดใหญ่ขึ้นก็จำเป็นต้องเติมตัวเลขที่มีจำนวนมากขึ้นไปตามลำดับ
แต่พวกเราคุ้นเคยกับตารางแบบมาตรฐาน ที่มักจะหาเจอตามหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือหนังสือฝึกเล่นเกมปริศนาทั่วไป วันนี้เราจึงเริ่มเล่นจากตาราง 9x9 และระดับความง่ายก่อน

ส่วนอุปกรณ์การเล่นของเราคือ กระดานซูโดะกุแม่เหล็กที่สามารถแปะตัวเลขที่เป็นแผ่นแม่เหล็กและแกะออกมาได้ง่าย พร้อมกับหนังสือตัวอย่างคำใบ้จากระดับง่าย ถึง ระดับยาก แรกๆลูกชายซึ่งเคยเห็นแม่เล่นบ่อย ก็ขอลองเล่นบ้าง โดยให้แม่ช่วยแนะว่าแถวไหน ช่องไหนที่น่าจะลองเติมตัวเลขให้ครบก่อน ซึ่งก็ใช้การคาดคะเนความน่าจะเป็นโดยพิจารณาจากตัวเลขอื่นๆที่วางในตาราง หลักหรือแถวเดียวกันควบคู่กันไป ยิ่งเติมตัวเลขลงไปมากเท่าไหร่ ความน่าจะเป็นที่จะใส่ตัวเลขที่เหลือลงในช่องที่ว่างอยู่ก็ยิ่งสูงขึ้น โดยมีเงื่อนไขเดียวคือ ตัวเลขในแต่ละแถวและหลักจะใช้ได้ครั้งเดียว รวมถึงในแต่ละขอบเขตตารางย่อยด้วย จากนั้นเป็นต้นมาลูกชายก็ฝึกเล่นเองบ้าง โดยที่แม่คอยเช็คความถูกต้อง แต่ยังคงเล่นในระดับที่ง่าย และยังไม่ซับซ้อน ผลก็คือลูกมีสมาธิดีขึ้น ใช้เวลาเล่นน้อยลง และก็เติมเลขผิดน้อยลงด้วย หากฝึกเล่นอีกสองถึงสามปี อาจสามารถยกระดับขึ้นมาเล่นความยากระดับปานกลาง และระดับที่ยากขึ้นต่อไปได้ 


เป้าหมายสูงสุดของแม่ที่พยายามให้ลูกฝึกเล่นเกมซูโดะกุก็คือ ต้องการฝึกให้ลูกมีสมาธิ ฝึกการใช้ตรรกะ พัฒนาสมองซีกซ้ายให้สามารถชั่งน้ำหนักเหตุและผล เพื่อหาคำตอบ และแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะเป็นโจทย์ในบทเรียนหรือในชีวิต  นอกจากซูโดะกุแล้ว ก็ยังมีเกมอื่นๆอีกมากมายที่ช่วยฝึกสมองของลูก เช่น บอร์ดเกมต่างๆ(หมากรุก หมากฮอส ฯลฯ) เกมส์ไพ่ เกมส์เศรษฐี เกมเติมคำศัพท์(crossword) เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าคุณแม่ทุกคนช่วยฝึกสมองซีกซ้ายให้ลูกได้ด้วยการสนับสนุนให้ลูกเล่นเกมฝึกสมองแบบนี้


วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 02, 2557

Go Go Thailer, Go Go JäPS !!!




เมื่อวานนี้ไทเลอร์แข่งฟุตบอลทั้งหมดสี่เกมส์ เกมส์ละประมาณครึ่งชั่วโมง ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศซะด้วย แต่เสียดายที่รอบชิงฯแพ้ไปสองประตู เค้าได้เล่นทั้งตำแหน่งกองหน้าและผู้รักษาประตู ไทเลอร์ยิงเข้าประตูไปสี่ลูกและเล่นดีซะจนได้บัตร Fair Play (เมื่อจบการแข่งขัน ผู้เล่นที่เล่นได้ดีที่สุดของแต่ละทีมจะได้รับบัตรนี้จากกรรมการ)มาสองใบจากสองเกมส์แรก แม่ภูมิใจนะเนี่ย! 

Yesterday was Thailer's football tournament. He and his team played 4 matches including Final match. Altogether he scored 4 goals and received two Fair Play cards as a goalkeeper and a striker. Mommy couldn't be more proud. ^_^


1-2-2014 JäPS football tournament, Boys age group 2005 (JäPS Valkoinenjoukkue)
Second match

ป.ล. เด็กๆพวกนี้อายุแปดขวบเองนะ คงเทียบกับเกมส์ระดับผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่เล่นกันจริงจังมาก นาทีที่ 10.14 ผู้รักษาประตูแอบงอนด้วยอ่ะ ดูแล้วก็อดขำไม่ได้  :D

วันศุกร์, มกราคม 24, 2557

บทความการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ และประสบการณ์ที่คุณแม่อยากเล่า

บทความข่างล่างนี้จำไม่ได้ว่าใครเขียน แล้วเขียนไว้ตั้งแต่ปีไหนแล้ว แต่ชอบมากเพราะเขียนได้ถูกต้องตามความเป็นจริงเลย! ดูจากลูกชายซึ่งกำลังเรียนเกรดสอง(ป.สอง)ที่นี่ สังเกตเห็นว่ามีชั่วโมงเรียนแค่ช่วงเช้า ทานอาหารกลาง
วันที่โรงเรียนประมาณสิบเอ็ดโมง และเรียนต่อจนถึงเวลาไม่เกินบ่ายสองโมงก็สามารถกลับบ้าน หรืออาจเลือกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนต่อได้ การบ้านก็ไม่ได้มีทุกวัน ค่าเรียน ค่าอาหารกลางวันหรือค่าหนังสือก็ไม่มี แต่หากลูกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่โรงเรียน (หรือพูดง่ายๆว่าฝากเลี้ยงหลังเลิกเรียน เพราะผู้ปกครองยังไม่กลับถึงบ้าน) ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อจ้างครูพี่เลี้ยงดูแลเด็ก รวมของว่างที่โรงเรียนก่อนกลับบ้านไม่เกินสี่โมงครึ่ง

ส่วนภาระการรับ-ส่งเด็กไปโรงเรียนนั้นไม่ได้อยู่กับผู้ปกครองแต่ฝ่ายเดียว เด็กที่ขึ้นชั้นเกรดหนึ่ง(หรือระดับป.หนึ่งของบ้านเรา)ก็สามารถเดินไป-กลับโรงเรียนเองได้แล้ว โดยทางโรงเรียนให้ความรู้แก่เด็กๆเกี่ยวกับกฎการเดินทางบนท้องถนน และช่วงวันเปิดเทอมก็จะมีอาสาสมัครคอยดูแลความปลอดภัยแก่เด็กๆขณะเดินทางไป-กลับโรงเรียน และถ้าเด็กโตขึ้นอีกหน่อยประมาณเกรดสามจะได้รับอนุญาตให้ปั่นจักรยานไปโรงเรียนได้ แต่หากบ้านอยู่ค่อนข้างไกลจากโรงเรียน(ไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตร)ผู้ปกครองก็สามารถยื่นขอใช้บริการรถรับส่งนักเรียนที่ทางจังหวัดจัดหาให้โรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ปกครองจึงไม่จำเป็นต้องขับรถรับส่งเด็กเอง


รถรับส่งนักเรียนนี้จะมีหน้าตาคล้ายรถตู้คันเล็ก และจะจอดรับและส่งเด็กที่ป้ายจอด"school bus" ริมถนนที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่นทุกวันเวลาเจ็ดโมงจะไปรับเด็กชายมิกโกะที่ป้ายจอดใกล้บ้านของมิกโกะ หลังจากนั้นขับไปอีกสิบนาทีจึงจะถึงป้ายจอดใกล้บ้านของเด็กชายไทเลอร์ ดังนั้นไทเลอร์ก็จะต้องมายืนรอก่อนเวลาเจ็ดโมงสิบนาทีเพราะรถมาค่อนข้างตรงเวลาและจะจอดรอเด็กแต่ละป้ายได้แค่สิบนาที และหากเด็กต้องขาดเรียนผู้ปกครองต้องแจ้งให้ทั้งครูประจำชั้นและคนขับรถรับส่งทราบทันที 


นอกจากประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอนแล้ว ผู้ปกครองและคณะผู้สอนยังสามารถติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างเป็นกิจวัตรโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ที่ชื่อว่า Helmi, Wilma, Kivahko และ Oiva โดยใช้เสมือนเป็นสมุดบันทึกประจำวัน ที่ผู้ปกครองจะได้รับข่าวสารจากคุณครู หรือคณะผู้บริหารโรงเรียน และยังสามารถเขียนโต้ตอบกันได้เป็นการส่วนตัว นอกจากนี้หากเด็กจำเป็นที่จะต้องขาดเรียน ผู้ปกครองก็สามารถแจ้งให้ครูประจำชั้้นทราบผ่านทางโปรแกรมนี้หากไม่สะดวกส่งข้อความทางโทรศัพท์ หรือหากสงสัยว่าเด็กขาดเรียนวันไหน เป็นจำนวนกี่วัน ผู้ปกครองก็สามารถเช็คย้อนหลังได้ และยังสามารถส่งข้อความเพื่อติดต่อสอบถาม หรือปรึกษาปัญหาสุขภาพของเด็กกับพยาบาลประจำโรงเรียนได้อีกด้วย สะดวก รวดเร็วและใช้ง่ายมาก (เพราะคุณแม่เข้าไปเช็คข้อความอยู่ทุ้กวัน)


สิ่งที่เล่ามาเป็นนับเป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่คุณแม่และคุณลูกได้รับจากประสบการณ์ตรงจากสถาบันการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการยกยอระบบการศึกษาของประเทศนี้ว่าดีที่สุด แต่ต้องการแชร์ตัวอย่างที่ดีที่ประเทศของเราอาจนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาของเราให้ดีขึ้นแน่นอนว่าระบบของเค้ามีกระบวนการพัฒนามายาวนาน กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ จึงอยากให้ประเทศของเราเริ่มต้นพัฒนากันตั้งแต่วันนี้ และหวังว่าสักวันหนึ่งระบบการศึกษาไทยจะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพทันโลกได้สักที...

การศึกษาในประเทศฟินแลนด์ไม่ได้มีนโยบายเป็นร้อยๆข้อเหมือนบ้านเรา แต่ใช้แค่กลไกหลักๆแค่ 3 ข้อเท่านั้นในการตอกเสาเข็มให้ระบบการศึกษาของเขาทั้ง 3 ข้อที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเกินความเข้าใจของเราเลย คือต้องมีกลยุทธ์ให้ครบทุกระยะ กับเน้นให้ทุกแผนงานต้องตอบสนองกับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และข้อสุดท้ายคือการเริ่มต้นกับคนที่มีบทบาทกับการศึกษามากที่สุดคือ ครู

ลองมาดูในรายละเอียดของแต่ละข้อกันนะครับ เริ่มจากการกำหนดกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อให้มีแผนครอบคลุมการพัฒนาการตลอดโดยไม่ยึดติดกับการเมือง หรือผู้บริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ 

ที่สำคัญคือมุมมองต่อระบบการศึกษาที่ผู้บริหารต้องมองเห็นว่าทรัพยากรมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดีที่สุด ก็คือระบบการศึกษา 
ซึ่งมุมมองเพียงแค่นี้จะทำให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาเป็นอันดับแรก
 
ข้อต่อมาคือการคิดถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันเป็นหลัก เพราะฟินแลนด์นั้นมีทรัพยากรธรรมชาติจำกัดมาก ในขณะที่ประชากรก็ยังมีน้อย การหันมาทุ่มเทกับการพัฒนาคนรุ่นใหม่ จึงเป็นการลงทุนที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศได้ดีที่สุด
 
ข้อสุดท้าย ต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้างมาตรฐานให้กับครูก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเขาเล็งเห็นถึงบทบาทของครู อาจารย์ ที่สามารถดึงในนักเรียนและนักศึกษารุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยได้ เพราะการปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ ต้องได้ครูที่มีความรู้ความเข้าใจและทุ่มเทจริงๆ
 
ผลที่เราเห็นได้ชัดในทุกวันนี้ก็คือรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างจากบ้านเรามหาศาล เพราะครูในฟินแลนด์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนตามตำรา แต่กระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ในห้องเรียนครูจึงไม่มีคำตอบให้ กลับมีแต่คำถามเสียเอง
 
การสอนแบบนี้ จุดประกายให้นักเรียนต้องไปหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ย่อมมาจากการสนใจใฝ่รู้และขวนขวายหาข้อมูลต่างๆมาเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ และให้ข้อมูลเสริมต่างๆเพื่อให้เด็กสรุปออกมาเป็นคำตอบได้
 
ที่น่าแปลกใจก็คือแรงจูงใจในการเป็นครูของเขานั้นไม่ได้ทำแค่การเพิ่มเงินเดือนครูให้สูงๆ ให้เท่าเทียมกับอาชีพอื่นๆ แต่หันมาสร้างความภาคภูมิใจในวิชาชีพครูเป็นหลัก จนมีเกียรติสูงไม่แพ้นายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว
 
ฟินแลนด์ยังสร้างความมีส่วนร่วมของครูและผู้ปกครอง โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการ รวม 7 คน ทำหน้าที่กำกับดูแล และวัดผลการศึกษา โดย 1 คน เป็นตัวแทนของครู 1 คนเป็นตัวแทนของพนักงานของโรงเรียน และอีก 5 คนมาจาก Community คือผู้ปกครอง ในทุกต้นเทอมการศึกษาจะมีการประชุมเปรียบเทียบกับเป้าหมาย วัดว่าตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ 
 
จะว่าไปแล้วความเข้มข้นของระบบการศึกษาของเขานั้นเริ่มกันตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกครู ที่ต้องเลือกเฟ้นเฉพาะผู้ที่มีอุดมการณ์และมีความตั้งใจที่จะเป็นครูจริงๆเท่านั้น และยังต้องพร้อมด้วยคุณวุฒิที่สูงมาก เช่นครูระดับมัธยมปลายต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทเท่านั้น
 
ในขณะที่บ้านเราในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้นถือได้ว่าวิชาชีพครูถูกทอดทิ้งมาโดยตลอด 
ดูได้จากคะแนนสอบเข้าสถาบันการศึกษาในสาขาครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ เพราะมีผู้คนสนใจเรียนครูน้อยกว่าสาขาวิชาอื่นๆ หรือไม่ก็มาเรียนเพราะสอบเข้าสาขาวิชาที่ตัวเองชอบไม่ได้
 
ดูแล้วไม่น่าแปลกใจเลยที่จะพบว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้านการศึกษาสูงที่สุดในโลก สำหรับเด็กนักเรียนระดับมัธยมต้นคือ 8,200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคน ต่อปี และยังเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดอีกด้วย 
 
เห็นได้ชัดจากการวัดผลของ OECD ในครั้งนี้ ที่ทำให้ได้เห็นว่าเด็กของเขาเหนือกว่าเด็กๆจากทุกประเทศทั่วโลก และดูจากการคะแนนทั้งหมดของนักเรียนแล้วจะเห็นว่ามีส่วนต่างกันไม่มากนัก เพราะฟินแลนด์เน้นที่การยกระดับให้นักเรียนทั้งหมดมีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั้งหมด
 
ตรงกันข้ามกับหลายๆประเทศที่เน้นการพัฒนาเฉพาะเด็กเก่งที่มีพื้นฐานดี แต่ฟินแลนด์กลับพยายามเน้นที่เด็กธรรมดาๆให้เรียนดีเทียบเท่าเด็กเก่งๆ โดยมี 20% ของเด็กทั่วประเทศที่เรียนช้า ต้องใส่ใจเป็นพิเศษและต้องเรียนเพิ่ม โดยรัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุนทั้งหมด
 
ความเปรียบต่างของนักเรียนในเมืองกับนอกเมืองของฟินแลนด์จึงต่างกันน้อยมาก ในขณะที่บ้านเราความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นมากเสียจนทำให้มีเด็กนักเรียนที่ถูกทอดทิ้งมากเสียจนเกินความสามารถที่รัฐจะดูแลทั่วถึง 
 
ถึงผู้เขียนจะชื่นชมฟินแลนด์เป็นพิเศษ แต่ผู้เขียนเองก็เหมือนนักธุรกิจ นักการตลาด นักบริหารและผู้อ่านบิซิเนสไทยที่รักประเทศไทยและอยากเห็นการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะการศึกษาคือพื้นฐานของสังคมและการพัฒนาประเทศชาติ ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่เรากำลังจะได้มาอีกไม่ช้านี้ ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายหลักด้านการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของบ้านเราให้ทัดเทียมกับประเทศต่างๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคงไม่เกินความฝันของเรานัก หากเราตั้งใจจริง


“Education is the most powerful weapon which you can use to change the world.” 
                                                                       - Nelson Mandela


วันพุธ, กันยายน 25, 2556

น้องหมีมาเที่ยวบ้านไทเลอร์ : Pikku Nalle tapasi Ison Nalleni

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ลูกชายได้รับมอบหมายภารกิจจากคุณครูให้นำตุ๊กตาหมีกลับบ้านพร้อมกับสมุดคู่มือดูแลน้องหมี และครูยังกำกับให้เขียนบันทึกว่าได้ร่วมทำกิจกรรมอะไรกับน้องหมีบ้าง คุณแม่เห็นแล้วทึ่งในความช่างคิดของคุณครู นอกจากจะปลูกฝังให้เด็กๆรู้จักรักของเล่น และปฏิบัติกับของเล่นให้เหมือนเพื่อนเล่นที่เป็นคนแล้ว ยังสอนให้รู้จักรับผิดชอบและมีวินัยปฏิบัติตามคู่มือเพื่อที่จะไม่ทำให้ของเล่นเสียหายอีกด้วย น่ารักจริงๆ 



 ** คู่มือจากคุณครูสรุปได้ว่า ครูขออนุญาตคุณพ่อกับคุณแม่ให้เด็กๆพาน้องหมีมาพักค้างคืนที่บ้าน โดยต้องปฏิบัติกับน้องหมีดังนี้
- ห้ามพาน้องหมีออกนอกบ้านเมื่อเด็กๆออกไปเล่นข้างนอก เนื่องจากน้องหมีอาจสกปรก ชำรุด หรือหายได้
- ห้ามทำความสะอาดน้องหมีด้วยการซัก เพราะขนน้องหมีบอบบาง หากซักล้างไม่ถูกวิธีอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้
- ห้ามป้อนอาหารแก่น้องหมี เพราะน้องหมีกินได้เฉพาะอาหารพิเศษ ที่คุณครูป้อนให้ที่โรงเรียนมาก่อนแล้ว
- เวลาที่เด็กๆทานอาหาร เด็กๆจะต้องทิ้งให้น้องหมีรอและนั่งเล่นในห้องอื่น เพื่อที่ว่าอาหารของเด็กๆจะไม่หกเลอะเทอะบนตัวน้องหมี
- ขอให้เด็กๆจำไว้ว่าต้องนำน้องหมีกลับมาที่โรงเรียนในวันต่อมา เพราะน้องหมีเป็นผู้ช่วยของคุณครูและห้องเรียนคือบ้านของน้องหมี


 จิตรกรไทเลอร์ขมักเขม้นวาดรูปและเขียนรายงาน
เพิ่มเติมว่าเมื่อพาน้องหมีกลับบ้านแล้ว ได้แนะนำให้รู้จักใครที่บ้าน และได้ทำกิจกรรมอะไรกับน้องหมีบ้าง



 " Lauantaina Nalle tapasi ison Nalleni. Illalla he nukkuivat yhdessä. Sunnuntaina minä, Nalle ja iso Nalle katselimme lastenohjelmaa televisiosta. Lopun päivän Nalle ja iso Nalle leikkivät yhdessä piilosta. " - Thailer





 " วันเสาร์น้องหมีได้เจอกับพี่หมีของผม เย็นนั้นเองหมีทั้งสองก็นอนหลับด้วยกัน พอถึงวันอาทิตย์ ผม น้องหมีและพี่หมี พวกเรานั่งดูการ์ตูนในโทรทัศน์ด้วยกัน หลังจากนั้นน้องหมีกับพี่หมีก็เล่นซ่อนหากันตลอดทั้งวัน "
- ไทเลอร์

วันเสาร์, มิถุนายน 01, 2556

1A luokan todistusten jako : ไทเลอร์เรียนจบชั้นเกรดหนึ่ง

Thailer sai lukuvuositodistuksen tänään. Kaikki meni hyvin. Onnea Thailerille! :)

Thailer received a certificate of the academic year today. All went well. Congratulations Thailer! ;)

วันนี้ไทเลอร์ได้รับใบประกาศจบการศึกษาชั้นเกรดหนึ่ง ใบประเมินผลการเรียนออกมาดี แต่พฤติกรรมบางอย่างในชั้นเรียนอาจต้องปรับปรุง อย่างไรก็ตามประเมินผลโดยรวมถือว่าดี ดีใจด้วยนะลูกรัก จุ๊บจุ๊บ ^^






ป.ล. ลองสังเกตดูนะ ห้องเรียนชั้นเกรดหนึ่งของที่นี่มีนักเรียนไม่เกิน 20 คนต่อห้อง โต๊ะก็วางเรียงกันเป็นแถวห่างกันพอควร ไม่แออัด กำกับด้วยครูประจำชั้นหนึ่งคนนั่งโต๊ะหน้าห้อง ส่วนโต๊ะหลังห้องที่มีดอกไม้วางอยู่เป็นโต๊ะครูผู้ช่วย อุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน มีการเรียนการสอนแค่ครึ่งวัน ส่วนการบ้านไม่ได้มีให้ทำทุกวัน การสอบประเมินผลก็ประมาณสองครั้งต่อหนึ่งเทอม เรียนน้อยกว่าเมืองไทยหลายเท่าแต่คุณภาพการเรียนการสอนเป็นอันดับต้นๆของโลก อยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้บ้างจัง

วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 23, 2556

เมื่อเด็กชายไทเลอร์ย้ายมาอยู่ฟินแลนด์ (2)


ต่อจากโพส เมื่อเด็กชายไทเลอร์ย้ายมาอยู่ฟินแลนด์...

อย่างไรก็ตามเด็กที่นี่ก็มีข้อเสียหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง และเป็นลักษณะนิสัย ที่พ่อแม่ต้องช่วยกันดูแลเสริมสร้าง เช่น 

1.การเคารพผู้ใหญ่ และกาลเทศะ เด็กหลายคนไม่เคารพครูบาอาจารย์ หัวเราะ ล้อเลียนครู และไม่มีกาลเทศะ เหตุเพราะ ไม่มีการเรียกตำแหน่งนำหน้าชื่อครู เด็กจึงเรียกแค่ชื่อเฉยๆ ซึ่งเป็นการลดความแตกต่างระหว่างครูผู้อบรมสั่งสอนกับนักเรียน    (เพราะคนที่นี่มีความเท่าเทียมกัน ทุกเพศทุกวัย) อีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่ห้ามตีเด็ก ห้ามลงโทษเด็กทางกายโดยเด็ดขาด ครูจึงทำได้แค่ตักเตือน หรือ ปล่อยเด็กให้นั่งหลบมุมคนเดียวเพื่อนทบทวนวีรกรรมของตัวเอง หรือแจ้งผู้ปกครองให้ทราบเพื่อสั่งสอนให้เด็กปรับปรุงตัวเอง เป็นต้น จากความเห็นของเราเอง คิดว่าวิธีการพวกนี้ไม่น่าจะทำให้เด็กหลาบจำเพราะไม่มีใครเกรงกลัวผู้ใหญ่เลย ความเคารพก็ย่อมมีน้อยลงนอกจากนั้นการที่ไม่มีเครื่องแบบนักเรียน เด็กสามารถสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดามาเรียนหนังสือ จึงอาจเกิดช่องโหว่ให้เด็กบางคนสวมใส่เสื้อผ้าอย่างไม่ถูกกาลเทศะเช่น ครั้งแรกที่พวกเราไปงานประชุมผู้ปกครองเราเห็นเด็กผู้หญิงวัยมัธยมต้นคนหนึ่ง          นุ่งน้อยห่มน้อยมาโรงเรียน(เป็นช่วงหน้าร้อนแบบกระโปรงสั้นจู๋ ท่อนบนใส่แค่บิกินี่ปิดหน้าอกและคลุมด้วยเสื้อแจ็คเก็ทเท่านั้น แอบเห็นด้วยว่า สาวน้อยคนนี้มีอาการเขินอายเล็กน้อยเพราะเธอพยายามใช้หมวกกันน็อคที่หิ้วมาด้วย ปิดบังหน้าท้องเหนือกระโปรงที่ไม่มีอะไรปกคลุมเอาไว้ แหม อายแล้วยังกล้าใส่มาโรงเรียนเนอะหรือว่ามันเป็นแฟชั่นของเด็กสาววัยรุ่นของที่นี่ เพราะยิ่งแต่งตังให้เปรี้ยวเท่าไหร่ยิ่งดูโตเป็นสาวมากขึ้นเท่านั้น แต่มันไม่ถูกกาลเทศะเลยจริงๆนะเธอ

2.ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น สิ่งนี้ระบบการศึกษาสอนไม่ได้ ต้องปลูกฝังกันในครอบครัว เนื่องจากเด็กถูกสั่งสอนให้มีความอิสระเป็นตัวของตัวเอง สมองของเด็กจึงคิดถึงแต่ตัวเอง สนใจแต่เรื่องของตัวเองความต้องการของตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เด็กจะมองข้ามความต้องการของตัวเองแล้วแล้วให้ความสนใจ ความต้องการของคนอื่น เห็นใจคนอื่น ต้องการแบ่งปัน หรือให้โดยไม่หวังผลตอบแทน วิธีที่ดีที่สุดที่จะสอนเด็กให้มีเมตตาคือ พ่อและแม่ต้องทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง

3.ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ วัยเด็กอาจยังไม่แสดงให้เห็นเด่นชัดเพราะเป็นวัยที่มีความใกล้ชิดกับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูมากที่สุด อีกทั้งวัฒนธรรมการแสดงความรักนั้นค่อนข้างเปิดเผย เด็กๆจึงแสดงความรักโดยการกอดและหอมแก้มหรือจุ๊บคนในครอบครัวได้อย่างน่ารัก ไม่เคอะเขิน แต่พอโตขึ้นและมีความนึกคิดเป็นของตัวเอง ยิ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่นยิ่งเป็นวัยที่ต้องการแยกตัวออกจากครอบครัวและหมกมุ่นอยู่กับปัญหา, ความรู้สึกของตัวเอง, หรือเพื่อน ดังนั้นวัยรุ่นจึงใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง การสื่อสารหรือการแสดงความรักต่อครอบครัวก็ยิ่งน้อยลงไปด้วย พอผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นอายุย่างเข้าสิบแปดปี ก็เริ่มปีกกล้าขาแข็ง จึงย้ายออกจากบ้าน จากครอบครัวเพื่อดำเนินชีวิตของตัวเอง  ทีนี้ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็เริ่มห่างเหิน นานทีปีหนก็กลับมารวมญาติเช่น เทศกาลคริสต์มาส อีสเตอร์ หรือวันสำคัญของครอบครัว เป็นต้น ดูลักษณะเหมือนสังคมเมืองทั่วไป แต่ลึกๆแล้วความห่วงใยหรือการระลึกถึงพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของชาวตะวันตกนั้นเทียบไม่ ได้เลยกับ ความรักใคร่กลมเกลียวกันในครอบครัวของคนเอเชีย

ตัวอย่างพวกนี้เป็นเพียงประสบการณ์และการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเอง อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในตัวเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่แตกต่างกันด้วย ไม่ได้เหมาหมดว่าเด็กที่นี่ทุกคนเป็นอย่างนี้ แม้ไทเลอร์เองจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยเชื่อฟังแม่ มีเถียงและงอนกันบ้าง แต่อย่างน้อยเค้าฟังพ่อและอยากพูดคุยกับพ่อมากกว่าเพราะคุยกัน และสอนกันแบบผู้ชาย แต่เราก็พยายามทำกิจกรรมกับลูกบ่อยๆเพื่อที่จะได้ฝึกพูดภาษาไทยกันด้วย เช่น อ่านหนังสือ ร้องเพลง และออกกำลังกายนอกบ้าน เป็นต้น

วันจันทร์, มกราคม 21, 2556

เมื่อเด็กชายไทเลอร์ย้ายมาอยู่ฟินแลนด์


ตั้งแต่ย้ายมาตั้งรกรากในฟินแลนด์สิ่งหนึ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของลูกชาย คือ เค้ารับผิดชอบดูแลตัวเองได้ค่อนข้างดีทีเดียว ตัวอย่างเช่น


1.ตื่นนอนเองทุกวันโดยใช้นาฬิกาปลุก แปรงฟันและเทอาหารเช้าให้ตัวเองทาน

2.ไทเลอร์เดินไปและกลับโรงเรียนได้เองโดยมีเวลากำกับด้วยอย่างเช่น ออกจากบ้าน เจ็ดโมงครึ่งและกลับถึงบ้านสี่โมงครึ่ง และโดยปกติใช้เวลาเดินทางไป-กลับโรงเรียนไม่เกินยี่สิบนาที และระหว่างทางต้องเดินข้ามถนนบนทางม้าลายด้วยจึงต้องรอสัญญาณไฟข้ามทุกครั้งแต่ลูกก็ไม่เคยเจอปัญหาเรื่องการเดินทาง นอกจากบางวันจะไปเรียนสายเนื่องจากออกจากบ้านช้า หรือแวะเล่นหิมะบนทางเท้าก็ตาม (ซึ่งพ่อกับแม่ก็ต้องอธิบายเหตุผลว่าทำอย่างนี้สกปรกและเป็นอันตราย และห้ามไม่ให้ทำอีก อีกอย่างหนึ่งคือการไปโรงเรียนสาย ถือว่าไม่เคารพคุณครูและเพื่อนๆ และในประเทศฟินแลนด์ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เมื่อทุกคนมาพร้อมแต่เหลือเราคนเดียวก็จะไม่มีใครรอเราอาจถูกทิ้งได้หากเป็นวันเดินทางไป ทัศนศึกษาและกำหนดเดินทางตรงเวลาแต่เรากลับไปสาย เป็นต้น)

3.เมื่อจะออกไปข้างนอกไทเลอร์แต่งตัวและรับผิดชอบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ของเด็กที่นี่เลย โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิติดลบ เพราะอุปกรณ์เยอะมาก ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างน้อยเด็กทุกคนต้องใส่ กางเกงตัวในขายาว ถุงเท้าอุ่น                               (ไทเลอร์ใส่ถุงเท้าสองชั้น) เสื้อตัวในและกางเกงขายาว เสื้อกันหนาว กางเกงและเสื้อกันลมและหิมะ รองเท้าบู้ท ถุงมือกันลมและหิมะ และหมวกอุ่นปิดหู แต่งตัวแต่ละครั้งจึงใช้เวลาเยอะ แต่พอได้ฝึกทุกวันก็ใช้เวลาน้อยลง แล้วพอเข้าไปในตึกก็ต้องถอดชุดเสื้อกางเกงกันลม ถุงมือ หมวกและรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน เด็กๆทุกคนก็ต้องดูแลรับผิดชอบทรัพย์สินของตัวเอง เก็บเข้าที่เองจะได้ไม่ปนกับของเพื่อน เป็นต้น

4.ห้องพักของพวกเราอยู่ในตึกเจ็ดชั้น พวกเราพักอยู่ชั้นสาม แต่ประตูหน้าตึกต้องใช้โค้ดหรือกุญแจไขเข้ามา เรายังไม่ใว้ใจให้ลูกถือกุญแจจึงบอกโค้ดประตูหน้าให้ลูกกดเปิดเข้ามา ขึ้นลิฟท์มาชั้นสาม แล้วมากดกริ่งหน้าห้องเมื่อถึงบ้าน ลูกก็ไม่เคยมีปัญหาเข้าในตึกไม่ได้ แล้วยังขึ้น-ลงลิฟท์ได้เองด้วย

5.ตักอาหารและเก็บจานหลังทานข้าวทั้งที่บ้านและโรงเรียน ต้องทานให้หมดจานทุกครั้ง และถ้ามีสลัดผักก็ต้องทานด้วย

ตัวอย่างพวกนี้อาจดูไม่มากและดูปกติสำหรับเด็กฟินน์ทั่วไป แต่เราก็คิดว่ามันไม่ธรรมดาสำหรับเด็กไทยที่เกิดและเติบโตในเมืองไทยอย่างไทเลอร์และ ตัวแม่เองทำให้ได้คิดว่านี่เองคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศเราต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ 

ประสบการณ์ที่ได้รับเมื่อมาอยู่ต่างแดนนอกจากจะได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างวิธีปฏิบัติต่อเด็กของประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังทำให้ได้มองเห็นประเทศเราในมุมที่ต่างไป ที่นี่เด็กที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังและอนาคตของชาติได้รับการปฏิบัติ, การปกป้อง-ดูแล-รักษาทั้งทางกายและทางจิตใจ, ได้รับสิทธิการคุ้มครองทางกฎหมาย และสิทธิเข้ารับบริการสาธารณูปโภคของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น การศึกษา การตรวจรักษาสุขภาพกายและฟัน การเข้าใช้บริการสระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น หรือห้องสมุด ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างชาติหรือเด็กฟินน์จะได้รับสิทธิที่ว่ามาอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงกัน ขอย้ำว่าเท่าเทียมกันโดยไม่เกี่ยงว่าครอบครัวจะมีฐานะดีหรือไม่ หรือมีถิ่นฐานอยู่เขตไหนของประเทศ นี่คือความแตกต่างที่เห็นเด่นชัดจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย นอกจากนี้การอบรมสั่งสอนเด็กตั้งแต่เล็ก ก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เด็กเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น รู้ความต้องการของตนเอง มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา รู้จักเหตุผลและตรรกะเบื้องต้น เข้าใจความเท่าเทียมกัน รู้จักดูแลทรัพย์สินส่วนตัว และช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นต้น