วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 15, 2557

นักเรียนเก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร? โดย รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์


นักเรียนเก่งที่สุดในโลกเขาปั้นกันอย่างไร?
รศ.ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ Ph.D.

นักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีของประเทศฟินแลนด์ สามารถทำคะแนนจากแบบทดสอบคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านได้ดีที่สุด ในบรรดาประเทศในกลุ่มองค์การเพื่อการพัฒนาและร่วมมือกันด้านเศรษฐกิจ (OECD-Organization for Economic Cooperation and Development)การทดสอบด้วยโปรแกรมการประเมินนักเรียนนานาชาติ เรียกว่า PISA-Programme for International Student Assessment เป็นโครงการประเมินของผลการเรียน เป็นช่วงๆ ละ 3 ปี สำหรับนักเรียนอายุ 15 ปีของประเทศสมาชิก

ปีแรกทำการประเมินในปี ค.ศ. 2000 เน้นทดสอบด้านความสามารถในการอ่าน ช่วงที่ 2 ประเมินในปี 2003 ทดสอบด้านคณิตศาสตร์ และ การแก้ปัญหา และในปีพ.ศ. 2006 ทำการทดสอบความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติจากผลการทดสอบล่าสุดปี 2003 มีนักเรียนเข้าร่วมจำนวน 6,235 คน จากโรงเรียน 197 แห่ง จาก 161 ประเทศซึ่งนับรวมประเทศไทยด้วย

ปรากฏว่านักเรียนจากฟินแลนด์ ชนะเลิศในวิชาการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนเทคนิคการแก้ปัญหาแพ้แก่นักเรียนจากประเทศเกาหลีไต้เพียงเฉียดฉิว ในทุกวิชานักเรียนฟินแลนด์ ทำค่าคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าประเทศอื่นๆ ในกลุ่ม OECD ประมาณ 40-50 คะแนน จากคะแนนเฉลี่ยโดยทั่วไปประมาณ 500 คะแนน

ความเข้าใจและใส่ใจต่อความต้องการของเด็กคือกุญแจสู่ความสำเร็จจากการสำรวจโรงเรียนของฟินแลนด์พบว่า กุญแจสำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จดังกล่าว ประกอบด้วย

1. การประกันความเสมอภาคทางโอกาสแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่แบ่งชนชั้น

2. ไม่มีการเปรียบเทียบผลการเรียนระหว่างบุคคล จะเน้นการให้ความช่วยเหลือแนะแนวทางนักเรียนที่มีความต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทั้งนี้พบว่ามีเด็กนักเรียนเพียงจำนวนน้อยนิดที่ต้องเรียนซ้ำชั้น

3. ปัจจัยเสริมอื่นๆ ที่เกื้อหนุนให้นักเรียนฟินแลนด์ เก่งกาจขนาดนี้มีหลากหลายปัจจัย เช่นเด็กเล็กๆ รู้สึกปลอดภัยและอบอุ่น และมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นจากการสอนของครูเพียงคนเดียว นักเรียนเรียกชื่อแรกของครู เหมือนคนไทย ไม่มีการให้เกรดในการประเมินการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนเป็นไปในลักษณะอบอุ่น เป็นธรรมชาติ มีการเน้นการสร้างสรรค์บรรยากาศอันรื่นรมย์ และจูงใจให้เกิดเรียนรู้เป็นอย่างสูงในโรงเรียน การจัดให้มีเครือข่ายห้องสมุดแบบผสมผสาน การจัดให้บริการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความสามารถในการอ่านของนักเรียนโดยตรง นักเรียนฟินแลนด์ เป็นนักอ่านชั้นยอดเกือบทุกคน รายการโทรทัศน์จากต่างประเทศ จะออกอากาศเป็นภาษาต่างประเทศโดยตรง และใช้ภาษาฟินแลนด์เป็นตัววิ่งอยู่ด้านล่าง ซึ่งเป็นวิธีช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้ดีขึ้น สามารถ อ่านภาษาของตนเองได้เร็วขึ้น

หลักและวิธีการสอน.. การเรียนการสอนยึดหลัก การเรียนรู้ด้วยการกระทำและจากพื้นฐานกิจการของชุมชน (Learning by doing and Community Orientation) ของนักการศึกษาชาวฝรั่งเศสชื่อ Ce'lestin Freinet ซึ่งปรากฏให้เห็นทั้งในหลักสูตรแกนกลางแห่งชาติ และหลักสูตรเฉพาะของแต่ละเมือง โรงเรียนบางแห่งเช่น Stromberg School ยอมรับหลักการดังกล่าวในเชิงปฏิบัติ โดยการออกแบบและสร้างโรงเรียนให้เป็นห้องปฏิบัติการเรียนรู้ และจัดกิจกรรมของผู้เรียน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาเรียนในแต่ละชั้นเรียนจะมีหลากหลายช่วงอายุของนักเรียน จะไม่มีการนำผลการเรียนมาเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างบุคคล การมอบหมายงานระหว่างนักเรียน เรียนเร็ว และเรียนช้า จะมีความแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมของแต่ละคนการเรียนรู้เริ่มจากกิจกรรมประจำวันกิจกรรมการเรียนของนักเรียนเริ่มจากการเข้าไปมีส่วนร่วมในงานประจำวันทั่วไป ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ละกลุ่มจะสลับกันทำกิจกรรมต่างชนิดกัน เช่นเข้าไปดูเรือนเพาะชำกล้าไม้ ชมห้องสมุด การเก็บขยะกระดาษ การนำวัสดุเหลือใช้มาใช้ใหม่ การทำปุ๋ยหมัก สนามหญ้า ตู้ปลา ช่วยงานโรงอาหาร ช่วยเลี้ยงและให้อาหารเต่าทะเล ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ ครูจะไม่เป็นผู้แนะนำ แต่จะให้บุคลากรในสถานที่นั้นๆ เป็นพี่เลี้ยงให้ เช่น พนักงานทำความสะอาด แม่ครัว ยาม ฯลฯ ซึ่งทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน

ในการให้การศึกษาแก่เด็กนักเรียนทุกคนชั้นเรียนเปิดต้อนรับ พ่อ-แม่ผู้ปกครองเข้ามาช่วยสอนในห้องปฏิบัติการ และช่วงเย็นหลังเรียน ขณะเดียวกันโรงเรียนจะนำนักเรียนไปดูงานนอกสถานที่เป็นประจำในแต่ละปีโรงเรียนจะมีเป้าหลักเพื่อการเรียนรู้แตกต่างกันไปเกี่ยวกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ (Water Earth Air and Fire) การเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ สามารถประมวลเข้ากับสถานที่ต่างๆได้อย่างกลมกลืนและมีศิลปะ เช่น สนามเด็กเล่น สถานรับรับเลี้ยงดูเด็กตอนกลางวัน ฯลฯ

โรงเรียนแบบประสมนักเรียนฟินแลนด์เริ่มเข้าเรียนตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ใช้เวลาเรียนในภาคบังคับ 9 ปี จนอายุ 15 ปี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งค่าเรียน ค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทางไปกลับ จากโรงเรียน ค่าดูแลรักษาสุขภาพฟรีทั้งหมด

สรุปปัจจัยเบื้องหลังความสำเร็จของนักเรียนฟินแลนด์

1. โครงสร้างทางสังคมซึ่งเสริมส่งการอ่าน
ก. วัฒนธรรม ความรักการอ่านหนังสืออย่างจริงจังของชาวฟินแลนด์ เช่นเกือบทุกบ้านเป็นสมาชิกรับหนังสือพิมพ์, พ่อแม่ช่วยลูกอ่านหนังสือที่บ้าน ค่านิยมเรื่องการอ่าน การรู้หนังสือเป็นที่ยอมรับของสังคม สื่อมวลชนมีบทบาททางสร้างสรรค์ก่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านและการเขียน ฯลฯ
ข. ระบบเครือข่ายของห้องสมุดที่มีมากมายกระจายทั่วทุกพื้นที่ มีเครื่องมืออำนวยความสะดวกทันสมัย มีหนังสือตำรา ที่ควรค่าต่อการอ่านสำหรับครอบครัว สามารถสืบค้นจากอินเทอร์เน็ตได้ มีพนักงานห้องสมุดที่ให้บริการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ให้เข้ากับโรงเรียน
ค. แม่ของเด็กชาวฟินแลนด์ จะมีการศึกษาสูง ตำแหน่งการงานดี เป็นแบบอย่างแก่เด็กหญิงชาวฟินแลนด์ได้ดี โดยเฉพาะด้านการอ่านหนังสือมีมากกว่าผู้ชาย (พ่อ)
ง. การใช้ตัววิ่งภาษาฟินแลนด์ในภาพยนตร์ต่างประเทศ เสียงในฟิล์มทำให้เด็กชาวฟินแลนด์อ่านได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
จ. การท่องเน็ต, การส่งข้อความสั้นๆ (SMS) การเล่นเกมส์ เป็นงานอดิเรกสามารถเพิ่มนิสัยรักการอ่านได้ แม้อาจลดการอ่านหนังสือลงบ้าง


2. ปัจจัยเรื่องการเรียนการสอนและภาษาฟินแลนด์
ก. ตัวอักขระ และการเขียนของภาษาฟินแลนด์ ตรงกับเสียงที่เปล่งออกมาอย่างตรงไปตรงมา ทำให้การเรียนรู้ในการอ่านทำได้ง่าย (What you say is What you write)
ข. หลักสูตรแห่งชาติเน้นทักษะกลยุทธ์การอ่าน และการเขียน ส่วนวิธีการประเมินเพื่อปรับปรุงให้ครูและโรงเรียนมีอิสระในการเลือก
ค. อุปกรณ์การสอนมีหลากหลาย ครูสามารถเลือกวัสดุประกอบการสอนได้อย่างเป็นอิสระ
ง. นักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือก หนังสือ วารสาร หรือสื่ออื่นๆ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนการอ่าน
จ. เด็กๆ จากครอบครัวผู้อพยพสามารถเรียนรู้การอ่านด้วยภาษาของตนเอง
ฉ. ครูมีส่วนช่วยให้นักเรียนอ่านหนังสือในเวลาว่างทุกโอกาส
ช. โรงเรียนและห้องสมุด, หนังสือพิมพ์ และวารสารมีส่วนช่วยในการเรียนเป็นอย่างสูง

สรุปภาพรวมของความสำเร็จ

- ถามว่าฟินแลนด์จัดหาครูเก่งได้อย่างไร?
อาจเป็นเพราะค่านิยมเรื่องการอ่านออกเขียนได้ ได้รับการยกย่อง ดังนั้นการคัดเลือกผู้ที่จะไปสอน หรือฝึกสมองคน จึงกระทำอย่างเข้มข้น ผู้สมัครเข้าเรียนครู 7 คนจะได้รับการคัดเลือกเพียง 1 คนซึ่งเข้มข้นกว่าการคัดเลือกเข้าเรียนเป็นแพทย์ วิศวกร หรือ นักกฎหมาย ครูที่ไร้ความสามารถจะถูกไล่ออกซึ่งมีน้อยมาก ครูมีเสรีภาพทางวิชาการสูงมาก สามารถเลือกวิธีสอนได้เอง เลือกสื่อการสอนเองหรือไม่เลือกเลยก็ได้ ไม่มีการประเมินหรือตรวจสอบครู
- การไม่มีแบบทดสอบมาตรฐานไม่มีการสอบไล่ ทำให้นักเรียน เรียนด้วยความสบายใจไม่กดดันและเป็นธรรมชาติ มีการสอบเข้มข้นเพียงครั้งเดียวตอนอายุ 18 ปี คือการสอบเข้าเป็นนักศึกษา (Matriculation) ในมหาวิทยาลัย โดยเฉลี่ยนักเรียน 2 ใน 3 ส่วนสามารถสอบเข้าเรียนต่อได้- การให้บริการอาหารกลางวัน การเดินทาง การบริการสุขภาพและ ค่าเล่าเรียนจัดให้ฟรี ทั้งหมดทำให้ครูและนักเรียนสามารถมุ่งเรื่องการเรียนรู้ได้อย่างเต็มที่
- นักเรียนได้รับการฝึกให้ค้นคว้าด้วยตนเอง ตั้งเป้าหมายการเรียนด้วยตนเอง และประเมินตนเองตลอดเวลา
- ครูต้องให้กำลังใจนักเรียนเท่านั้น และต้องถือว่าข้อผิดพลาดของนักเรียนคือโอกาสแห่งการเรียนรู้ใหม่ๆ ครูต้องช่วยเหลือเต็มที่

แหล่งอ้างอิง1. เฟอร์กัส บอร์เดวิช เรียนดีเลิศ Reader?s Digest กันยายน 2548. P95-1012. The Finnish School-a source of skills and well-being available : http://virtual.finland.fi/Education_Research/


posted by ดร.สุพิทย์ กาญจนพันธุ์ @ 2:38 PM


http://karnta.blogspot.com/2005/09/blog-post_112742529433820714.html

วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 02, 2557

Go Go Thailer, Go Go JäPS !!!




เมื่อวานนี้ไทเลอร์แข่งฟุตบอลทั้งหมดสี่เกมส์ เกมส์ละประมาณครึ่งชั่วโมง ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศซะด้วย แต่เสียดายที่รอบชิงฯแพ้ไปสองประตู เค้าได้เล่นทั้งตำแหน่งกองหน้าและผู้รักษาประตู ไทเลอร์ยิงเข้าประตูไปสี่ลูกและเล่นดีซะจนได้บัตร Fair Play (เมื่อจบการแข่งขัน ผู้เล่นที่เล่นได้ดีที่สุดของแต่ละทีมจะได้รับบัตรนี้จากกรรมการ)มาสองใบจากสองเกมส์แรก แม่ภูมิใจนะเนี่ย! 

Yesterday was Thailer's football tournament. He and his team played 4 matches including Final match. Altogether he scored 4 goals and received two Fair Play cards as a goalkeeper and a striker. Mommy couldn't be more proud. ^_^


1-2-2014 JäPS football tournament, Boys age group 2005 (JäPS Valkoinenjoukkue)
Second match

ป.ล. เด็กๆพวกนี้อายุแปดขวบเองนะ คงเทียบกับเกมส์ระดับผู้ใหญ่ไม่ได้ แต่เล่นกันจริงจังมาก นาทีที่ 10.14 ผู้รักษาประตูแอบงอนด้วยอ่ะ ดูแล้วก็อดขำไม่ได้  :D

วันศุกร์, มกราคม 24, 2557

บทความการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ และประสบการณ์ที่คุณแม่อยากเล่า

บทความข่างล่างนี้จำไม่ได้ว่าใครเขียน แล้วเขียนไว้ตั้งแต่ปีไหนแล้ว แต่ชอบมากเพราะเขียนได้ถูกต้องตามความเป็นจริงเลย! ดูจากลูกชายซึ่งกำลังเรียนเกรดสอง(ป.สอง)ที่นี่ สังเกตเห็นว่ามีชั่วโมงเรียนแค่ช่วงเช้า ทานอาหารกลาง
วันที่โรงเรียนประมาณสิบเอ็ดโมง และเรียนต่อจนถึงเวลาไม่เกินบ่ายสองโมงก็สามารถกลับบ้าน หรืออาจเลือกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนต่อได้ การบ้านก็ไม่ได้มีทุกวัน ค่าเรียน ค่าอาหารกลางวันหรือค่าหนังสือก็ไม่มี แต่หากลูกทำกิจกรรมหลังเลิกเรียนที่โรงเรียน (หรือพูดง่ายๆว่าฝากเลี้ยงหลังเลิกเรียน เพราะผู้ปกครองยังไม่กลับถึงบ้าน) ก็จะมีค่าใช้จ่ายต่อเดือนเพื่อจ้างครูพี่เลี้ยงดูแลเด็ก รวมของว่างที่โรงเรียนก่อนกลับบ้านไม่เกินสี่โมงครึ่ง

ส่วนภาระการรับ-ส่งเด็กไปโรงเรียนนั้นไม่ได้อยู่กับผู้ปกครองแต่ฝ่ายเดียว เด็กที่ขึ้นชั้นเกรดหนึ่ง(หรือระดับป.หนึ่งของบ้านเรา)ก็สามารถเดินไป-กลับโรงเรียนเองได้แล้ว โดยทางโรงเรียนให้ความรู้แก่เด็กๆเกี่ยวกับกฎการเดินทางบนท้องถนน และช่วงวันเปิดเทอมก็จะมีอาสาสมัครคอยดูแลความปลอดภัยแก่เด็กๆขณะเดินทางไป-กลับโรงเรียน และถ้าเด็กโตขึ้นอีกหน่อยประมาณเกรดสามจะได้รับอนุญาตให้ปั่นจักรยานไปโรงเรียนได้ แต่หากบ้านอยู่ค่อนข้างไกลจากโรงเรียน(ไม่ต่ำกว่าหนึ่งกิโลเมตร)ผู้ปกครองก็สามารถยื่นขอใช้บริการรถรับส่งนักเรียนที่ทางจังหวัดจัดหาให้โรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้ปกครองจึงไม่จำเป็นต้องขับรถรับส่งเด็กเอง


รถรับส่งนักเรียนนี้จะมีหน้าตาคล้ายรถตู้คันเล็ก และจะจอดรับและส่งเด็กที่ป้ายจอด"school bus" ริมถนนที่อยู่ใกล้บ้านที่สุดตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่นทุกวันเวลาเจ็ดโมงจะไปรับเด็กชายมิกโกะที่ป้ายจอดใกล้บ้านของมิกโกะ หลังจากนั้นขับไปอีกสิบนาทีจึงจะถึงป้ายจอดใกล้บ้านของเด็กชายไทเลอร์ ดังนั้นไทเลอร์ก็จะต้องมายืนรอก่อนเวลาเจ็ดโมงสิบนาทีเพราะรถมาค่อนข้างตรงเวลาและจะจอดรอเด็กแต่ละป้ายได้แค่สิบนาที และหากเด็กต้องขาดเรียนผู้ปกครองต้องแจ้งให้ทั้งครูประจำชั้นและคนขับรถรับส่งทราบทันที 


นอกจากประสิทธิภาพด้านการเรียนการสอนแล้ว ผู้ปกครองและคณะผู้สอนยังสามารถติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กันได้อย่างเป็นกิจวัตรโดยใช้โปรแกรมออนไลน์ที่ชื่อว่า Helmi, Wilma, Kivahko และ Oiva โดยใช้เสมือนเป็นสมุดบันทึกประจำวัน ที่ผู้ปกครองจะได้รับข่าวสารจากคุณครู หรือคณะผู้บริหารโรงเรียน และยังสามารถเขียนโต้ตอบกันได้เป็นการส่วนตัว นอกจากนี้หากเด็กจำเป็นที่จะต้องขาดเรียน ผู้ปกครองก็สามารถแจ้งให้ครูประจำชั้้นทราบผ่านทางโปรแกรมนี้หากไม่สะดวกส่งข้อความทางโทรศัพท์ หรือหากสงสัยว่าเด็กขาดเรียนวันไหน เป็นจำนวนกี่วัน ผู้ปกครองก็สามารถเช็คย้อนหลังได้ และยังสามารถส่งข้อความเพื่อติดต่อสอบถาม หรือปรึกษาปัญหาสุขภาพของเด็กกับพยาบาลประจำโรงเรียนได้อีกด้วย สะดวก รวดเร็วและใช้ง่ายมาก (เพราะคุณแม่เข้าไปเช็คข้อความอยู่ทุ้กวัน)


สิ่งที่เล่ามาเป็นนับเป็นตัวอย่างเล็กน้อยที่คุณแม่และคุณลูกได้รับจากประสบการณ์ตรงจากสถาบันการศึกษาในประเทศฟินแลนด์ จุดประสงค์ไม่ได้ต้องการยกยอระบบการศึกษาของประเทศนี้ว่าดีที่สุด แต่ต้องการแชร์ตัวอย่างที่ดีที่ประเทศของเราอาจนำไปปรับใช้เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาของเราให้ดีขึ้นแน่นอนว่าระบบของเค้ามีกระบวนการพัฒนามายาวนาน กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ได้ จึงอยากให้ประเทศของเราเริ่มต้นพัฒนากันตั้งแต่วันนี้ และหวังว่าสักวันหนึ่งระบบการศึกษาไทยจะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพทันโลกได้สักที...

การศึกษาในประเทศฟินแลนด์ไม่ได้มีนโยบายเป็นร้อยๆข้อเหมือนบ้านเรา แต่ใช้แค่กลไกหลักๆแค่ 3 ข้อเท่านั้นในการตอกเสาเข็มให้ระบบการศึกษาของเขาทั้ง 3 ข้อที่ว่านี้ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเกินความเข้าใจของเราเลย คือต้องมีกลยุทธ์ให้ครบทุกระยะ กับเน้นให้ทุกแผนงานต้องตอบสนองกับการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และข้อสุดท้ายคือการเริ่มต้นกับคนที่มีบทบาทกับการศึกษามากที่สุดคือ ครู

ลองมาดูในรายละเอียดของแต่ละข้อกันนะครับ เริ่มจากการกำหนดกลยุทธ์ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวเพื่อให้มีแผนครอบคลุมการพัฒนาการตลอดโดยไม่ยึดติดกับการเมือง หรือผู้บริหารที่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอ 

ที่สำคัญคือมุมมองต่อระบบการศึกษาที่ผู้บริหารต้องมองเห็นว่าทรัพยากรมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ดีที่สุด ก็คือระบบการศึกษา 
ซึ่งมุมมองเพียงแค่นี้จะทำให้ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาเป็นอันดับแรก
 
ข้อต่อมาคือการคิดถึงการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันเป็นหลัก เพราะฟินแลนด์นั้นมีทรัพยากรธรรมชาติจำกัดมาก ในขณะที่ประชากรก็ยังมีน้อย การหันมาทุ่มเทกับการพัฒนาคนรุ่นใหม่ จึงเป็นการลงทุนที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถให้กับประเทศได้ดีที่สุด
 
ข้อสุดท้าย ต้องเอาจริงเอาจังกับการสร้างมาตรฐานให้กับครูก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเขาเล็งเห็นถึงบทบาทของครู อาจารย์ ที่สามารถดึงในนักเรียนและนักศึกษารุ่นใหม่เปลี่ยนแปลงตามไปด้วยได้ เพราะการปฏิรูปการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ ต้องได้ครูที่มีความรู้ความเข้าใจและทุ่มเทจริงๆ
 
ผลที่เราเห็นได้ชัดในทุกวันนี้ก็คือรูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างจากบ้านเรามหาศาล เพราะครูในฟินแลนด์ไม่ได้ทำหน้าที่แค่สอนตามตำรา แต่กระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเองให้มากที่สุด ในห้องเรียนครูจึงไม่มีคำตอบให้ กลับมีแต่คำถามเสียเอง
 
การสอนแบบนี้ จุดประกายให้นักเรียนต้องไปหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ย่อมมาจากการสนใจใฝ่รู้และขวนขวายหาข้อมูลต่างๆมาเอง โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ และให้ข้อมูลเสริมต่างๆเพื่อให้เด็กสรุปออกมาเป็นคำตอบได้
 
ที่น่าแปลกใจก็คือแรงจูงใจในการเป็นครูของเขานั้นไม่ได้ทำแค่การเพิ่มเงินเดือนครูให้สูงๆ ให้เท่าเทียมกับอาชีพอื่นๆ แต่หันมาสร้างความภาคภูมิใจในวิชาชีพครูเป็นหลัก จนมีเกียรติสูงไม่แพ้นายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว
 
ฟินแลนด์ยังสร้างความมีส่วนร่วมของครูและผู้ปกครอง โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการ รวม 7 คน ทำหน้าที่กำกับดูแล และวัดผลการศึกษา โดย 1 คน เป็นตัวแทนของครู 1 คนเป็นตัวแทนของพนักงานของโรงเรียน และอีก 5 คนมาจาก Community คือผู้ปกครอง ในทุกต้นเทอมการศึกษาจะมีการประชุมเปรียบเทียบกับเป้าหมาย วัดว่าตรงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้หรือไม่ 
 
จะว่าไปแล้วความเข้มข้นของระบบการศึกษาของเขานั้นเริ่มกันตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกครู ที่ต้องเลือกเฟ้นเฉพาะผู้ที่มีอุดมการณ์และมีความตั้งใจที่จะเป็นครูจริงๆเท่านั้น และยังต้องพร้อมด้วยคุณวุฒิที่สูงมาก เช่นครูระดับมัธยมปลายต้องจบการศึกษาระดับปริญญาโทเท่านั้น
 
ในขณะที่บ้านเราในรอบหลายปีที่ผ่านมานั้นถือได้ว่าวิชาชีพครูถูกทอดทิ้งมาโดยตลอด 
ดูได้จากคะแนนสอบเข้าสถาบันการศึกษาในสาขาครุศาสตร์ หรือศึกษาศาสตร์ เพราะมีผู้คนสนใจเรียนครูน้อยกว่าสาขาวิชาอื่นๆ หรือไม่ก็มาเรียนเพราะสอบเข้าสาขาวิชาที่ตัวเองชอบไม่ได้
 
ดูแล้วไม่น่าแปลกใจเลยที่จะพบว่า ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้านการศึกษาสูงที่สุดในโลก สำหรับเด็กนักเรียนระดับมัธยมต้นคือ 8,200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคน ต่อปี และยังเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุดอีกด้วย 
 
เห็นได้ชัดจากการวัดผลของ OECD ในครั้งนี้ ที่ทำให้ได้เห็นว่าเด็กของเขาเหนือกว่าเด็กๆจากทุกประเทศทั่วโลก และดูจากการคะแนนทั้งหมดของนักเรียนแล้วจะเห็นว่ามีส่วนต่างกันไม่มากนัก เพราะฟินแลนด์เน้นที่การยกระดับให้นักเรียนทั้งหมดมีมาตรฐานใกล้เคียงกันทั้งหมด
 
ตรงกันข้ามกับหลายๆประเทศที่เน้นการพัฒนาเฉพาะเด็กเก่งที่มีพื้นฐานดี แต่ฟินแลนด์กลับพยายามเน้นที่เด็กธรรมดาๆให้เรียนดีเทียบเท่าเด็กเก่งๆ โดยมี 20% ของเด็กทั่วประเทศที่เรียนช้า ต้องใส่ใจเป็นพิเศษและต้องเรียนเพิ่ม โดยรัฐบาลให้งบประมาณสนับสนุนทั้งหมด
 
ความเปรียบต่างของนักเรียนในเมืองกับนอกเมืองของฟินแลนด์จึงต่างกันน้อยมาก ในขณะที่บ้านเราความแตกต่างที่เกิดขึ้นนั้นมากเสียจนทำให้มีเด็กนักเรียนที่ถูกทอดทิ้งมากเสียจนเกินความสามารถที่รัฐจะดูแลทั่วถึง 
 
ถึงผู้เขียนจะชื่นชมฟินแลนด์เป็นพิเศษ แต่ผู้เขียนเองก็เหมือนนักธุรกิจ นักการตลาด นักบริหารและผู้อ่านบิซิเนสไทยที่รักประเทศไทยและอยากเห็นการพัฒนาด้านการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะการศึกษาคือพื้นฐานของสังคมและการพัฒนาประเทศชาติ ก็ได้แต่หวังว่ารัฐบาลใหม่ที่เรากำลังจะได้มาอีกไม่ช้านี้ ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายหลักด้านการศึกษาเป็นอันดับต้นๆ เพื่อพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาของบ้านเราให้ทัดเทียมกับประเทศต่างๆ ซึ่งผู้เขียนคิดว่าคงไม่เกินความฝันของเรานัก หากเราตั้งใจจริง


“Education is the most powerful weapon which you can use to change the world.” 
                                                                       - Nelson Mandela


วันอังคาร, ธันวาคม 24, 2556

X'mas/Joulu 2013

This year we celebrated Christmas at Pirjo's. Liisa-mummo and Anneli came from Iisalmi, and they arrived together with Ilkka just in time for Christmas dinner. After dinner we had sauna with our full bellies. Then followed by a coffee break before Santa Claus came knocking at our front door and disappeared just in time when we opened it. As we had been longing for, he left a big sack of delightful presents for each of us and that brought a cheerful smile on our faces. And it was the moment the little girl in a woman's body remembers most about Christmas. Merry Christmas Everyone! 
PS. This year Mikke, Thailer and I received lots of very practical presents, i.e. movie tickets, pyjamas, alarm clock, bedding, kitchenware, family calender, money, and many more. Thanks to all of you, Elves, who helped Santa packing each and every presents. You knew exactly what we needed!!

วันเสาร์, พฤศจิกายน 30, 2556

Itse tehty kranssi ja pikkujoulu : พวงหรีดคริสต์มาสทำเอง

Tässä näin... mun ensimmäinen kranssi. Tein sen Kukkatalon kranssin teko-kurssilla. Olipa kiinnostavaa nähdä personallisia kransseja, ja pitää hauskaa pikkujoulua työkavereiden kanssa.





มีโอกาสไปเข้าคลาสทำพวงหรีดคริสต์มาส(ภาษาฟินนิชเรียกว่า Joulukranssi โยวลุ-กร้านซซิ ที่นิยมนำไปห้อยไว้หน้าประตูบ้านโดยเฉพาะช่วงเทศกาลคริสต์มาส) กับเพื่อนร่วมงาน พอทำเสร็จก็กินเลี้ยงฉลองเทศกาลคริสต์มาสล่วงหน้า(pikkujoulu ปิ๊กกุโยวลุ)ด้วยกันซะเลย ผลงานของทุกคนออกมาสวยเชียว แต่ที่น่าสนใจคืองานฝีมือจะแสดงเอกลักษณ์ของคนทำ รายละเอียดของสิ่งที่นำมาตกแต่งบอกลักษณะนิสัยของคนๆนั้นได้เยอะทีเดียว เราเองทำเป็นครั้งแรกก็ออกมาหน้าตาเอเชียนิดหนึ่ง เพราะเสียบพริกกับกระเทียมเข้าไปด้วย เสียดายไม่มีขิง ข่า ตะไคร้ ให้เลือกตกแต่ง ไม่งั้นก็คงออกมาเป็นต้มยำกุ้งของไทยนี่เอง ฮ่าฮ่าฮ่า




วันพุธ, พฤศจิกายน 20, 2556

ตัดแว่นสายตา ไม่ยาก และไม่แพงอย่างที่คิด (ตอนที่ 2)

อ่านความเดิมตอนที่แล้ว
และเมื่อได้ใบบันทึกค่าวัดระดับสายตา (silmälasiresepti)มาครอบครองแล้ว แผนต่อไปของสามีจอมตืดคือหาร้านที่ตัดแว่นที่ได้ราคาเหมาะสมที่สุด และแล้วฮีก็กูเกิ้ลจนพบร้านตัดแว่นที่ให้บริการสะดวก รวดเร็ว และง่ายดาย โดยไม่ต้องเจอกับพนักงานคอยเซ้าซี้ แล้วยังประหยัดค่าเดินทางอีกต่างหาก ร้านที่ว่านี้คือ ร้านตัดแว่นตาออนไลน์ favoptic วิธีใช้บริการก็แสนง่าย เกือบทุกขั้นตอนทำได้จากบ้านด้วยอินเตอร์เน็ตนั่นล่ะ

เพียงคลิ๊กเข้าไปในเว็บไซต์ www.favoptic.fi และสมัครใช้บริการโดยกำหนดชื่อ log in หรือใช้เป็นอีเมล์แอ็ดเดรส และพาสเวิร์ดส่วนตัว จากนั้นก็คลิ๊กเลือกโครงและกรอบแว่นตาที่ชอบมาห้าคู่ ขั้นตอนนี้อาจใช้โปรแกรมช่วยเลือกโดยการอัพโหลดรูปถ่ายหน้าตรงของตัวเอง พร้อมระบุความกว้างระหว่างจุดโฟกัสของลูกตาทั้งสองข้าง แล้วคลิกแสดงผลรูปเสมือนสวมแว่นตานั้นถ่ายรูป จากประสบการณ์ตรงโปรแกรมนี้ช่วยได้มากเลย เพราะโครงแว่นมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งแบบโครงโลหะ โครงพลาสติก หรือกระทั่งแบบไร้กรอบ มีหลายสี หลายลาย โครงบางสไตลก็สามารถออกแบบเองไม่ให้ซ้ำใครเลยก็มี ซึ่งบางคนแม้จะคุ้นเคยกับการสวมแว่นตามานาน ก็อาจมีอาการเหวอเลือกไม่ถูกขึ้นมาก็ได้ นอกจากนี้การที่ไม่สามารถหยิบสินค้ามาลองได้จริง จึงอาจทำให้ขาดความมั่นใจในการเลือกสินค้าที่เหมาะกับตัวเองได้ รูปเสมือนสวมใส่แว่นตานี้ช่วยตัดตัวเลือกที่ไม่เหมาะกับเราออกไป ให้เหลือเพียงห้าอับดับที่เราต้องการลองสวมจริงๆ ที่บอกว่าลองสวมจริงนี้หมายความว่า เมื่อเราเลือกแว่นตาที่ต้องการมาห้าคู่แล้ว ทางร้านก็จะส่งโครงแว่นตาตัวอย่างทั้งห้าคู่(ไม่ใช่เลนส์จริง)มาตามที่อยู่ของเรา

ขั้นตอนต่อไปที่ต้องทำคือ ลองสวมจริงและตัดสินใจว่าคู่ไหนเหมาะกับเรามากที่สุด หรือคู่ไหนถูกใจที่สุด หากถูกใจก็จัดแจงกาเครื่องหมายเลือกผู้แทน อ่อ ไม่ช่ายยยย ที่ถูกต้องคือใช้ปากกาเมจิกที่ส่งมาพร้อมแว่นตาตัวอย่าง ทำเครื่องหมายบนแว่นตาเพื่อกำหนดจุดกึ่งกลางของตาดำทั้งสองข้าง แล้วใส่แว่นตาที่เลือกคู่นั้นกลับเข้าไปในซอง แพ็คใส่กล่องเดิมให้ครบทุกคู่ พร้อมแนบก๊อปปี้ใบบันทึกค่าวัดระดับสายตา (silmälasiresepti)ของเราส่งให้เค้าประกอบเลนส์สายตาให้เราใส่เข้าไปด้วย นำกล่องที่แปะสติ๊กเกอร์ติดที่อยู่ที่แนบมาให้ส่งกลับไปยังบริษัททางไปรษณีย์(ค่าส่งฟรีเนื่องจากเป็นพัสดุที่ชำระอาการไปรษณีย์แล้ว) แต่หากยังไม่พอใจแว่นตาตัวอย่างคู่ใดเลยก็สามารถส่งกลับไปด้วยวิธีเดียวกันแต่ไม่ต้องกาเครื่องหมายใดๆบนแว่นตา แล้วกลับไปเลือกแว่นตาแบบอื่นจากเว็บไซต์มาลองอีก จนกว่าจะพบคู่ที่ถูกใจ เป็นอันเสร็จขั้นตอนการลองแว่นตา จากนั้นทำการ log in เข้าไปยังเว็บไซต์เดิม แล้วเลือกแว่นตาคู่ที่เราเลือกใส่ในตระกร้า เช็คเอาท์ เพื่อทำการซื้อแว่นตาออนไลน์ อย่าลืมบันทึกหมายเหตุให้ทางร้านทราบว่า เราได้แนบใบบันทึกค่าวัดระดับสายตาของเราไปพร้อมกับกล่องที่ได้นำส่งกลับไปที่ร้านแล้ว
หลังจากนั้นประมาณสองอาทิตย์ถัดมา ปิ๊งป่อง! และแล้วแว่นตาเม้ดทูออเดอร์ของเราก็เดินทางมาถึงบ้าน พร้อมกล่องใส่แว่นตาทำจากโลหะ เครื่องมือไขปรับน๊อตขนาดจิ๋ว และที่ขาดไม่ได้คือบิลค่าแว่นตาประกอบเลนส์จำนวน 45 ยูโร


ข้อดีของแว่นตาคู่ใหม่คือช่วยทำให้ทัศนียภาพของเราแจ่มขึ้นมาทันตา เห็นโลกชัดขึ้นมาในทันใด แต่ข้อเสียที่ตามมาหลังจากที่เคยหลอกตัวเองว่าหน้าใส ตอนนี้กลับมองเห็นสิวผด ริ้วรอยระดับปานกลางรวมทั้งรูขุมขนซูมอินชัดขึ้นล้านเท่าจนไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง(จริงง่ะ?) นอกจากนี้ยังมีอาการปวดหัว ซึ่งเป็นอาการข้างเคียงทั่วไปเนื่องจากสายตายังไม่ชินกับเลนส์สายตาคู่ใหม่ คงต้องใช้เวลาปรับสายตาอีกพักหนึ่ง สรุปแล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดคือ 73 ยูโรได้แก่ค่าวัดสายตา 28 ยูโรและค่าแว่นตาประกอบเลนส์ 45 ยูโร ไม่แพงอย่างที่เคยคิดไว้แถมสะดวกมากมาย และที่สำคัญมองเห็นชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ เสมือนได้ตาคู่ใหม่มาใส่แทนคู่เก่ายังไงอย่างงั้นเลยเชียว

เพื่อนๆที่อยู่ในฟินแลนด์คนไหนมีความจำเป็นต้องตัดแว่นก็ลองหาข้อมูลดูจากหลายๆร้าน หรือหากต้องการคำแนะนำก็สามารถติดต่อเราได้ ยินดีช่วยเหลือจ้าาาา


วันศุกร์, พฤศจิกายน 15, 2556

ตัดแว่นสายตา ไม่ยาก และไม่แพงอย่างที่คิด (ตอนที่ 1)

วันนี้อยากบอกเล่าเก้าสิบเกี่ยวกับประสบการณ์ตัดแว่นสายตาในต่างแดน ก่อนอื่นขอเท้าความเป็นมาก่อน เรื่องของเรื่องคือ ตัวเองมีปัญหาสายตาสั้น มองไกลไม่ชัดมาเป็นเวลานานมากแล้ว จำได้ว่าเริ่มสวมแว่นตาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย สวมแว่นตลอดเวลาจนได้ฉายาที่เพื่อนๆเรียกว่า อาราเร่ หรือ เรียกป้าบ้างล่ะ แต่ช่วงปีหลังๆมานี้บางครั้งหากไม่จำเป็นก็จะไม่สวมแว่นตาเนื่องจากรู้สึกเกะกะ จะสวมเฉพาะตอนที่นั่งเรียน/ประชุม/อบรม/สัมมนา ขับรถ ดูทีวีหรือภาพยนตร์ในโรงหนัง หรือต้องมองฉากที่อยู่ไกลๆเป็นต้น นี่จึงเป็นสาเหตุให้ลืมพกแว่นตาติดตัวอยู่หลายครั้ง และครั้งล่าสุดดันลืมแพ็คใส่กระเป๋าเมื่อต้องย้ายมาอยู่ต่างแดน ซะงั้น!

ในช่วงแรกจึงพยายามไม่หาเหตุจำเป็นที่จะต้องสวมแว่นตา คือไม่ต้องขับรถ(ยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่ของที่นี่) ไม่ดูภาพยนตร์ในโรงหนัง(ค่าตั๋วแพง) และหามุมนั่งใกล้จอทีวีให้มากที่สุด แต่จนแล้วจนเล่าก็จำเป็นต้องหาแว่นตามาสวมเมื่อต้องเข้าชั้นเรียนภาษา และดันโชคร้ายโดนจัดให้นั่งห่างกระดานซะสุดแถวววว ทำไงดีล่ะทีนี้ รู้มา(จากแม่สามี)ว่าค่าตัดแว่น ค่าเลนส์และโครงแว่นตาน่ะ ราคาหลายร้อยยูโรเชียวนะ เราเองไม่อยากใช้จ่ายเงินมากขนาดนั้นก็เลยลองหาทางเลือกอื่นดูก่อน วันหนึ่งเดินเลือกซื้อของในร้านขายของมือสอง เจอแว่นสายตาเก่าอยู่คู่หนึ่งราคาไม่ถึงสามยูโร ลองใส่ดูแม้จะไม่ใช่ระดับสายตาที่เหมาะกับเราแต่ก็มองเห็นชัดขึ้นมาก จึงไม่รอช้า สอยมาทันที ใช้อยู่พักใหญ่แต่เพราะโครงแว่นอ่อนแอ จึงหักง่าย ป๊อก! เป็นอันจบสิ้นกัน ขอไว้อาลัยแด่แว่นตามือสองคู่แรกในชีวิตของเรา เฮ้อ...

ช่วงระหว่างที่กำลังตระเวนหาแว่นตา(มือสอง)คู่ต่อไปนั้น เป็นช่วงที่ลำบากที่สุดถึงขนาดต้องขอยืมแว่นตาของพี่สาวใจดีที่นั่งเรียนติดกันมาสวมเพื่อมองดูกระดาน เปลี่ยนกันสวมทุกสิบนาทีเลย มึนหัวอยู่ทุกวัน จนมาเจอกับแว่นตาคู่ใหม่จากร้านเดิม และราคาพอๆกับคู่เก่าแต่มองเห็นชัดกว่าเดิมอีกหนึ่งเท่า จากนั้นมาจึงใช้แบบทะนุถนอมนานข้ามปี จนเรียนจบคลาส แต่ก็นะ เพราะยังไม่ใช่แว่นตาที่ทำมาเพื่อสายตาของเรา การมองเห็นจึงไม่ชัดถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์และที่สำคัญเวลาที่ไม่สวม เริ่มสังเกตว่าระดับการมองเห็นด้วยตาเปล่าแย่กว่าสองปีที่แล้วซะอีก ในที่สุดหลังจากพลัดพลากจากแว่นตาเม็ดอินไทแลนด์ของเรามาเป็นเวลาสองปี ตอนนี้เรามีงานทำ มีรายได้ประจำ จึงสมควรแก่เวลาที่จะวัดสายตาอีกครั้งและตัดแว่นใหม่เสียที และที่จะเล่าต่อไปนี้คือประสบกาณ์ตัดแว่นสายตาในต่างแดน ที่อันที่จริงไม่ยาก และไม่แพงอย่างที่คิด

ในประเทศฟินแลนด์ "จักษุแพทย์" หรือ silmälääkäri มีหน้าที่รักษาโรคทางตาเท่านั้น ดังนั้นหน้าที่"วัดระดับการมองเห็น" (näöntarkastus) {ขอเรียนสั้นๆว่าวัดสายตา}จึงเป็นของ"ช่างวัดสายตา" หรือ optikko โดยทั่วไปสามารถติดต่อเพื่อวัดสายตาได้ตามร้านขายแว่นตาทั่วไป เช่น Silmäasema, Specsavers, Fenno Optiikka, Instrumentarium เป็นต้น แต่ละร้านก็จะระบุค่าบริการต่างกันไป หากมีอัตราแข่งขันสูงก็อาจมีส่วนลดตามโปรโมชั่น ค่าตรวจวัดสายตาและค่าตัดแว่นจะแยกกัน และหากมีใบส่งตัวจากบุคลากรทางการแพทย์ เช่นหมอ หรือพยาบาล อาทิเช่นผู้มารับการตรวจเป็นผู้เยาว์ ก็อาจงดเว้นไม่ต้องชำระค่าตรวจสายตาเลยก็ได้ ในกรณีของเรา อายุเกินผู้เยาว์มานานโข สามีขี้ตืดจอมวางแผนจึงหาข้อมูลล่วงหน้าจากอินเตอร์เน็ต พบว่าช่วงนั้น silmäasema เสนอโปรโมชั่นตรวจวัดสายตาราคาถูกกว่าร้านอื่น ฮีจัดแจงโทร.นัดวันรับการวัดสายตาให้เราล่วงหน้า ในวันตรวจเช็คสายตา เครื่องวัดสายตาเครื่องแรกมีหน้าตาเหมือนกับที่เห็นทั่วไป คือมีที่รองคาง มีรูให้ส่องในกล้อง แล้วจะมองเห็นฉากเรืองแสงที่เคลื่อนปรับระยะเดินหน้า ถอยหลังจนฉากที่เราเห็นเบลอๆเปลี่ยนเป็นชัดขึ้น อะไรประมาณนี้ อึดใจหนึ่งก็มีกระดาษปริ้นออกมาเพื่อบอกค่าสายตา
เครื่องวัดค่าสายตาในขั้นตอนแรกหน้าตาประมาณนี้
แต่ยังไม่จบตรงนี้เพราะขั้นตอนต่อไปย้ายจากเครื่องแรกไปยังห้องที่มีอุปกรณ์ครบครัน เพื่อตรวจอย่างละเอียดและใช้เวลาเกือบชั่วโมง ไม่สามารถอธิบายได้ครบทุกขั้นตอน จึงขอแสดงจากภาพดังต่อไปนี้
Lukutaulu



ในที่สุดการตรวจวัดค่าสายตาก็จบสิ้นลง โดยที่ชำะค่าตรวจวัดไป 28 ยูโรพร้อมกับได้ใบบันทึกค่าวัดระดับสายตา (silmälasiresepti) เพื่อนำไปสั่งตัดเลนส์ประกอบแว่นสายตาต่อไป ณ จุดนี้ทางร้านก็พยายามแนะนำให้ตัดแว่นที่ร้านเลย แต่ก็ไม่ได้คะยั้นคะยอมาก เพราะเค้ารู้ว่าจะทำหรือไม่นั้นเป็นสิทธิ์ของลูกค้า

ยิ่งเขียนยิ่งยาว ดังนั้นขอเล่าต่อในบทถัดไปก็แล้วกัน เชิญอ่านตอนต่อไปได้เลยฮ้าาาาาา