แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Just a thought แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Just a thought แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์, พฤษภาคม 04, 2556

อิฐทีละก้อน

บทความนี้ได้มาจาก fw mail อ่านแล้วได้ข้อคิดที่ว่า อยากเก่งก็ต้องขยัน อยากสำเร็จก็ต้องพยายามไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ และที่สำคัญอย่าฝืนธรรมชาติ ซึ่งก็คือเวลา การจะประสบความสำเร็จมันต้องใช้เวลา ลองผิดลองถูก ฝึกฝน และบ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ เหมือนกำแพงอิฐที่วางเรียงทีละก้อนต่อเป็นชั้นๆขึ้นมา หากฐานไม่มั่นคง กำแพงคงไม่อยู่ทนแข็งแรง ฉันใดก็ฉันนั้น...


อิฐทีละก้อน

เด็กชายอเมริกันอัจฉริยะคนหนึ่งเรียนข้ามชั้นมาโดยตลอด เพราะสติปัญญาเหนือกว่าเพื่อนร่วมห้องหลายเท่า เมื่ออายุสิบสาม เขาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ทุกอย่างน่าจะลงตัว แต่ปรากฏว่าเขามีปัญหาในการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะแม้จะเรียนเก่ง สู้คนอื่นได้สบายๆ แต่กลับไม่อาจเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นได้เลย เขาไม่มีเพื่อนไม่ใช่เพราะเขาไม่น่าคบแต่อย่างไร ปัญหาคือเขายังเป็นเด็กชาย มีความคิดอ่านแบบเด็กอยู่ ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นเป็นหนุ่มสาววัยยี่สิบ คิดและมีพฤติกรรมอย่างหนุ่มสาว เขากับเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนละรุ่นกันจริงๆ

พ่อแม่จำนวนมากให้ลูกเข้าเรียนเร็วกว่ากำหนด อาจเพราะอยากให้จบไวกว่าและเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่น อายุสี่ขวบเรียน ป. 1 แล้ว บ่อยครั้งเกิดปัญหาเข้ากับเพื่อนไม่ได้ เพราะพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กคนละวัยต่างกัน เด็กเก่งๆ บางคนเรียนข้ามชั้นตลอด อายุสิบแปดจบปริญญาตรี อายุยี่สิบจบปริญญาโท แต่ขาดวุฒิภาวะที่ส่วนใหญ่มาจากการสะสมด้วยเวลา

เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องดำเนินไปทีละขั้นเหมือนการก่อกำแพงอิฐสร้างบ้าน ต้องวางอิฐทีละก้อน เรียงทีละแถว เมื่อได้ที่แล้วก็วางอิฐทีละก้อนเป็นแถวที่สอง แถวที่สาม ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับของมัน ไม่อาจผิดไปจากนี้ เราไม่สามารถก่ออิฐแถวบนสุดโดยไม่ก่อแถวล่างสุด อิฐทีละก้อนคือการก่อร่างอย่างมั่นคง อิฐทีละก้อนคือความเสถียร

แต่งานวางอิฐทีละก้อนดูชักช้าไม่ทันใจสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคที่ทุกอย่างอยู่ในโหมด ‘เร็วที่สุด’ จึงชอบทางลัด ไม่ว่าทำอะไรก็อยากเห็นผลเร็วๆ มองไม่เห็นความสำคัญหรือความจำเป็นของ          ‘อิฐทีละก้อน’

เราสามารถเรียนจากครูที่ดีที่สุดคือธรรมชาติ ธรรมชาติมี ‘อิฐทีละก้อน’ ของมัน พืชสัตว์ใช้ชีวิตตามกำหนดเวลาของมัน ต้องจำศีลหลังจากสะสมอาหารจนมากพอ สืบพันธุ์หลังจากสร้างรังเสร็จแล้ว เป็นต้น เป็นลำดับเวลาของมัน ผลไม้ที่มนุษย์ลัดขั้นตอนรีบบ่มให้สุก รสชาติสู้ผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติไม่ได้ สวยแต่รูปจูบไม่หอม

มนุษย์เราก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้ การเขียนหนังสือ การเป็นช่างมือหนึ่ง การเป็นมืออาชีพในสายต่างๆ ล้วนอาศัยกระบวนการแบบอิฐทีละก้อน ก้าวไปทีละขั้น ไม่มีทางลัด เซียนในทุกแขนงมาจากการฝึกฝนเรียนรู้แบบ ‘อิฐทีละก้อน’

การเป็นนักเขียนต้องใช้เวลาบ่ม การใช้ภาษาที่มีพลังต้องใช้เวลาเพาะ การเป็นพ่อครัว การเข้าใจคุณสมบัติของวัตถุดิบแต่ละชนิดกินเวลาศึกษา การรู้จักส่วนผสมที่ถูกปากต้องใช้เวลาฝึกฝน ฯลฯ

คนมีปัญญาจึงไม่รีบร้อน ทำงานไปเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ข้ามผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยคิดว่ามันไม่สำคัญ เพราะกำแพงที่ก่อด้วยอิฐไม่ครบก้อนนั้นไม่แข็งแรง และพังทลายได้

ชีวิตเราทุกคนประกอบด้วยอิฐจำนวนมากหากแต่ละท่อนแต่ละจังหวะของชีวิตคืออิฐหนึ่งก้อน ชีวิตเราทั้งชีวิตก็เป็นผลรวมของอิฐจำนวนมาก อิฐเหล่านี้บางก้อนสมบูรณ์ บางก้อนแตกร้าว บางก้อนเผาไฟมากไปจนดำเกรียม แต่อิฐทุกก้อนสำคัญ

คนที่ประสบความสำเร็จในงานต่างๆ มักมีประสบการณ์คล้ายกันคือ ‘อิฐ’ ก้อนแรกๆ เป็นอิฐที่ไม่สมบูรณ์มีตำหนิ เผาไม่ได้ที่ หรือเผามากไปจนเกรียม เหล่านี้คือการทดลอง การฝึกฝน การเคี่ยวกรำ ความเหนื่อยยากลำบาก แต่อิฐแต่ละก้อนมีความจำเป็นต้องมีอยู่ อิฐไม่สมบูรณ์เหล่านี้เป็นรากฐานของอิฐชั้นต่อๆ ไปที่ดีกว่าเดิม ก่อรวมเป็นงานชิ้นใหญ่

ยอดนักประดิษฐ์ของโลก ธอมัส เอดิสัน บอกว่า “ผมทำงานอย่างสนุกสนานสิบแปดชั่วโมงต่อวัน นอกจากงีบเล็กๆ แล้ว ผมนอนราว 4-5 ชั่วโมงต่อคืน” 

เขาพิสูจน์ให้เราเห็นว่าอิฐไม่สมบูรณ์สำคัญเท่าๆ กับอิฐที่สมบูรณ์ เขาชี้ว่าหากผลงานชิ้นหนึ่งประกอบด้วยอิฐร้อยก้อน ไอเดียดีเป็นแค่อิฐก้อนหนึ่งเท่านั้น ที่เหลืออีก 99 ก้อนคือความเหน็ดเหนื่อย การลงมือทดลองทำ ล้มแล้วลุก ล้มแล้วลุก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คู่แข่งของเอดิสัน นิโคลา เทสลา ซึ่งเป็นอัจฉริยะนักประดิษฐ์ ผู้คิดค้นกระแสไฟฟ้าสลับและผลงานต่างๆ มากมาย นอนวันละสองชั่วโมง ทำงานทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสำเร็จ

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยตอนกลางวัน กลางคืนเป็นนกฮูกราตรี ทำงานทดลองโทรศัพท์ของเขา ทดลองไปทีละขั้น ทดลองแล้วทดลองอีก ก่ออิฐทีละก้อนอย่างอดทน

การสั่งสอนเด็กจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้เด็กรู้ว่า ชีวิตไม่มีอะไรได้มาแบบลัดขั้นตอน เราไม่อาจมีความรู้โดยปราศจากการขวนขวาย ไม่มีทางได้ทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องฝึกฝน

อย่าบ่นว่างานที่ทำน่าเบื่อ อย่ามองว่าความผิดพลาดเป็นความน่าเบื่อ จงมองว่ามันเป็นประสบการณ์ มองว่างานที่กำลังทำแต่ละวันนั้นเป็นเพียงอิฐก้อนหนึ่งในบรรดาหลายพันหลายหมื่นก้อนในชีวิตเรา

อิฐที่ถูกไฟเผาจนเกรียมอาจดูไม่สวย แต่มันแข็งแกร่งกว่าอิฐธรรมดา เพราะไฟช่วยเคี่ยวกรำให้มันแกร่ง

ประสบการณ์เลวร้ายไม่ใช่ความเลวร้ายและความล้มเหลวแต่ละครั้งไม่ใช่ความล้มเหลว หากเราใช้พวกมันเป็นอิฐที่รองรับอิฐก้อนต่อๆ ไป

วินทร์ เลียววาริณ



วันจันทร์, เมษายน 29, 2556

เปลี่ยนกระถาง


เปลี่ยนกระถาง

นายไพศาล (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทการเงินแห่งหนึ่งมาสามสิบปี วันหนึ่งเจ้านายบอกเขาว่า “คุณไพศาล เห็นคุณทำงานหนักแล้วเป็นห่วงจัง คงจะเหนื่อยแย่เลย คุณน่าจะพักซักหน่อยนะ”

อ่านระหว่างบรรทัดได้ความว่า คำว่า ‘พัก’ แปลว่าเลิกจ้าง อ่านใจเจ้านายได้ความว่า “ตอนนี้มีคนใหม่มาแทนคุณ จบจากนอก วิสัยทัศน์กว้างไกล ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าคุณ!”

นางสมละมัย (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทการพิมพ์แห่งหนึ่งมายี่สิบห้าปี ขยันผิดปกติ ไปทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เลิกงานหลังคนอื่น แต่เธอก็ต้องไปขยันต่อที่อื่น เพราะเจ้านายบอกว่า “เราเข้าสู่ยุคใหม่ เราต้องปรับตัว...” อ่านระหว่างบรรทัดได้ความว่า บริษัทไม่มีนโยบายเลี้ยง ‘ไดโนเสาร์’ อ่านใจเจ้านายได้ความว่า “คุณไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ใช้อีเมลยังไม่เป็น ไม่สามารถปรับตัวกับยุคใหม่ได้”

นายรังสรรค์ (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งนานยี่สิบห้าปี ตั้งแต่หนุ่มจนวัยกลางคน เขาไม่ได้เรียนจบปริญญา เริ่มจากงานเซลส์แมนระดับล่างในต่างจังหวัด ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นหัวหน้าและผู้จัดการ นิสัยดี ลูกน้องรัก แต่วันหนึ่งก็ถูกลูกน้องที่เรียกเขาว่า ‘พี่’ ทุกคำเหยียบหัวขึ้นมาแทนเขา เหตุผลของเจ้านายคือ “เราต้องสร้างคนใหม่ขึ้นมา” เจ้านายไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไรกับคนเก่า แต่เดาไม่ยาก ในเมื่อคนใหม่มีปริญญาสองใบจากเมืองนอก พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนเก่าร้อยเท่า

นายสินชัย (นามสมมุติ) ทำงานในบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่ง ขยัน นิสัยดี ซื่อสัตย์ แต่เมื่อผลผลิตไม่ถึงเป้า เขาก็ต้องจากไปตามปรัชญาการทำงานแบบฝรั่งคือ ถ้าชอบใจก็จ้างทันที เงินเดือนไม่อั้น ถ้าไม่ชอบใจก็ชี้ไปที่ประตูทางออกทันทีเหมือนกัน เจ้านายไม่พูดอ้อมค้อมให้ต้องตีความ บอกตรงๆ ว่า “คุณตามไม่ทันตลาดโลก วันๆ หมกหัวอยู่แต่ในรูเล็กๆ เดิมๆ ที่ปลอดภัย คิดแผนการตลาดแบบเดิมๆ ทำงานแบบเดิมๆ”

ตัวอย่างเหล่านี้ใช้นามสมมุติ แต่เนื้อเรื่องไม่สมมุติ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกวันทุกมุมโลก ในรอยต่อระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ คนเหล่านี้มีนับล้านๆ คน เป็นพนักงานที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ ทำงานมานาน แต่ทำไมบริษัทจึงไล่พวกเขาออกง่ายๆ ?

คำตอบคือ องค์กรชอบคนซื่อสัตย์ ทำงานหนัก แต่ไม่ได้ใช้ความซื่อสัตย์-การทำงานหนักเป็นมาตรวัดผลงานและประเมินอนาคตของบริษัท บริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด แต่เมื่อให้เลือกเอาระหว่างอนาคตของพนักงานคนหนึ่งกับอนาคตของบริษัท ก็ตอบได้ไม่ยาก

มองในมุมของคนที่ทำงานหนักอย่างซื่อสัตย์มานานปี “มันไม่แฟร์เลย!” แต่ในระบบทุนนิยม การว่าจ้างกับการเลิกจ้างเป็นของคู่กัน เป็นกระบวนการปกติของธุรกิจทุกวงการ คนที่ไม่เข้าใจ หรือลืมความจริงข้อนี้ มักจะทุกข์ร้อนเมื่อเวลาเลิกจ้างมาถึง หลังจากเผลอไปดาวน์รถ หรือจองคอนโดฯใหม่ได้สามวัน

คนส่วนใหญ่ชอบทึกทักเอาเองว่า หากซื่อสัตย์ต่อบริษัท ตั้งใจทำงาน จะไม่ถูกไล่ออก แต่ในยุคที่สนามแข่งขันคือโลกทั้งโลกและบริษัทส่วนใหญ่โอบรัดปรัชญา ‘กำไรสูงสุด’ ความคิดดังกล่าวไม่เป็นเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำดีแค่ไหน หากไม่สร้างกำไรสูงสุด ก็อาจอยู่ไม่ได้ แม้แต่ประธานกรรมการก็ถูกไล่ออกได้!

การถูกเลิกว่าจ้างเป็นผลรวมของลูกโซ่เหตุการณ์ที่สะสมมาถึงจุดจุดหนึ่ง คนที่มองไม่เห็นภาพรวมก็มักเดือดร้อนเมื่อถึงจุดจุดนั้น หรือมองแค่จุดจุดนั้น หลายคนชอบมองระยะสั้น ไม่ค่อยมองที่ภาพรวม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วงสั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น หากรู้สึกว่าเงินเดือนน้อยไป ก็ไปบอกเจ้านาย เมื่อเจ้านายขึ้นเงินเดือนให้ ก็เข้าใจว่าปัญหาของตนจบแล้ว ก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างสบายใจ แต่ไม่มองภาพรวมว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน บริษัทอยู่ที่ไหน และโลกอยู่ตรงไหน การตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงภายนอก ก็เหมือนกบในหม้อน้ำที่ต้มด้วยไฟอ่อน ไม่รู้ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในหม้อ กว่าจะรู้ว่าร้อน ก็กลายเป็นกบต้มสุกไปแล้ว

บางคนยึดเก้าอี้ไว้แน่น ไม่ยอมขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ใช่เพราะรักงาน แต่เพราะความเคยชินกับองค์กร โดยไม่รู้หรือลืมไปว่า นโยบายองค์กรเปลี่ยนได้ตลอดเวลาและท้ายที่สุด บริษัทก็ยึดเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักเสมอ ถ้าพนักงานไม่พร้อม ไม่สามารถปรับตัวกับนโยบายใหม่ หรือมีภาพลักษณ์ว่าไม่สามารถปรับตัว ก็ต้องหลุดจากวงจรทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ผิดอย่างเดียวคือ ตามโลกไม่ทัน

ทุกๆ องค์กรประกอบด้วย ‘กระถาง’ หลายใบ กระถางหนึ่งใบต่อพนักงานหนึ่งคนจำนวนกระถางขึ้นกับขนาดบริษัท กระถางคือ พื้นที่เติบโตสูงสุดของพนักงานแต่ละคน

กระถางมีหลายขนาด หลายแบบ พนักงานบางคนเปลี่ยนกระถางทุกปีสองปี บางคนทำงานมายี่สิบปี ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนกระถางสักครั้ง เพราะไม่โตเต็มกระถางใบนั้นสักที ต้นไม้แบบนี้มักถูกคัดออก

บางครั้งบริษัทอาจลดจำนวนกระถาง บางครั้งก็ย้ายกระถางทั้งหมดไปที่ใหม่ เจอสภาพแวดล้อมใหม่ ดินฟ้าอากาศที่ต่างจากเดิม ต้นไม้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ต้องตายไปเช่นกัน

ต้นไม้ไม่ทุกต้นเหมาะกับกระถางใบหนึ่งๆ หากเป็นพันธุ์ไม้ที่ต้นใหญ่ รากโต งอกงามเร็ว ก็ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อย ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นบอนไซ

นอกจากนี้ ไม่ทุกองค์กรมีกระถางใบใหญ่สำหรับต้นไม้ที่โตเร็ว บางต้นรากงอกทะลุออกนอกกระถางไชลงไปในดิน ขยับหรือย้ายไม่ได้ หากจะย้ายออกก็ต้องทุบกระถางทิ้ง หรือต้องตัดรากส่วนที่งอกนอกกระถางออกอาจส่งผลให้ต้นไม้นั้นตายได้

ดังนั้น การประเมินขนาดกระถางและอัตราการเจริญเติบโตของตัวเราเป็นระยะๆ จึงสำคัญมาก ต้องรู้จักมองภาพกว้างไกลกว่าแคว่าที่ทำงานยุติธรรมหรือไม่ จ่ายดีกว่าที่อื่นหรือไม่ ควรมองไปไกลว่าเราจะทำอะไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราจะเป็นอะไร อยู่ในกระถางแบบไหน ควรวิเคราะห์สถานการณ์ในภาพรวมว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นบันไดขั้นที่เท่าไรของเรา เราจะงอกรากที่นี่นานเท่าใด ถึงเวลาเปลี่ยนกระถางแล้วหรือไม่ ถึงเวลาใส่ปุ๋ยเพื่อให้โตพอดีกระถางหรือไม่ ฯลฯ

มายาอย่างหนึ่งของลูกจ้างคือ ความคิดว่าบริษัทที่ยุติธรรมกับลูกจ้างเป็นบริษัทที่เหมาะกับเขาความจริงคือ บริษัทที่ยุติธรรมต่อลูกจ้าง ไม่แน่ว่าจะเป็นบริษัทที่เหมาะกับเขา

บริษัทที่ชั่วโมงทำงานสั้น เงินเดือนสูง ให้โบนัสปีละแปดเดือน ไม่ได้แปลว่าเป็นองค์กรที่เหมาะสมกับเรา เพราะหากในระยะยาว เราก้าวไปไม่เต็มศักยภาพของตัวเองไปไม่ถึงฝัน เงินเดือนสูง โบนัสสูงก็อาจไร้ประโยชน์ ในทางกลับกัน บางองค์กรทำงานชั่วโมงยาว ให้เงินเดือนต่ำ ไม่มีโบนัส แต่อาจเป็นบันไดขั้นสำคัญเพื่อไปถึงฝั่งฝัน เพราะบางอย่างซื้อด้วยเงินไม่ได้เช่น ทักษะพิเศษ ประสบการณ์เฉพาะตัว บทเรียนการทำธุรกิจ เป็นต้น

เราควรรู้ หรือถ้าไม่รู้ก็หาทางรู้ว่า การไปถึงปลายฝันของเรานั้นต้องการปัจจัยอะไรบ้าง ต้องมีประสบการณ์อะไรบ้าง ต้องอัพเกรดตัวเองจุดไหนบ้าง ต้องเรียนต่อหรือเปล่า ต้องใช้เงินทุนหรือเปล่า ฯลฯ

ดังนั้น ระวัง! อย่า ‘งอกราก’ ไม่ขยับตัวไปจนวันเกษียณ พอถึงวันสุดท้ายเพิ่งนึกได้ว่ายังไปไม่ถึงจุดที่ฝัน หรือเพิ่งพบว่าตัวเองเป็นบอนไซ ก็อาจช้าเกินที่จะเปลี่ยนอะไรอย่างได้ผลแล้ว

ลองถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้ :

1.การดำรงอยู่ของเราในองค์กรนี้ สร้างความแตกต่างที่ดีต่อองค์กรหรือไม่?

2.การดำรงอยู่ของเราในองค์กรนี้ ช่วยพัฒนาตัวเราหรือไม่?

3.องค์กรที่เราอยู่ให้โอกาสเราใช้ศักยภาพเต็มที่หรือไม่ มีกระถางใบใหญ่กว่านี้รอให้เราเปลี่ยนหรือไม่?

4.เราสามารถเติบโตเต็มกระถางใหม่หรือไม่?

หากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่” บางทีได้เวลากระโดดออกจากหม้อน้ำที่ต้มด้วยไฟอ่อนได้แล้ว

ซุนหวู่เขียนไว้ใน ตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ ราวห้าร้อยปีก่อนคริสต์กาลว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

รู้เขา รู้เรา ก็คือประเมินเขา ประเมินเรา

การประเมินตัวเอง, องค์กร และโลกทำให้เรารู้ตัวว่าเราเป็นใคร เก่งแค่ไหน สำคัญแค่ไหน มีโอกาสอะไรรอเราอยู่ จะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตและความฝันของตนเอง

แน่ละ ไม่ทุกคนต้องการอยู่ในกระถางใบใหญ่ บางคนมีความสุขในกระถางใบเล็ก ทว่าหากไม่รู้จักประเมินตัวเองและสถานการณ์ บางทีแม้แต่กระถางใบเล็กก็อยู่ไม่ได้!

คนฉลาดรู้เขา รู้เรา มองข้ามชอร์ตก่อนคนอื่นสองสามก้าวและลงมือสร้างความแตกต่างให้ชีวิตตัวเอง ก่อนที่เจ้านายจะบอกว่า “เห็นคุณทำงานหนักแล้วเป็นห่วงจัง...”

วินทร์ เลียววาริณ, 27 เมษายน 2556
www.winbookclub.com

วันเสาร์, มีนาคม 16, 2556

ปีศาจภายในตัวเรา


ในเดือนกรกฎาคม ปี 1961 สแตนลีย์ มิลแกรม นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ทำการทดลองทางจิตวิทยาสำคัญครั้งหนึ่ง ต่อมาเรียกชื่อว่า The Milgram Experiment

การทดลองนี้ประกอบด้วยตัวอย่างทดลองสองกลุ่ม กลุ่มแรกทำหน้าที่เป็นครู 

กลุ่มหลังทำหน้าที่เป็นนักเรียน ทดลองทีละคู่โดยมี สแตนลีย์ มิลแกรม เป็นผู้คุมการทดลอง นักเรียนอยู่ที่ห้องหนึ่ง ครูกับผู้คุมอยู่อีกห้องหนึ่

การทดลองเริ่มด้วยผูกข้อมือของนักเรียนด้วยเส้นลวดเชื่อมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ครูทำหน้าที่ป้อนคำถามแก่นักเรียน หากนักเรียนตอบไม่ได้ ครูจะลงโทษนักเรียนคนนั้น โดยกดปุ่มปล่อยประแสไฟฟ้าไปชอร์ตนักเรียน ปุ่มเหล่านี้เรียงจากค่าต่ำสุดไปถึงสูงสุด เมื่อตอบผิดครั้งแรก นักเรียนจะถูกลงโทษด้วยกระแสโวลต์ต่ำ และจะเพิ่มขึ้น 15 โวลต์ทุกๆ ครั้งที่ตอบผิด บทลงโทษสูงสุดคือ 450 โวลต์ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

ความตึงเครียดเกิดขึ้นกับครูทุกคน เพราะเมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปหลายครั้ง นักเรียนจะร้องด้วยความเจ็บปวด จนถึงจุดจุดหนึ่ง นักเรียนจะขอร้องครูไม่ให้ลงโทษพวกเขา บางคนทุบกำแพง บางคนร้องไห้ ครูบางคนลังเลและบอกผู้คุมว่าจะขอเลิกทดลอง บางคนบอกว่าจะคืนเงินค่าจ้าง ผู้คุมตอบว่า “เลิกไม่ได้ โปรดเดินหน้าทดลองต่อไป”

บางครั้งนักเรียนปฏิเสธที่จะตอบ เพราะกลัวตอบผิด ครูจะถือว่านักเรียนตอบคำถามนั้นผิด และกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้า

แม้จะไม่รู้สึกสบายใจนัก ผู้ที่รับหน้าที่เป็นครูส่วนใหญ่ก็ดำเนินการต่อไปจนจบ ครูบางคนทนไม่ได้จริงๆ ก็เดินออกจากห้องไป แต่ครูบางคนก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร

หลังการทดลองจบแล้ว ผู้คุมจะอธิบายให้ครูฟังว่าการทดลองนี้ไม่มีการปล่อย

กระแสไฟฟ้าจริงแต่อย่างใด นักเรียนที่มาทดลองทำหน้าที่เล่นบทหลอกครูเท่านั้น เสียงร้องของนักเรียนเป็นเสียงที่อัดเทปล่วงหน้า เพื่อหลอกดูปฏิกิริยาของครู 
ครูก็คือกลุ่มตัวอย่างที่แท้จริงของงานนี้

แม้ The Milgram Experiment ได้รับการวิพากษ์ว่าผิดจรรยาบรรณของการทำวิจัย แต่ผลการค้นพบน่าสนใจอย่างยิ่ง 

มันบอกว่ามนุษย์เราสามารถปฏิบัติตามคำสั่งให้กระทำเรื่องเลวร้ายได้ทั้งที่รู้ว่ามันผิด

การค้นพบนี้อธิบายว่า มนุษย์เราเชื่อฟังอำนาจเบื้องบนโดยไม่มีเหตุผล แม้ว่าเบื้องบนจะออกคำสั่ง        ให้ทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน 

นี่อาจอธิบายว่าทำไมทหารนาซีจึงสามารถฆ่าชาวยิวหกล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการทรมานนักโทษทุกรูปแบบ ทั้งที่รู้อยู่ว่ามันเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรม

นี่เป็นภาพที่เราเห็นเป็นประจำในสังคมบ้านเรา ข้าราชการรับคำสั่งรัฐมนตรีให้ปล้นชาติโดยไม่แย้ง ทั้งที่รู้โดยมโนธรรมและศีลธรรมว่ามันไม่ถูกต้อง อัยการปล่อยคนร้ายให้พ้นมือกฎหมาย ตำรวจรับใช้โจรที่เล่นการเมืองจนเป็นใหญ่ พัสดีโค้งคำนับนักโทษ ครูบาอาจารย์รับใช้นักการเมืองชั่ว ฯลฯ

ทหารนาซีที่ฆ่าชาวยิวก็เป็นคนธรรมดา รักครอบครัว เข้าโบสถ์ ตำรวจ พัสดี ครูอาจารย์ก็เป็นคนธรรมดา มีศาสนา เข้าวัดเข้าวา แต่เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนเป็นปิศาจได้

ในชีวิตจริง คำสั่งมาในหลายรูปแบบและมีความรุนแรงต่างกัน ตั้งแต่การฆ่ากัน การยกพวกตีกัน ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ เช่น ประเพณี ‘ว้าก’ ในบางมหาวิทยาลัย

นักเรียนที่ยกพวกตีกันอาจมาจากครอบครัวที่ดี พ่อแม่อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี แต่ภายใต้บางสถานการณ์ เมื่อพวกเขาตกอยู่ในคำสั่งให้ฆ่า หรือทำร้ายนักเรียนโรงเรียนอื่น ก็ไม่ปฏิเสธ

หลายคนเสพยาเพราะเพื่อนทุกคนเสพยา “ไม่งั้นจะเสียเพื่อน”

ในประเพณีรับน้อง ในเมื่อทุกคนก็ ‘ว้าก’ ใส่รุ่นน้อง เราก็ต้องทำด้วย “ไม่งั้นจะเข้ากับใครไม่ได้” ฯลฯ

ความแตกแยกของสังคมบ้านเราในช่วงหลายปีนี้ สร้าง ‘ความชอบธรรม’ ให้เราทำร้ายเข่นฆ่าอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น ฆ่าพวกมันให้ตาย เอามันให้หนัก “เพราะพวกมันไม่ใช่พวกเรา” ในที่สุดก็ไม่ต่างจากพวกนาซีที่ฆ่าชาวยิวไปหกล้านคน

คนเรามีข้ออ้างเสมอเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือคำอธิบาย เมื่อทำเรื่องแย่ๆ : “ฉันทำตามหน้าที่”,

“ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ”, “เบื้องบนสั่งมา ไม่ทำไม่ได้”, “เราต้องเคารพคำสั่ง”, “มันเป็นประเพณีของโรงเรียนเรา” ฯลฯ

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดฝังในยีนของเราทุกคน แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เราต่างจากสัตว์อื่นๆ อยู่ที่เราพัฒนามโนธรรม ความรู้ถูกรู้ผิด และเราพัฒนาสังคมให้ทุกหน่วยมีเจตจำนงอิสระมาก

เท่าที่จะมีได้ เรามีเจตจำนงอิสระที่จะทำดีหรือทำชั่ว

ไม่ช้าหรือเร็ว เราแทบทุกคนก็ต้องผ่านการทดลองกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้า จะเลือกกดปุ่มหรือไม่กดปุ่มอยู่ที่เรา

เราทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นปิศาจได้ก็จริง 

แต่หากเราเลิกเชื่อว่าเราสามารถเลือกที่ทำดีทำชั่วได้ เลือกที่จะมีความสุขได้ ชีวิตของเราจะเหลือคุณค่าอะไร?

มนุษย์อาจเป็นสัตว์ที่อ่อนแอโดยสันดาน แต่หากเราใช้เหตุผลนี้เป็นข้อแก้ตัวว่าเราอ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อต้านอำนาจเบื้องบนที่เลวร้าย ก็เป็นเพียงคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพราะประวัติศาสตร์มีตัวอย่างคนมากมาย 

ที่ปฏิเสธกระทำตามคำสั่งเลวร้าย

เราสามารถเลือกได้ 35% ของกลุ่มตัวอย่าง The Milgram Experiment เดินออกจากห้อง ปฏิเสธที่จะกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าไปทำร้ายคนอื่น

วินทร์ เลียววาริณ
16 มีนาคม 2556






วันอาทิตย์, มีนาคม 10, 2556

The Highest Man(s)

Vitidnan Rojanapanich, the first Thai climber to summit Mt Everest posting his beloved King's portrait at the top of the world !!!





THE HIGHEST MAN

It takes an immense effort of will to conquer Mount Everest. Vitidnan Rojanapanich proved he had that determination.


On May 22 last year (2008), Vitidnan took the final few steps to become the first Thai to stand on the 8,848-metre summit of the world's highest mountain.
From his rucksack he took a framed picture of His Majesty the King he'd carried with him and held it aloft.
"Who is he, your father?" enquired a foreign member of his team.
An exhausted Vitidnan felt tears well in his eyes, and then smiled broadly: "He is not only my father, but the father of 60 million Thais."
His companions looked on in silence as he shouted across the Himalayas, "The King of Thailand! He is the King of Thailand!" Then they broke into applause.
Repeated cries of "Long live the King, long live the King!" echoed among the peaks as Vitidnan unfurled the Thai flag presented him by Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn and held it out into the wind.
"It was a once-in-a-lifetime experience," says Vitidnan, a 41-year-old freelance TV producer in Bangkok.
"You have to risk your life for this big a challenge. You need a strong sense of self-awareness to confront any danger."
Before attempting an ascent of Everest, most mountaineers practise on six other peaks, but Vitidnan just couldn't afford it.
"Climbing those six summits would cost about Bt4 million, and I couldn't handle the expense, but I worked on a TV reality show in Vietnam, and they gave me the chance to do some serious climbing.
"I'm not a professional mountaineer, of course. I just really wanted to achieve a very difficult goal for the pride of the Thai people and to celebrate His Majesty's 60th anniversary on the throne.
"Standing atop Mount Everest, I felt as if I could fly," Vitidnan says. "It was such a delight, not only in the spectacular beauty of the landscape, but also in discovering the magical power hidden inside each and every one of us.
"It's said that if you can reach the top of Everest, you can go beyond any human limitation.
"On the top of the roof of the world, I wanted to shout for joy - that even a Thai can accomplish such a daunting task. It was tough and risky, but it can be done if you're determined."
It was vindication indeed for Vitidnan, who'd spent almost two years trying in vain to interest sponsors.
"No one paid any attention to my honest intentions. Some said I'd better try something else that wasn't so risky.
"But I never gave up. My determination faltered and my hopes began to fade, but my dream was revived thanks to the support I found in Vietnam.
"I ran a TV reality show there and the producers agreed in return to help me with the financing and support staff for the Everest ascent."
In the open challenge they mounted, Vitidnan says, 5,000 Vietnamese applied for a crack at the biggest peak in the world. Twenty were chosen to climb Mount Kinabalu in Malaysia, and from these, six finalists earned the chance to scale Mount Kilamanjaro in Kenya.
Everest loomed ever larger.
"Ahead of facing the biggest challenge in my life, I had to prepare physically and mentally," Vitidnan says.
"Every day I underwent weight training, ran 12 kilometres and carried a gallon of water on my back while running for two hours up and down a 40-storey building."
Every year at the Kathmandu City Hall, the Nepalese government presents gold medals to those who reach the top of Everest - the Everest Summiteers.
Vitidnan will be there on May 29, and all of Thailand will be there with him in spirit.


วันเสาร์, มีนาคม 02, 2556

พื้นที่ชีวิต ตอน ชีวิต ความหวัง ความตายในค่ายเอาชวิตช์

เป็นรายการสารคดีที่ดีมาก ขอแนะนำให้ติดตามชมทางช่องไทยพีบีเอส ทุกวันพุธ เวลาสี่ถึงห้าทุ่มเมืองไทยนะคะ ส่วนคนไทยในต่างแดนอย่างเราคงต้องติดตามดูย้อนหลังทางยูทูบต่อไป

ตอนที่นำมาเสนอมีชื่อว่า ชีวิต ความหวัง ความตายในค่ายเอาชวิตช์ ออกอากาศตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตอนนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่กักขังสองแห่งในประเทศโปแลนด์ ที่ทหารนาซีจับตัวชาวยิวมากักขังและสังหารหมู่ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
พิธีกรคือคุณ นิ้วกลม พาไปดูค่ายกักกันสถานที่จริงที่แม้จะเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ยังมีหลักฐานแสดงความโหดร้าย และยังมีร่องรอยของโศกนาฏกรรมของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อมนุษยชาติ ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

สำหรับคนที่ไม่ตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างเรา รายการนี้ให้ความรู้มากมาย และยังถามคำถามลึกลงไปอีกถึงผลกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อลูกหลานของทั้งฝ่ายนาซีและชาวยิว รวมถึงการเยียวยาแผลในใจ 

ขอบคุณสำหรับรายการดีๆแบบนี้ ชอบมากมายค่ะ




วันอังคาร, กรกฎาคม 17, 2555

6 Brainy Habits of the Wisest People


Intelligence may be somewhat innate, but wisdom can most certainly be learned. Here’s how to wise up at any age.

- from  A Sharp Brain for Life  (Reader’s Digest Association Books)

1. Work at being social. Studies show that people who stay connected to others demonstrate higher levels of wisdom than those who are more isolated. 

2. Practice being open-minded. Being open-minded means finding empathy and realizing that everyone has a life story that influences their actions. During the course of every day, make a note of the issues that bug you, and take a moment to see them from the other side.

3. Learn how to say, "I could be wrong." A wise person understands that it is impossible to know everything and that life is capable of taking unexpected turns. 

4. Switch up what types of books you read. Mix up your bookshelf: Read histories, biographies and memoirs, funny reads, fictional books that expose you to new cultures and eras, and books that present a point of view or make a case about certain aspects of heath/science, politics, and other subjects.  

5. Tap into your self-knowledge. Try this exercise: write down your three biggest failures and three greatest successes. For each, review the events that led up to it and what lessons you took away from the experience. Look for patterns. The goal is to look at each experience, good or bad, as more fuel to enrich your wisdom. 

6. Read the news. You cannot make balanced choices unless you understand world circumstances and the experiences of others.

วันศุกร์, มกราคม 20, 2555

"Hale & Pace" ดูไปขำไป

ระหว่างที่รอสามีกลับมาทานมื้อเย็นด้วยกันที่บ้าน เราก็เปิดทีวีดูไปพลาง เปิดมาเจอรายการโชว์ตลกรุ่นเดอะของอังกฤษที่นำกลับมาฉายใหม่ คือ Hale & Pace แม้สำเนียงจะค่อนข้างฟังยากไปนิดแต่ก็พอเดาได้ว่าเล่นมุขอะไรอยู่ ดูไปก็ขำไป  เก่งนะ เล่นส่งมุขกันอยู่สองคน และก็มีหลายตอนที่มีนักแสดงสมทบมาร่วมช่วยกันปล่อยมุขเพิ่มขึ้น ชอบจนอดไม่ได้ที่จะต้องหาดูต่อในยูทูบ และนี่ก็เป็นตอนหนึ่งที่ฮาจริงๆ ^^

วันศุกร์, กันยายน 09, 2554

Quote from Steve Jobs's commencement address in 2005

Today I came accross a YouTube video of Steve Jobs giving commencement speech to Stanford University graduates 2005. "Such an inspiring speech", I thought. There are many parts that really open my mind and here are the words of wisdom I'd like to share.

Your time is limited, so don't waste it living someone else's life. Don't be trapped by dogma - which is living with the results of other people's thinking. Don't let the noise of other's opinions drown out your own inner voice. And most important, have the courage to follow your heart and intuition they somehow already know what you truly want to become....everything else is secondary.

เวลาของคุณมีจำกัด ดังนั้นอย่าเสียเวลาใช้ชีวิตใต้เงาของคนอื่น อย่าถูกตีกรอบด้วยกฎเกณฑ์ซึ่งก็คือผลของการใช้ชีวิตตามความคิดของคนอื่นนั่นเอง อย่าให้เสียงความคิดเห็นของคนอื่นกลบเสียงที่อยู่ภายในของคุณจนหมดสิ้น และที่สำคัญที่สุด จงกล้าหาญอยู่เสมอที่จะทำตามหัวใจและสัญชาตญาณของตัวเอง เพราะบางทีสองสิ่งนี้อาจรู้อยู่แล้วว่าที่จริงแล้วคุณต้องการจะเป็นอะไร นอกจากนี้แล้วทุกอย่างเป็นเรื่องสำคัญรองลงไปหมด


วันศุกร์, กรกฎาคม 22, 2554

เจ้าแม่ Sex and The City เอ่ย "มีคู่ไม่ใช่ความสำเร็จที่สุดในชีวิต"

"สิ่งหนึ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการเขียนคอลัมน์(Sex and The City)คือเรื่องราวของผู้หญิงและผู้ชายต่างๆ ในสังคมที่เราอยู่ สิ่งที่เราควรจะทำหรือควรจะเป็น...อาจไม่ได้เป็นจริง บางครั้งผู้หญิงจะเข้าใจว่า "การมีความสัมพันธ์กับผู้ชายเป็นสิ่งจำเป็น คุณจะต้องหาผู้ชายคนนั้นให้เจอ" แต่ก็มีหลายอย่างที่ความสัมพันธ์นั้นไม่สามารถให้คุณได้ และมันก็ไม่ได้ทำให้คุณมีความสุขเสมอไป มันอาจทำให้คุณรู้สึกเหมือนประสบความสำเร็จบางอย่างในชีวิต แต่ก็เป็นความรู้สึกเพียงสั้นๆเท่านั้นล่ะ ความสำเร็จในชีวิตของผู้หญิงเราบางส่วนมันก็มาจากเรื่องส่วนตัว และบางส่วนมาจากการทำงาน ซึ่งอันนี้ชั้นมองจากความที่เป็นคนๆหนึ่งนะ ไม่ได้มองจากที่ว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายเท่านั้น และเมื่อไรที่คุณรู้สึกภาคภูมิใจกับความสำเร็จในชีวิตคุณแล้ว ความสัมพันธ์ของคุณก็จะเป็นไปโดยที่คุณไม่เรียกร้องหรือคอยมองหาความมั่นใจในตัวเองตลอดเวลา ฉันคิดว่าความสำเร็จหรือโอกาสดีๆในชีวิตนั้น ผู้หญิงเราควรไขว่คว้าไว้ไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อตัวเราเอง"--- บทสัมภาษณ์แคนดาซ บุชเนล ผู้เขียนซีรีย์ Sex and The City อันโด่งดัง

ที่มา: นิตยสาร CLEO Thailand, May 2006 No. 112 หน้า 160

 

วันพุธ, กรกฎาคม 06, 2554

ร่วมกันต้านคอร์รัปชั่น : Anti-Corruption Campaign


"Among people generally corrupt liberty cannot long exist." - Edmund Burke


การต่อต้านคอร์รัปชั่นเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน !!!



จัดอันดับ คอร์รัปชั่นโลกจาก 178 ประเทศ ไทยไม่น้อยหน้าได้ที่ 78

องค์กร เพื่อความโปร่งใส นานาชาติ (Transparency International :TI) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระนานาชาติ ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรณรงค์แก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น มีเครือข่ายใน 120 ประเทศทั่วโลก ได้เปิดเผยว่า ได้มีการจัดทำดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่น ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก ในปีนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดย ผลการจัดอันดับ 178 ประเทศที่ ซึ่งมีค่าคะแนนตั้งแต่ 0 (คอร์รัปชั่นมากที่สุด) – 10 (คอร์รัปชั่นน้อยที่สุด) ปรากฏว่า ประเทศไทยได้ 3.5 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน (3.4 คะแนน) รั้งอันดับที่ 78 เท่ากับประเทศจีน, โคลัมเบีย, กรีซ, เลโซโท, เปรู และเซอร์เบีย ขณะที่เดนมาร์ก, นิวซีแลนด์, สิงคโปร์ ได้ 9.3 คะแนน ครองแชมป์คอร์รัปชันน้อยที่สุด? รองลงมา 9.2 คะแนน มี ฟินแลนด์ และสวีเดน

ขณะ ประเทศที่มีคะแนนต่ำกว่า เมื่อปีก่อน หรือ มีคอร์รัปชั่นมากขึ้น อาทิ สาธารณรัฐเช็ก, กรีซ, ฮังการี, อิตาลี, มาดากัสการ์, ไนเจอร์, และสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนเป็นประเทศ ที่กำลังเผชิญปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน ซึ่งอาจบ่งชี้ว่าปัญหาดังกล่าว เกิดจากการคอร์รัปชั่นก็ได้

ส่วนประเทศที่มีคะแนนต่ำสุด ในการจัดอันดับครั้งนี้ คือ โซมาเลีย 1.1คะแนน พม่า 1.4 คะแนน อัฟกานิสถาน 1.4 คะแนน และอิรัก 1.5 คะแนน

โดยทีมข่าว Mthai

วันพุธ, มิถุนายน 22, 2554

ขอโทษประเทศไทย

โฆษณาปลูกจิตสำนึกคนไทยที่ไม่สมควรโดนแบน ดูแล้วพูดได้คำเดียวว่า ...   ตรงใจ !!!

วันพุธ, มิถุนายน 15, 2554

Airbus Cabin of the Future

แบบจำลองเครื่องบินในอนาคตอีก 40 ปีข้างหน้า ซึ่งแอร์บัสเปิดตัวแนวคิดเครื่องบินอนาคต ปีค.ศ. 2050 ที่มีผนังแบบใสสามารถมองเห็นภายนอกได้ และสามรถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแสงด้วย อีกทั้งยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้โดยสารจะได้สันทนาการโดยใช้ความร้อนจากร่างกาย

When Airbus paints a picture of the future of aviation, the company has a knack for inspiring dreams and visions of happier hours spent in cruise. When the A3XX was born, ideas were plentiful of all the amenities that might await the traveling public.

Well, Airbus is at it again. Having already unveiled its concept airplane last year, it now is imagining what passengers may experience on that futuristic air transport. As is so often the case, the aircraft makers wants to steal a page from the cruise ship industry, hoping travelers will relish the experience for itself, rather than being only focused on getting from point A to point B. Or, if they are, at least they will travel with a sense of purpose.

Who could resist the appeal of cruise ships? One can have luggage delivered to the cabin, play virtual golf, call home to read the kids a bed time story, dial into a WebEx, breathe in enriched air while enjoying panoramic views. 

With that inspiration in mind, Airbus has released details of what it calls its Concept Cabin  - "a flying experience inspired by nature." Airbus says that by 2050, passengers will be able to experience in-seat "mood lighting, aroma therapy and acupressure treatments.” Or for passengers want some social interaction, the center zone will offer a 'virtual pop up projection' that transforms from holographic gaming to 'virtual changing rooms for shoppers'. 
Watch the video and see for yourself. I think the only thing missing is a hot tub…







วันอาทิตย์, มิถุนายน 12, 2554

When this boy grows up, he'll be HOT ♥

เด็กคนนี้โตขึ้นคงเนื้อหอมสุดๆ ♥ When this boy grows up, he'll be HOT !!!





More of Tanner's dance on Ellen. No doubt he will get all the girls in 10 - 20 years from now ♥


วันพุธ, มิถุนายน 08, 2554

Korea's Got Talent - Amazing Sung-Bong Choi !!!

เด็กหนุ่มคนนี้มีชีวิตที่ต้องดิ้นรนมาตั้งแต่เด็ก เค้าเป็นเด็กที่ถูกนำมาเลี้ยงในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเมื่ออายุสามขวบ แต่หนีออกมาเพราะถูกทำร้ายจากคนในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นเมื่ออายุห้าขวบ หลังจากนั้นเป็นต้นมาก็หาเลี้ยงตัวเองด้วยการเดินเร่ขายหมากฝรั่งและเครื่องดื่มตามท้องถนน อาศัยบันไดและห้องน้ำสาธารณะเป็นที่หลับนอน สิบปีผ่านไปอย่างโดดเดี่ยว วันหนึ่งจึงต้องการทำในสิ่งที่ตัวเองชอบคือการร้องเพลง เค้าบอกว่า เค้าไม่ใช่คนที่ร้องเพลงได้ดีแต่ร้องเพราะมีความสุขที่ได้ร้อง และมันทำให้เค้ารู้สึกเหมือนเป็นอีกคนหนึ่ง และแล้วเวที Korea's Got Talent จึงทำให้ทุกคนบนโลกใบนี้ได้รู้จักเค้ารวมทั้งพรสวรรค์ที่เค้าได้ขัดเกลามาด้วยตัวเอง สู้ๆนะ เราคนหนึ่งล่ะที่จะเป็นกำลังใจให้ 


Despite all difficult circumstances he has faced in life through his young age, this boy is brave enough to stand up and show the WORLD his talent. I would like to wish him the best of luck with all my heart. Keep going, Sung-Bong ♥ !!!




วันเสาร์, พฤษภาคม 28, 2554

Cat mom hugs baby kitten ♥ ... so cute !!!

As a cat lover and a mom, I couldn't help smiling when watching this video. The way mummy cat opens her arms and hugs her baby closer is just adorable. I do believe that all living creature possess soul. That's why they know how to love =)

ในฐานะที่เป็นคนรักแมวและเป็นแม่คน เมื่อได้ดูคลิปนี้ ก็อดยิ้มไม่ได้ ภาพที่แม่แมวเอื้อมแขนมาโอบลูกแมวน้อยพร้อมดึงเข้ามาสู่อ้อมกอดแม่ช่างน่ารักน่าชังมากมาย เราเป็นคนหนึ่งที่เชื่อว่าสิ่งมีชิวิตทุกสรรพสิ่งมีจิตวิญญาณจึงสามารถเรียนรู้คำว่ารัก และมอบความรักให้กันได้ ...