วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 03, 2560

การกำจัดยาหมดอายุและยาเหลือทิ้ง

ว่ากันด้วยเรื่องของการกำจัดขยะ หน่วยงานส่วนท้องที่ของประเทศฟินแลนด์กำหนดกฎเกณฑ์การแยกทิ้งขยะอย่างชัดเจน โดยบังคับให้ทุกพื้นที่อยู่อาศัยจัดเก็บขยะอย่างถูกต้อง เช่น แยกถังขยะชีวภาพหรือขยะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ถังเก็บกระดาษ ถังใส่กล่องกระดาษแข็ง ถังทิ้งแก้ว ถังทิ้งโลหะ แยกเป็นสัดส่วนออกจากถังทิ้งขยะทั่วไป เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องแจ้งผู้อยู่อาศัยให้รับทราบด้วยว่า มีสถานที่ใดบ้างที่รับกำจัดขยะชนิดอื่นๆนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น อาทิ ฟูกนอน เฟอร์นิเจอร์เก่า รถยนต์สภาพย่ำแย่เกินซ่อมแซม เป็นต้น หรือแม้แต่ขยะอันตราย เช่น  เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ชำรุด ถ่านไฟฉายหรือแบตเตอรี่ต่างๆ หลอดไฟ และสารเคมีต่างๆ ก็ต้องแยกทิ้งอย่างถูกวิธี แต่มีการแยกทิ้งขยะอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ขยะอันตราย นั่นคือ การกำจัดยาที่หมดอายุและเหลือทิ้ง

ที่นี่ฟินแลนด์ ร้านขายยา (apteekki = ภาษาฟินนิช) เป็นสถานที่เดียวที่จำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยา ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเลขที่กำกับยา หรือ vnr numero ที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างดังรูป


 
ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ยาแต่เกี่ยวข้องกับการรักษา หรือคุณภาพชีวิตเช่น น้ำยาล้างแผล เจลฆ่าเชื้อโรค สำลี พลาสเตอร์ ครีมบำรุงผิว อาหารเสริม วิตามิน เป็นต้นก็สามารถซื้อได้ในร้านขายยา หรือตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป โปรดสังเกตว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่นับรวมเป็นยา จึงไม่ปรากฎ vnr numero บนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น


นอกจากนี้ร้านขายยายังรับยาที่หมดอายุ หรือยาเหลือทิ้งจากบุคคลทั่วไป เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยมีข้อแนะนำดังนี้


*** อ่านข้อแนะนำฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ How to dispose of medicine

สรุปวิธีปฎิบัติเมื่อต้องการนำส่งยาที่หมดอายุ หรือยาเหลือทิ้งไปยังร้านขายยาทุกแห่ง ทั่วประเทศ มีดังนี้

1. แกะฉลากสติ๊กเกอร์ที่ระบุข้อมูลของคนไข้และวิธีใช้ยาออกจากกล่องบรรจุยา เพื่อกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลติดมากับยาที่ต้องการกำจัด

2. รวบรวมยาใส่ถุงพลาสติกใส ที่ไม่บางจนเกินไป และรัดปากถุงอย่างแน่นหนามิดชิดก่อนนำส่ง

3. นำยาเหลือทิ้งชนิดเม็ดออกจากกล่องหรือขวดบรรจุภัณฑ์ ใส่ลงไปในถุงใส ส่วนกล่องและขวดเปล่าสามารถแยกทิ้งตามประเภทของขยะ หากยาบรรจุอยู่ในแผงยา สามารถใส่ลงไปในถุงได้เลยทั้งแผง โดยไม่จำเป็นต้องแกะยาออกจากแผง

4. หากเป็นยาชนิดเหลวหรือแบบครีม ให้นำมาทั้งขวดหรือทั้งหลอดโดยปิดฝาให้สนิท ใส่ถุงนำส่งรวมกับยาเม็ดได้

5. ยาที่ต้องแยกออกจากยาชนิดอื่น โดยต้องใส่ถุงแยกออกต่างหาก ห้ามใส่รวมกับยาประเภทอื่น ได้แก่
- ไอโอดีน (Jodia)  และยาที่มีส่วนผสมของไอโอดีน เช่น Jodixtabletit, Betadine และ Lodosorb 
***(ข้อยกเว้น: หากต้องการทิ้งวิตามินรวมที่มีส่วนผสมของไอโอดีน สามารถใส่ถุงรวมกับยาเม็ดทั่วไปได้ เนื่องจากมีปริมาณของไอโอดีนไม่มากเกินไป หรือถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ค่อนข้างเจือจาง)
- ปรอทวัดไข้ที่มีสารปรอทอยู่ภายใน หากปรอทแตกหัก ต้องแยกใส่ขวดแก้วและปิดฝาให้สนิท
- กระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยา ต้องนำใส่กล่องที่ปิดมิดชิดและไม่สามารถแทงทะลุได้ เช่น กล่องพลาสติกชนิดแข็ง ขวดแก้ว เป็นต้น

6. ร้านขายยาไม่รับกำจัดขยะอันตรายอื่นๆที่นอกเหนือจากที่ระบุมาข้างต้น (ไม่รับสารเคมี ขวดสเปรย์ฉีดผม ปรอทวัดไข้แบบอิเล็กโทรนิค(ใส่ถ่าน) อุปกรณ์อิเล็กโทรนิค หรือ แบตเตอรี่ชนิดต่างๆ เป็นต้น) และบางแห่งไม่รับกำจัดอาหารเสริมหรือวิตามินที่ไม่ใช่ยา(บรรจุภัณฑ์ไม่ปรากฎ vnr numero)

ข้อความชี้แจง จาก องค์กรเภสัชกรแห่งประเทศฟินแลนด์ ร่วมด้วย องค์กรส่วนท้องถิ่น และ หน่วยงานกำจัดของเสีย ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556
วันที่ปรับปรุงล่าสุด 21 พ.ค. พ.ศ. 2558

ป.ล. ใครที่มีคำถามเพิ่มเติม หรือไม่แน่ใจว่ายาของเราหมดอายุหรือไม่ และทิ้งอย่างไร หรือต้องแยกออกจากยาชนิดอื่นหรือไม่ สามารถเดินเข้าไปถามเภสัชกรที่ร้านขายยาได้ทุกแห่งทั่วประเทศค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญพอๆกับการใช้ยารักษาคนไข้ เพราะการกำจัดยาอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกาย อันเนื่องมาจากการปนเปื้อนของยาที่หมดประสิทธิภาพการรักษา และยังลดอันตรายจากยาที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมด้วย... ใส่ใจกันสักนิด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีนะคะ

คำศัพท์ที่สำคัญจากใบประกาศด้านบน
tiedottaa = ประกาศ
lääkkeet = ยา
ottaa vastaan = รับมา
kotitalouksilta = จากครัวเรือน
maksutta = โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
vanhentuneita = เก่า, หมดอายุ
käyttämättömiä = เหลือใช้, ไม่ได้ใช้
lääkejätteet = ขยะประเภทยา
toimitetaan = นำส่ง
vaarallisen jätteen käsittelylaitos = หน่วยงานที่รับกำจัดขยะอันตราย
hävitettäväksi = เพื่อนำไปกำจัด
olla vastuussa = เป็นผู้รับผิดชอบ
lääkkeiden laatu = คุณภาพของยา

poistaa = นำออก, แกะ
lääkepakkaus = บรรจุภัณฑ์ยา
potilastietoja = ข้อมูลของคนไข้
ohjetarrat = ฉลากแสดงวิธีใช้
läpinäkyvä = ใส,สามารถมองทะลุได้
tiivissä = อย่างแน่นหนา
tabletit = ยาชนิดเม็ด
kapselit = ยาชนิดแคปซูล
alkuperäispakkaus = บรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม
läpipainopakkaus = แผงบรรจุยา
irrottaa = เอาออก, ถอด, แยกออกจาก
palautaa = คืน, ส่งคืน
nestemaiset aineet = สารที่เป็นของเหลว

erillisessä = แยกบรรจุ
elohopea = ปรอท
kuumemittarit = เครื่องมือวัดอุณภูมิ, วัดไข้
rikkoutuneet = ซึ่งแตกหักเสียหาย
ruiskut = กระบอกฉีดยา
neulat = เข็มฉีดยา
läpäisemättön = ที่ไม่สามารถผ่านหรือแทงทะลุได้
ainoastaan = เท่านั้น
kemikaaleja = สารเคมี
hiuslakkapullo = ขวดสเปรย์ฉีดผม
paristokäyttöisiä = ที่ใช้แบตเตอรี่, ที่ใส่ถ่าน
sähkölaitteita = อุปกรณ์ไฟฟ้า
paristoja = แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉาย

วันศุกร์, มกราคม 27, 2560

หนังสือเล่มจิ๋วที่มีชื่อว่า MIKI


โพสนี้เหมาะสำหรับผู้ที่รักการอ่าน รวมทั้งผู้ที่กำลังมองหาหนังสืออ่านเล่นขนาดเล็กที่พกพาสะดวก หลายคนอาจคุ้นตาจากชั้นอ่านหนังสือตามห้องสมุดสาธารณะ หรือร้านขายหนังสืออยู่บ้าง แต่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ หนังสือเล่มจิ๋วนี้กัน
                           
MIKI คือหนังสือรูปแบบใหม่ มีขนาดเพียง 118 x 80 มิลลิเมตร จากภาพจะเห็นได้ว่าความยาวน้อยกว่าช้อนกาแฟ จึงพกพาสะดวก น้ำหนักเบาเพราะกระดาษที่ใช้เป็นกระดาษบาง"อินโดพริ้นท์" (ที่ทำให้นึกถึงกระดาษซับหน้ามันสีขาวบางสมัยก่อน หรือกระดาษในหนังสือไบเบิ้ล) กระดาษผลิตและนำเข้าจากบริษัท Bolloré Thin Papers ประเทศฝรั่งเศส เพื่อส่งเข้ากระบวนการตีพิมพ์ในประเทศเนเธอร์แลนด์
หนังสือรูปแบบนี้มีความพิเศษตรงที่ต้องอ่านตามแนวนอนของหนังสือ คืออ่านจากบนลงล่างได้ในทีเดียวทั้งสองหน้าเมื่อกางหน้าคู่ และพลิกเปลี่ยนหน้าขึ้นด้านบนแทนที่การพลิกจากขวาไปซ้าย ตัวหนังสือไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ในหนึ่งหน้าบรรจุไม่เกิน 16 บรรทัด และเนื่องจากมีขนาดเล็กกระทัดรัดและน้ำหนักเบา จึงจับถนัดมือและพลิกเปลี่ยนหน้าได้อย่างสะดวก




เดิมหนังสือขนาดเล็กรูปแบบนี้มีชื่อว่า Dwarsligger หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Flipbackbook ได้รับการตีพิมพ์และเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ปีค.ศ. 2009 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้รับการตอบรับจากนักอ่านชาวดัตช์อย่างล้นหลาม จนถึงขณะนี้ได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 350 เรื่อง เป็นจำนวนหลายล้านเล่ม นอกจากความนิยมในประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว หนังสือเล่มจิ๋วยังถูกเผยแพร่และขยายลิขสิทธิ์การจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายแก่สำนักพิมพ์ในประเทศต่างๆ เช่น สเปน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, สวีเดน, รัสเซีย, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก, โปรตุเกส เป็นต้น



ในประเทศฟินแลนด์นั้น บริษัท Otava เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับสิทธิ์แต่เพียวผู้เดียวในการเผยแพร่วรรณกรรมภาษาฟินนิชในรูปแบบหนังสือขนาดเล็กรูปแบบนี้ และได้จัดวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อลิขสิทธิ์ MIKI ในเดือนเมษายน
ปีค.ศ. 2013 เป็นนิยายจำนวน 12 เรื่อง ได้แก่ 

Kaikki mitä rakastin ผู้แต่ง Siri Hustvedt
Ei kiitos ผู้แต่ง Anna-Leena Härkönen
Fifty Shades – Sidottu 
ผู้แต่ง E. L. James
Fifty Shades – Satutettu ผู้แต่ง E. L. James
Fifty Shades – Vapautettu ผู้แต่ง E. L. James
Kasvot kuvassa ผู้แต่ง Donna Leon
Sheriffi ผู้แต่ง Reijo Mäki
Sinä päivänä ผู้แต่ง David Nicholls
Metsäjätti ผู้แต่ง Miika Nousiainen
Totta ผู้แต่ง Riikka Pulkkinen
Taisteluni: Ensimmäinen kirja (LIKE) ผู้แต่ง Karl Ove Knausgård
Rahalla saa (LIKE) 
ผู้แต่ง Jens Lapidus

ความเห็นส่วนตัว:


เมื่อสามปีก่อน มีเพื่อนชาวฟินน์คนหนึ่งที่รักการอ่าน นำหนังสือ MIKI จากรุ่นแรกที่วางขายในฟินแลนด์ให้เราดู ครั้งแรกที่เห็นคิดว่ามันก็คือหนังสือที่เลียนแบบไบเบิ้ลหรือดิกชั่นนารี่เล่มเล็ก เพราะมีขนาดพอๆกัน แต่เมื่อได้พิจารณาและสัมผัสดูแล้วพบว่า นอกจากขนาดและความบางของกระดาษแล้ว หนังสือรูปแบบนี้ถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนหนังสือชนิดอื่นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเมื่อได้ลองหามาอ่านมาแล้ว มีความเห็นส่วนตัวดังนี้

ข้อดี: ให้คะแนนเต็มในเรื่องขนาดที่พอดีมือ และความสะดวกในการจับถือ พกพา และจัดเก็บ ส่วนรูปแบบของปกก็ถูกออกแบบมาให้พลิกง่าย หน้าปกมีผิวสัมผัสที่เรียบลื่น ไม่สากมือ กระดาษหนาพอประมาณและยังกันน้ำได้ด้วย (หากน้ำสาดกระเด็น หรือหยดบนปกหนังสือก็สามารถเช็ดออกได้ง่าย ไม่ทิ้งรอยเปียก)  แบบฟอร์มหน้ากระดาษที่พิมพ์มาทำให้ต้องกางปกออกอย่างน้อยเก้าสิบองศาไม่ว่าจะกำลังอ่านหน้าบนหรือล่าง คล้ายกับการอ่านหน้าคู่แบบนี้ไปทุกหน้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คิดว่าอ่านได้เร็วขึ้นกว่าหนังสือแบบอื่นที่ต้องอ่านจากบนลงล่างและจากหน้าซ้ายไปขวา ตัวหนังสือไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป และที่สำคัญกระดาษไม่บางจนมองทะลุเห็นตัวหนังสือจากหน้าอื่น

ข้อเสีย: ขณะนี้ในฟินแลนด์มีขายเฉพาะนิยายภาษาฟินนิช ทั้งจากนักเขียนชาวฟินน์และนิยายที่แปลจากภาษาอื่นเท่านั้น และราคาก็ยังสูสีหรือสูงกว่าหนังสือปกอ่อนขนาดธรรมดาบางเล่ม อีกทั้งตลาดการผลิตและจำหน่ายในประเทศกำลังเติบโต จึงมีวางขายเพียงจำนวนจำกัดและมีให้เลือกไม่มากนัก พบเจอนวนิยาย เรื่องอ่านเล่นซะเป็นส่วนใหญ่  นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากระดับความบางของกระดาษแล้ว ส่วนตัวเห็นว่าหนังสืออาจไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม หรือการจับถือเป็นเวลายาวนาน และอาจไม่เหมาะกับการพิมพ์สอดแทรกภาพประกอบหนังสือหรือการจดโน้ต เป็นต้น

สรุปว่า MIKI ยังมีให้เลือกน้อยและราคาก็ยังสูงเกินกว่าที่จะสรรหามาสะสมบนชั้นหนังสือ แม้ว่าจะมีขนาดพกพาที่ดีต่อใจและไม่เปลืองเนื้อที่จัดเก็บก็ตาม และเมื่อเทียบกับหนังสืออิเล็กทรอนิค หรือ eBooks ที่หาอ่านได้ง่าย จัดเก็บและพกพาอย่างสะดวกในแท็บแบล็ตหรือสมาร์ทโฟน และยังมีให้เลือกสรรอย่างมากมายแล้ว ยิ่งทำให้ราคาและความคุ้มค่าของหนังสือรุ่นเล็กแบบนี้ไม่น่าคบหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับนักอ่านอย่างเราที่คลั่งไคล้สัมผัสของกระดาษ และประเมินคุณค่าของหนังสือด้วยใจ มิใช่ราคา ก็อาจหาซื้อหนังสือที่พกพาสะดวกแบบนี้ที่คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถตีตลาดสิ่งพิมพ์ได้กว้างขึ้น และหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะพบหนังสือฉบับภาษาไทยที่พกพาสะดวกแบบนี้ และสามารถแพ็คใส่กระเป๋าเดินทางได้นับร้อยเล่มเพื่อนำมาอ่านได้ทั้งปีที่ฟินแลนด์




ขอบคุณข้อมูลจาก: 
https://otava.fi/uutiset/2013/otava-tuo-suomen-markkinoille-uuden-kirjaformaatin/#.WHj6fuaffA0
http://www.dwarsligger.com/

วันเสาร์, มกราคม 21, 2560

Baked To Bite : ไก่ทอดคลุกพาร์เมซานชีส เสริฟพร้อมมันฝรั่งต้มโรยหน้าด้วยเบคอนทอดกรอบ

วันนี้เป็นวันหยุด เป็นวันแรกในสัปดาห์ที่พวกเราสามคนนั่งทานมื้อกลางวันกันอย่างพร้อมหน้า จึงขอสรรหาเมนูใหม่ๆมาทำเพื่อเอาใจลูกชายที่ชอบอาหารกรุบกรอบ และคุณพ่อบ้านที่โปรดปรานชีสและมันฝรั่ง จึงมาลงตัวที่เมนู "ไก่ทอดคลุกพาร์เมซานชีส เสริฟพร้อมมันฝรั่งต้มโรยหน้าด้วยเบคอนทอดกรอบ" ที่นอกจากจะถูกใจทุกคนแล้ว ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักแต่ไม่หนักไขมันแก่คุณแม่บ้านได้อีกด้วย  และก็ยังคงคอนเซ็ปท์เดิม คือเครื่องปรุงไม่มากและวิธีทำก็แสนง่าย (มื้อนี้ขอปรุงแบบไม่ใช้เตาอบนะคะ) มาดูสูตรและวิธีทำกันเลย




สูตรไก่ทอดคลุกพาร์เมซานชีส

เครื่องปรุง
อกไก่ 4 ชิ้น
โยเกิร์ตชนิดข้นรสธรรมชาติ 4 ช้อนโต๊ะ
เกลือและพริกไทยดำป่น
เกล็ดขนมปัง 5 ช้อนโต๊ะ
พาร์เมซานชีสป่น 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันใช้ทอด



วิธีทำ
ทาโยเกิร์ตชนิดข้นรสธรรมชาติให้ทั่วอกไก่ โรยทับด้วยเกลือและพริกไทยดำป่น แล้วนำไปคลุกกับเกล็ดขนมปังที่ผสมกับพาร์เมซานชีสป่น พยายามกดให้ส่วนผสมเคลือบติดกับอกไก่โดยทั่ว


จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันความร้อนระดับปานกลางจนสุกและเหลืองกรอบ ตักขึ้นมาพักเตรียมเสริฟ จะทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือหากต้องการทานกับมันฝรั่งต้มคลุกกับเบคอนทอดกรอบก็มีวิธีทำดังนี้

สูตรมันฝรั่งต้มคลุกเบคอนทอดกรอบ

เครื่องปรุง
มันฝรั่งลูกเล็ก 8 ลูก
เบคอน 4 เส้น
ผงปาปริก้า 1 ช้อนชา
เกลือและพริกไทยดำป่น

วิธีทำ
ล้างและปอกเปลือกมันฝรั่ง แล้วนำไปต้มจนสุก เมื่อสุกแล้วเทน้ำออกและพักไว้
หั่นเบคอนเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปทอดในกระทะโดยไม่ใส่น้ำมัน ทอดให้กรอบแล้วตักออกจากกระทะ จากนั้นเทมันฝรั่งที่พักไว้ลงไปคลุกกับน้ำมันจากกระทะที่ได้จากการทอดเบคอน ประมาณ 1-2 นาที เทเบคอนที่ทอดแล้วลงไปคลุกให้ทั่วแล้วปรุงรสด้วยผงปาปริก้า เกลือและพริกไทยดำป่น ตักใส่จานพร้อมเสริฟ เป็นอันเสร็จสิ้น ง่ายมั๊ยล่ะเธอ


วันอังคาร, มกราคม 10, 2560

ฝากให้อ่าน...จากหัวอกคนทำงาน ณ ฟินแลนด์

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งคุยกับเพื่อนใหม่เรื่องงาน น้องคนนี้เป็นแฟนบล็อคของเราด้วยล่ะ น้องเพิ่งย้ายมาอยู่ในฟินแลนด์ได้ไม่นาน จึงขอคำแนะนำหลายอย่างจากเรา แต่เราสามารถให้คำปรึกษาที่มาจากประสบการณ์ของเรา อ้างอิงจากสถานการณ์ของเราเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องงานนั้น ประสบการณ์ของเราค่อนข้างจะแตกต่างจากคนอื่น (อย่างน้อยก็ในแวดวงเพื่อนฝูงที่เคยพบปะกัน) กระนั้นก็หวังว่าคำตอบที่ให้น้องเค้าไปจะมีประโยชน์กับเค้าไม่มากก็น้อย และวันนี้ก็อยากนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นการแบ่งปัน ให้ข้อคิด และปรับทุกข์ไปในตัว

เราเป็นคนเหนือ เกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานที่เคยทำจะแวดล้อมไปด้วยชาวต่างชาติและเนื้องานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น เป็นผู้ช่วยครูฝรั่งสอนคลาสเด็ก โอเปอเรเตอร์+คีย์ข้อมูลบริษัทรับทำบิลจากอเมริกา ผู้จัดการออฟฟิศโบรคเกอร์ขายประกันภัยแก่ชาวต่างชาติ เป็นล่ามส่วนตัวของเจ้าของโรงปุ๋ยชาวสวิสฯ และทำงานฟรีแลนซ์แปลงานส่งบริษัทต่างชาติก่อนที่จะแต่งงานและย้ายตามครอบครัวมาอยู่ต่างแดน

เมื่อย้ายมาฟินแลนด์ เรารู้ในทันทีว่าไม่มีอาชีพใดรองรับความรู้ความสามารถจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของเรา และวุฒิการศึกษาที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในประเทศนี้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนภาษาใหม่เพื่อที่จะสามารถสื่อสารและพึ่งพาตัวเองได้ในชีวิตประจำวันก่อน และหวังว่าจะสามารถพัฒนาจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตการทำงานต่อไป

ดังนั้น เมื่อห้าปีก่อน (กุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 2012) เราจึงเริ่มเรียนภาษาคอร์สแรกที่จัดหาโดยสำนักงานจัดหางานและพัฒนาเศรษฐกิจ ( TE / Työ-ja Elinkeinotoimisto )หรือที่ใครๆเรียกว่า "เตื้อ" คอร์สนี้มีชื่อว่า Työelämän Suomea มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เตรียมผู้ที่ย้ายถิ่นฐานอย่างเราให้พร้อมในการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยในประเทศฟินแลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงาน การเรียนการสอนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเน้นเรียนภาษาฟินนิช (ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน)โดยมีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับประเทศฟินแลนด์เข้ามาด้วย และอีกส่วนที่จะได้เรียนในช่วงท้ายแน่นอนคือข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในประเทศฟินแลนด์ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ (กำหนดให้มีการฝึกงานในสถานที่จริง) และแล้วเราก็เรียนจบคอร์สนี้ภายในหนึ่งปี ก่อนที่จะจบการศึกษานักเรียนทุกคนจะได้รับคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้สอนแบบตัวต่อตัว เพื่อวางแผนการศึกษาหลังจากนี้ โดยอ้างอิงจากพัฒนาการทางด้านต่างๆของนักเรียนแต่ละคน (HOPS - henkilökohtainen opintosuunnitelma) มีเพื่อนหลายคนที่จำเป็นต้องเรียนภาษาเพิ่มเติม หลายคนต้องการเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อสายอาชีพ แต่ตัวเราเองเมื่อจบแล้ว เราเลือกที่จะหางานทำ ไม่เรียนต่อ เพราะเรามีความจำเป็น มีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องการรายได้ อีกอย่างหนึ่งคือ เราเชื่อมั่นว่ามีความสามารถมากพอที่จะได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่เราสนใจในขณะนั้น ซึ่งก็คือ พนักงานร้านขายยาหรือผู้ช่วยเภสัชกร (Lääketeknikko) และเราก็มีความกล้าพอที่จะเข้าไปของานจากนายจ้าง เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครแม้แต่สามีของเรา ทุกอย่างเราทำเอง หาข้อมูล สอบถาม และช่วยเหลือตัวเองทุกขั้นตอน

ตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้าไปขอฝึกงานในร้านขายยา(apteekki)ใกล้บ้าน
จนถึงวันนี้ก็เกือบสี่ปีแล้ว หลายคนอาจไม่รู้ว่าเราทำอะไรมาบ้างและก็ผ่านอะไรมาบ้าง เพราะเราเองก็ไม่เคยเล่าชีวิตการทำงานในต่างแดนให้ใครฟังโดยละเอียด ใครถามก็จะเล่าให้ฟังคร่าวๆเท่านั้น ช่วงแรกๆที่มาฝึกงานเราไม่คิดอะไรมาก นอกจากมุ่งมั่นที่จะทำงานหารายได้ จุดประสงค์หลักคืองานประจำ ดังนั้นไม่ว่าจะต้องฝึกหรือเรียนรู้อะไร เราตั้งใจทำเต็มร้อยและก็ทำทุกอย่างที่ทำได้ มีความประพฤติดี ซื่อสัตย์ ขยันและอดทน ผลก็คือ เมื่อผ่านการฝึกงานรวมหกเดือน เราได้ทำสัญญาทำงานช่วงฤดูร้อนฉบับแรกเป็นเวลาหนึ่งเดือน และเมื่อพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่เคยเกี่ยงงาน จึงได้รับการต่อสัญญาทำงานประจำแทนแม่บ้านที่กำลังจะเกษียณ นั่นหมายถึง ต้องทำสองหน้าที่ หน้าที่หลักคือทำความสะอาดและหน้าที่รองคือทำงานผู้ช่วยเภสัชฯอย่างที่ได้รับการฝึกฝน
ลึกๆแล้วเรารู้ตัวว่าไม่ชอบงานประเภทแรก แต่ในเมื่อมันเป็นงานประจำ สัญญาไม่มีวันหมดอายุ บวกกับสวัสดิการต่างๆที่จะได้รับเท่าเทียมกับพนักงานคนอื่นๆ นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นจุดประสงค์หลักของเรา เมื่อเราได้รับข้อเสนอดีๆทั้งๆที่ไม่มีวุฒิการศึกษาจากสาขานี้มารองรับ แล้วเราจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้เลยเหรอ

และแล้วเวลาก็ผ่านไปจากเดือนเป็นปี เราค่อยๆปรับตัวกับงาน สถานที่ทำงาน รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน ตัวงานและสถานที่ยังไม่ยากเท่าไหร่ บุคคลที่เราต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันคลุกคลีและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยนี่แหละ นับเป็นด่านที่ทรหดเชียวละ ขณะที่เรายังฟังภาษาพูดไม่ค่อยเข้าใจ สื่อสารยังไม่คล่อง ยังไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการทำงานของคนที่นี่ เพื่อนร่วมงานแต่ละคนนิสัยใจคอเป็นยังไง พื้นเพมาจากไหน พูดช้า-เร็วต่างกัน เมื่อเค้าพูดภาษาท้องถิ่นของเค้าแล้วมันหมายความว่าอะไร นิสัยการทำงานของแต่ละคนเป็นยังไง มีความสนใจอะไร ควรระวังเรื่องอะไร และหัวข้ออะไรที่ไม่ควรพูด รายละเอียดมันปลีกย่อยมาก ตอนนั้นเข้าใจความรู้สึกของการเป็นคนนอกได้ดีทีเดียว เข้าใจเลยว่าการพยายามสื่อสารผูกมิตรที่รู้สึกว่าล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งเพราะบางคนไม่มีความอดทนมากพอที่จะเข้าใจเรา หรือแย่กว่านั้นหากเราพูดหรือทำอะไรแล้วเค้าเข้าใจผิด แต่เราไม่สามารถอธิบายตัวเองได้ สถานการณ์แบบนี้มันทำให้เรารู้สึกโง่และอึดอัด เหมือนเด็กวัยอนุบาลที่นั่งหัวโด่กลางบทสนทนาของผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจ พูดไม่คล่อง และไม่มีใครสนใจ ช่วงพักกลางวันจึงเป็นเวลาที่เราอึดอัดมากที่สุด วันแล้ววันเล่าเราอดทน เก็บความรู้สึกอัดอั้นท้อใจไว้ในใจ แล้วพูดกับตัวเองว่า ''ฉันยังไหว ฉันไม่ใช่คนโง่เพียงแต่ยังเด็ก สักวันหนึ่งฉันจะโตพอที่จะคุยกับผู้ใหญ่พวกนี้ให้ได้'' แต่รู้มั๊ย เราไม่เคยหลบหรือหนี แม้จะท้อใจแต่ไม่เคยท้อถอย เราตั้งใจทำงานทุกวัน หากมีกิจกรรมนอกเวลางานเราจะเสนอหน้าเข้าร่วมทุกครั้ง แม้จะนั่งอยู่นอกวงสนทนาและไม่เคยมีบทสนทนายาวๆกับใครแต่เราพยายามแสดงให้พวกเค้ารู้ว่า ตรงนี้ยังมีอีกคนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีม เมื่อเวลาผ่านไปเด็กอนุบาลตัวน้อย ค่อยๆเติบโตเป็นเด็กวัยประถม พูดได้คล่องขึ้นทีละนิด และก็เติบโตอย่างช้าๆไปพร้อมๆกับการได้รับการเปิดใจยอมรับจากเพื่อนร่วมงานทุกคน แม้ขณะนี้จะยังไม่ใช่ผู้ใหญ่เต็มตัว ยังพูดสนทนาไม่ได้อย่างพวกเค้า แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่า 'ฉันไม่ใช่คนโง่' และวันนี้เองที่เราขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยย่อท้อ

สองปีแรกเราทำงานเต็มเวลาวันละแปดชั่งโมง สัปดาห์ละห้าวัน สลับกับผู้ช่วยฯคนอื่นทำงานวันเสาร์คนละหนึ่งวันเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ช่วงหลังๆเรารู้สึกอิ่มตัวกับงาน จึงขอทำงานแค่วันละหกชั่วโมงเท่านั้น (ปัจจุบันเวลางาน 7.30 - 13.30) แต่สามารถยืดหยุ่นได้หากมีความจำเป็น หน้าที่ในแต่ละวันของเรามีดังนี้
- งานทำความสะอาดจะใช้เวลาประมาณ 3-4ชั่วโมง ปัด กวาด เช็ด ถู ดูดฝุ่น ถูพื้น ล้างห้องน้ำ ทิ้งขยะ ซัก-รีดชุดยูนิฟอร์ม เช็ดกระจก เช็ดทำความสะอาดชั้นวางสินค้า และอีกมากมาย สรุปคือ ดูแลทำความสะอาดพื้นที่ทุกซอกมุมของร้านขายยา ทั้งชั้นบน(ส่วนที่รับลูกค้า) และชั้นล่าง(ส่วนพนักงานและห้องเก็บของ) หน้าที่ส่วนนี้สามารถจัดสรรได้โดยการจัดระดับความสำคัญ เช่นอะไรที่ต้องทำทุกวัน อะไรที่เก็บไว้ทำเพียงสัปดาห์ละครั้ง เดือนละครั้ง หรือตามฤดูกาล และอะไรที่ต้องหมั่นเช็คแล้วทำเมื่อจำเป็น นายจ้างให้อิสระในการตัดสินใจเต็มที่ และไม่มีใครคอยควบคุม
- จากนั้นชั่วโมงที่เหลือของวันเราจึงทำงานส่วนอื่นๆ เช่น แคชเชียร์ รับ-ตรวจเช็ค-และขึ้นทะเบียนยาที่ส่งมาจากโกดัง จัดวางสินค้าเข้าชั้น และบางครั้งนำยาไปส่งลูกค้านอกสถานที่ ข้อสังเกต: ผู้ช่วยเภสัชกรจะไม่สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับยาแก่ลูกค้าแต่อย่างใด เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องยา เภสัชกรเท่านั้นที่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องยาได้

หลายคนอาจคิดว่างานนี้ดูไม่ยาก ก็ทำความสะอาดใช้เวลาไปเกือบครึ่งวันแล้วนี่นาและแทบไม่ต้องพูดกับใคร และไม่ต้องสื่อสารกับลูกค้าเลย ภาษาคงไม่จำเป็นล่ะมั๊ง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะโดยปกติแล้วภาษาที่ใช้ในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะอาชีพไหนนั้น นอกจากจะใช้สื่อสารในสถานที่ทำงาน เช่น สื่อสารกับลูกค้า สนทนากับเพื่อนร่วมงาน หรือติดต่อสื่อสารกับพนักงานจากส่วนนอก ทั้งแบบพูดและเขียนแล้ว ยังรวมถึงต้องสามารถเข้าใจข้อความต่างๆและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่างๆ เช่น ชื่อเครื่องมือ อุปกรณ์ สินค้า ข้อบังคับ ป้ายเตือน คู่มือ ตำรา จดหมายจากราชการ หนังสือสัญญา หนังสือแจ้งเตือน คำอธิบายเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายแรงงาน สิทธิและหน้าที่ของผู้เสียภาษี เป็นต้น เอกสารหลายฉบับเป็นฉบับภาษาฟินนิชเท่านั้น เพียงมีระดับความยาก-ง่ายแตกต่างกันไปตามสาขาอาชีพ แล้วอย่างนี้แล้ว ยังคิดว่าภาษาไม่จำเป็นในการทำงานอีกหรือ แล้วหากมีข้อสงสัย คำถาม ข้อขัดแย้ง หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในที่ทำงานขึ้นมา คุณจะขอความช่วยเหลือจากใครถ้าคุณไม่สามารถสื่อสารด้วยตัวคุณเอง

และหลายคนอาจสงสัยอีกเช่นกันว่า เราทำหน้าที่มากมายอย่างนี้แล้วเงินเดือนที่ได้มันเหมาะสมกับงานไม่เนี่ย บอกไว้เลยว่าเราได้เงินเรทเดียวกับพนักงานทำความสะอาดทั่วไป (ตามสัญญาที่ระบุใน TES) และได้เพิ่มขึ้นทุกปีตามอายุการทำงาน ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร หลักหักภาษี(ราวๆ 10 %)และค่าสวัสดิการอื่นๆแล้วรายได้สุทธิเท่ากับหนึ่งพันยูโรนิดๆ(สัปดาห์ละห้าวัน วันละ 6 ชั่วโมง/เดือนละ 120 ชั่วโมง) จึงไม่แปลกที่เพื่อนหลายคนมีความเห็นไม่ดีงามต่องานนี้ อ้าว ก็แล้วทำไมไม่ขอเพิ่มตามระดับความยากของเนื้องานล่ะ แต่โปรดสังเกตว่า เราได้สัญญาทำงานนี้มาจากตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดที่ว่างลง ดังนั้นหน้าที่และความรับผิดชอบหลักของเราก็ต้องเป็นส่วนที่เกี่ยวกับความสะอาด หน้าที่รองนั้นเพียงเพิ่มขึ้นมาด้วยความยินยอมและเห็นพ้องระหว่างเรากับนายจ้าง หากวันใดที่มีความสามารถเทียบเท่าผู้ช่วยคนอื่นๆ เราอาจได้รับโอกาสให้เปลี่ยนตำแหน่ง อย่างไรก็ตามหน้าที่ความรับผิดชอบและรายได้เท่านี้สำหรับเรามันค่อนข้างเพียงพอ เพราะเราไม่มีภาระทางการเงิน ไม่มีค่าเดินทาง(ที่ทำงานห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตร จึงเดินไปทำงานทุกวัน) ไม่มีรายจ่ายฟุ่มเฟือย ไม่มีค่ารักษาพยาบาลเพราะใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีจากนายจ้าง ที่ผ่านมาเราไม่เคยเดือดร้อนและไม่เคยหยิบยืมเงินจากใคร แถมยังสามารถแบ่งรายได้ 25% ของทุกเดือนออมเก็บในบัญชีเงินฝากเพื่ออนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ สี่ปีที่ผ่านมาด้วยรายได้เท่านี้ เราสามารถรวบรวมนำมาปลดหนี้บัตรเครดิตของตัวเองที่มีหนี้ค้างเกือบแสนบาทภายในสี่เดือน ยื่นเอกสารขอสัญชาติฟินแลนด์แก่ตัวเองและลูกชาย เชิญคุณแม่เดินทางมาท่องเที่ยว และเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวในต่างประเทศทุกปี 

อ้อ ในเมื่อพูดเรื่องเงิน เราก็อยากฝากบอกหลายๆคนด้วยว่า โปรดอย่าดูถูกงาน ไม่ว่าจะอาชีพไหน ตำแหน่งใด สัญญาระยะสั้นหรือยาว งานก็คือแหล่งรายได้ที่คนทำควรภาคภูมิใจ และก็ภาษีจากเงินรายได้ของคนทำงานที่ส่วนหนึ่งถูกหักออกไปทุกเดือนนี่แหละ ที่รัฐแบ่งไปใช้เป็นเงินสวัสดิการแก่ผู้ที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งรวมถึงคนที่กำลังเรียนอยู่ หรือคนที่ว่างงานนั่นล่ะ

ดังนั้น ใครก็ตามที่พึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม หรือ'เกล่า'อยูนั้นควรทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าแม้ฟินแลนด์จะเสนอเงินช่วยเหลือแก่ผู้ย้ายถิ่นฐานที่มาอยู่ใหม่ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีข้อจำกัดเพื่อถ่วงระบบให้สมดุล เพื่อที่ว่าสัดส่วนของผู้ใช้แรงงานควรจะมีมากกว่าผู้ที่ว่างงาน เหตุเพราะรัฐสวัสดิการอย่างประเทศฟินแลนด์นั้น พัฒนาเจริญก้าวหน้ามาได้ด้วยการนำเงินภาษีมาพัฒนาประเทศ และภาษีส่วนใหญ่ที่รัฐเก็บจากประชาชนก็คือภาษีรายได้ นั่นก็หมายความว่า คนทำงานนี่แหละที่เป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า (เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วเราอาจจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน) หากคิดกลับกันว่า ถ้าสัดส่วนของประชากรผู้ใช้แรงงานน้อยกว่าประชากรที่รอการช่วยเหลือจากรัฐแล้ว รัฐจะเก็บเงินสวัสดิการต่างๆจากใคร และจะส่งผลให้มีข้อจำกัดความช่วยเหลือตามมาอย่างไร แล้วในที่สุดประเทศจะต้องรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นไร จะยังพัฒนาหรือถดถอย ดังนั้นสรุปว่า เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้"รับ"เงินช่วยเหลือตามสมควรจากรัฐ แต่ควรพึงระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อถึงเวลาที่เรามีความสามารถเพียงพอ เราก็ควร"ให้"กลับคืนแก่รัฐเพื่อที่จะได้นำไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางคนอาจจะมองต่างมุม อาจแย้งว่า 'จะไม่ดีกว่าเหรอหากเราขวนขวายเรียนสายอาชีพเพื่อหางานที่ดีกว่านี้ เพื่อที่จะไม่ต้องทำความสะอาด เพื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อประกอบอาชีพที่สามารถยืดอกภูมิใจ โอ้อวดกับใครๆได้ว่าฉันมีความรู้และมีงานทำ' และแน่นอนว่าใครๆก็อยากทำงานที่ตัวเองรัก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำได้ ตัวเราเองยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังไม่รู้ ยังนึกไม่ออกว่าเราอยากทำอะไร ชอบอะไร และอาชีพไหนที่เหมาะกับเรา เรามีเพียงจุดหมายเดียวในชีวิตซึ่งก็คือ "วันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำให้ดีที่สุด" เพราะสิ่งที่เราทำในวันนี้มันคือสิ่งที่เราจะเหลียวกลับมาดูในวันพรุ่งนี้ และอีกครั้งในวันถัดไปและต่อไปในอนาคต เราใช้มันเป็นกำลังใจเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แม้บางวันรู้สึกท้อจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ หรือก็มีหลายครั้งที่สุขใจจนอยากตะโกนดังๆ แต่ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ คือประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครและหาซื้อที่ไหนไม่ได้ และมันคือบทเรียนที่เราได้มาจากหยาดเหงื่อและน้ำตา

เรารู้ตัวดีว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่มาก หน้าที่การงานก็ไม่ได้เริ่ดหรู อวดชาวบ้านได้ และที่สำคัญเราไม่ได้เรียนสายอาชีพอะไรเพิ่มเติม ไม่มีวุฒิจากเมืองนอกที่จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแต่อย่างใด ดังนั้นก็ไม่แปลกที่หลายคนอาจดูถูกงานที่เราทำ แต่เราอยากบอกว่าที่ชีวิตเราได้เดินมาถึงจุดนี้ ทุกก้าวเป็นก้าวที่เราภูมิใจ สิ่งที่เราเรียกว่าความสำเร็จมันไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษา ใบปริญญา หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่มันคือบทเรียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หากวันใดที่เราไม่ทำงานนี้แล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่เราจะได้รับอาจเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่าใบรับรองการทำงาน ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเขียนว่าอะไร แต่เราเชื่อว่าบทเรียน มิตรภาพที่ถือกำเนิดขึ้น และความทรงจำมากมายที่ไม่อาจบรรจุอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นมันเหนือกว่าคำบรรยายใดๆ และมีค่ามากว่าใบจบการศึกษาหรือตัวเลขในบัญชีหลายเท่าตัว ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ

วันจันทร์, ตุลาคม 10, 2559

YKI TEST ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ

มีเสียงเรียกร้องอยู่หลายเสียงจากเพื่อนๆ และมีแฟนบล็อคท่านหนึ่งขอให้ช่วยแนะนำการเตรียมสอบ YKI TEST ที่หลายคนไม่มั่นใจที่จะลงสอบ หรือบางคนก็กังวลมาก กลัวว่าจะยากเกินไป ไหนจะหาตำราและเอกสารเตรียมสอบยากยิ่งกว่างมเข็มบ้างล่ะ แล้วไหนจะต้องปรับหูปรับลิ้นให้เจ้าของภาษาเข้าใจเราให้มากที่สุดอีกล่ะ ในฐานะที่เราก็เคยเตรียมสอบมาก่อน และก็สอบผ่านแล้ว จึงขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวข้อสอบ YKI TEST และการเตรียมตัวสอบไว้ตรงนี้ให้มากเท่าที่ตัวเองจำได้

                  


ก่อนอื่นมารู้จักเจ้าข้อสอบนี้ก่อนว่ามันคืออะไร
YKI (Yleiset Kielitutkinnot) คือ ข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำมาเพื่อวัดระดับความสามารถทางภาษา ซึ่งดำเนินการจัดสอบและตรวจสอบโดยมหาวิทยาลัยยึแวสกึแหละ (University of Jyväskylä)และรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศฟินแลนด์ (Finnish Ministry of Education) ดังนั้นจึงจัดสอบภายในประเทศเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศฟินแลนด์จะเข้าใจว่า YKI TEST คือ ข้อสอบที่วัดระดับภาษาฟินนิช และเมื่อสอบผ่านระดับกลาง (Keskitaso) คือได้คะแนนระหว่าง 3 - 4 ในสี่ส่วน คือการฟัง พูด อ่าน และเขียน ก็สามารถใช้ใบรับรองที่แสดงผลสอบนี้ยื่นประกอบเอกสารการขอสัญชาติฟินแลนด์ (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ 
Opetushallitus - Kielitaidon osoittaminen kansalaisuutta haettaessa และนอกจากจะมีข้อสอบวัดระดับความสามารถภาษาฟินนิชแล้ว YKI TEST ยังสามารถใช้วัดความสามารถทางภาษาอื่นๆด้วย ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาเลี่ยน ภาษารัสเซีย ภาษาซามิ ภาษาสเปน และภาษาสวีดิช จุดประสงค์ของการสอบวัดระดับภาษาพวกนี้หลักๆ เพื่อนำผลการสอบใช้เป็นหลักฐานแสดงความสามารถด้านภาษานั้นๆทั้งในส่วนวิชาชีพ การเรียนการศึกษา การสมัครงาน และการขอสัญชาติฟินแลนด์
(เฉพาะผลสอบภาษาฟินนิชและภาษาสวีดิช)ดังกล่าวตอนต้น


จากประสบการณ์การเตรียมสอบวัดความสามารถทางภาษาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะ YKI, TOEFL หรือ TOEIC โดยรวมแล้วแบ่งเป็นสองส่วนคือ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมตัวตามโครงสร้างข้อสอบ


การเตรียมเนื้อหา หมายถึง วัดความสามารถของการใช้ภาษาของเรา ความรู้ด้านไวยกรณ์แน่นรึยัง รู้คำศัพท์เพียงพอรึไม่ บอกเล่าเรื่องราวหรืออธิบายตัวเองได้ดีแค่ไหน ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองให้ได้ทั้งสี่ทักษะ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) แล้วเสริมในส่วนที่ต้องเสริม แต่อย่าหยุดพัฒนาส่วนที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก และที่สำคัญเตรียมคำตอบใหกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตทั้งในชีวิตประจำวัน หรือกรณีฉุกเฉิน เช่น ก็อกน้ำรั่ว เห็นคนเดินลัดคิว พบเจออุบัติเหตุ กระเป๋าหรือมือถือหาย เราจะรับมือกับสถานการณ์พวกนี้ได้อย่างไร เป็นต้น รวมทั้งฝึกการสื่อสารด้านอื่นๆ เช่นการโต้ตอบทางอีเมล์ เขียนโปสการ์ดหรือจดหมาย หรือบทเขียนแสดงทัศนคติ เป็นต้น

ส่วนการเตรียมตัวตามโครงสร้าง คือ เตรียมตัวสอบตามโครงสร้างของข้อสอบ เช่น
ข้อสอบมีอยู่สี่ส่วน(สี่พาร์ท) หากจำไม่ผิดจะเริ่มจากพาร์ทการอ่าน (Tekstin ymmärtäminen) กำหนดให้อ่านบทความหัวข้อหลากหลายและมีความสั้นยาวแตกต่างกัน ระหว่าง 3-6 บทความ ควรศึกษาก่อนว่าพาร์ทนี้มีกำหนดเวลาทำข้อสอบทั้งหมดกี่นาที ควรใช้เวลาอ่านเฉลี่ยตอนละกี่นาทีและตอบคำถามกี่นาที และควรเผื่อเวลาตรวจแก้คำตอบในตอนท้ายกี่นาที
** ไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์ทุกคำ เพียงอ่านบทความแล้วสามารถหาคำ key words หรือคำใบ้ที่บอกใจความสำคัญหรือใจความหลักในแต่ละย่อหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะกล่าวถึงซ้ำๆ ก็จะสามารถจับประเด็นเรื่องราวที่ย่อหน้านั้นต้องการสื่อสารแล้ว หากต้องการทำข้อสอบให้ไวที่สุด ควรอ่านชื่อเรื่องเป็นอย่างแรก(หากมี) 
แล้วกวาดตาอ่านทั้งบทความหนึ่งรอบเพื่อตอบคำถามคร่าวๆว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร ซึ่งส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง จากนั้นอ่านคำถามและพิจารณาตัวเลือกที่ให้มา แล้วกลับไปอ่านประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า วิธีนี้ทำให้สามารถเดาได้ว่าจะพบคำตอบได้จากย่อหน้าใด ไม่เช่นนั้นก็สามารถกวาดตาหาคำตอบได้จากย่อหน้าใกล้เคียง เป็นต้น เมื่อได้คำตอบแล้วก็อ่านคำถามข้อต่อไป หากไม่แน่ใจให้เลือกคำตอบที่เดาว่าถูกที่สุดไปก่อน แล้วกลับมาทำอีกครั้งหากยังเหลือเวลา อย่างไรก็ตาม หมั่นเช็คเวลาขณะทำข้อสอบและอย่าลืมเผื่อเวลาตรวจทานก่อนส่งกระดาษข้อสอบ

จากนั้นจะต่อด้วยพาร์ทการเขียน (Kirjoittaminen) เท่าที่จำได้จะแบ่งเป็นสองหรือสามหัวข้อหลัก ข้อแรกจะระบุสถานการณ์มาให้และสั่งให้เราเขียนจดหมาย หรืออีเมล์ ถึงบุคคลนี้ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะใช้ฟอร์มไหนและเขียนอธิบายอย่างไร และอีกหัวข้อหนึ่งมีโจทย์หรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และต้องการให้เราเขียนเรียงความแสดงทัศนคติของเราต่อโจทย์ที่ให้มา กำหนดเวลาทำข้อสอบพาร์ทเขียนทั้งหมดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ภายในเวลาที่กำหนดนี้ ก่อนอื่นควรตัดสินใจเลือกข้อเขียนหัวข้อใดที่ถนัดที่สุดก่อน แล้วเผื่อเวลาระดมความคิดและวางแผนโครงสร้างก่อนที่จะเริ่มเขียน และอย่าลืมตรวจทานการสะกดคำ และนับจำนวนคำอีกสักนิด
(หากจำไม่ผิดข้อสอบการเขียนโดยเฉพาะเรียงความแสดงความคิดเห็นจะมีข้อกำหนดจำนวนคำอยู่ด้วย เช่น ต้องเขียนไม่ต่ำกว่า 200 คำ)
**อย่าลืมโครงสร้างเรียงความที่ต้องมีอย่างน้อยสามย่อหน้า ได้แก่ส่วนคำนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนสรุป แม้ว่าส่วนเนื้อเรื่องจะสามารถแยกได้เป็นหลายย่อหน้า แต่ควรระบุใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้าอย่างชัดเจนซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นประโยคแรกของย่อหน้า และเมื่อมีใจความหลักแล้วก็ควรเขียนสนับสนุนใจความหลักให้เหตุผลสอดคล้องกัน อย่าลืมการใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างถูกต้อง ส่วนการแต่งประโยคนั้นหากไม่มั่นใจเกี่ยวกับไวยกรณ์ หรือคำศัพท์ แนะนำให้เขียนประโยคง่ายแต่ตรงประเด็น ดีกว่าการใช้ประโยคที่ซับซ้อนหรือใช้คำศัพท์ที่อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับใจความหลัก นอกจากนี้ควรเขียนเรียงความให้ยาวที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย เพราะทุกคำทุกประโยคที่นำมาเรียบเรียงเขียนตอบสามารถเรียกคะแนนได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อสอบพาร์ทเขียนแล้ว ผู้เข้าสอบจะได้พักครู่ใหญ่เพื่อทานอาหารว่างที่เตรียมไปเอง หรือเข้าห้องน้ำ

จากนั้นจะย้ายห้องสอบไปยังห้องสตูดิโอ เพื่อเริ่มสอบพาร์ทการฟัง (Puheen ymmärtäminen) เจ้าหน้าที่จะจัดให้ผู้สอบหนึ่งคนนั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์หนึ่งตัวต่อเข้ากับ headset ซึ่งเราจะสอบพาร์ทฟังและพูดในห้องนี้ เริ่มจากพาร์ทฟังที่เราฟังคำสนทนา ประกาศต่างๆ แล้วตามด้วยคำถามจากหูฟัง ผู้สอบจะเขียนตอบลงบนกระดาษคำตอบของตัวเอง ส่วนตัวคิดว่าพาร์ทนี้ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องบริหารเวลาด้วยตัวเอง สคริปท์จะรันไปเองเรื่อยๆ แล้วจึงหยุดให้เราเขียนตอบ เราสามารถจดโน้ตลงบนกระดาษเปล่าที่เจ้าหน้าที่ให้มาได้ แต่เราเองก็ต้องมีสมาธิจดจ่อกับบทสนทนาที่เรากำลังฟังด้วยและควรฝึกจดโน้ตให้เร็วแต่เข้าใจง่ายที่สุด

และก็มาถึงพาร์ทที่ส่วนตัวคิดว่ายากที่สุด แต่ใช้เวลาน้อยที่สุด นั่นคือพาร์ทการพูด (Puhuminen) หลังจากพาร์ทการฟังสิ้นสุดลงผู้เข้าสอบจะยังสวมหูฟังอยู่และต้องจัดตำแหน่งไมโครโฟนให้ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถพูดเพื่ออัดเสียงลงในไมโครโฟนได้อย่างถนัด และเมื่อได้ยินโจทย์จากหูฟังหรือได้อ่านคำถามบนจอคอมพิวเตอร์แล้ว จะได้รับเวลาชั่วครู่เพื่อเตรียมคำตอบก่อนที่จะพูดตอบลงในไมโครโฟน โจทย์มีประมาณ 2-4 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น จองเวลาตัดผม นัดหมอ สนทนากับเพื่อน หรือสมมติสถานการณ์หลายๆสถานการณ์แล้วให้เราพูดโต้ตอบกับเทปจากคอมพิวเตอร์ ช่วงที่เตรียมคำตอบสามารถเขียนแนวทางคำตอบลงไปบนกระดาษเปล่าก็ได้ แต่ต้องนึกคำตอบให้เร็วเพราะ มีเวลาเตรียมตัวไม่มาก 
(สามสิบวินาทีถึงสองนาทีแล้วแต่ความยากง่ายของคำถามและความยาวของคำตอบที่กำหนดให้พูด) เช่น ให้เหตุการณ์สมมุติมาว่า "คุณเพิ่งเดินทางกลับมาถึงสนามบินเฮลซิงกิ-วันตา แต่ปรากฎว่ากระเป๋าเดินทางของคุณหาย คุณจะแจ้งเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเกี่ยวกับกระเป๋าที่หายอย่างไร" ให้เวลาเตรียมตัวสามสิบวินาที และให้เวลาพูดตอบภายในหนึ่งนาที เป็นต้น เมื่อคำสั่งให้เริ่มพูด เราต้องพูดลงในไมโครโฟนที่ติดอยู่กับ headset คอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มจับเวลาและทำการอัดเสียงของเราและเซฟเก็บเอาไว้เพื่อส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจข้อสอบ
**ขณะที่สอบพูด ต้องแน่ใจว่าพูดชัด เสียงไม่ดังหรือเบาเกินไป และต้องมีสมาธิอย่างมากเพราะผู้สอบทั้งห้องจะเริ่มพูดพร้อมกัน แม้จะมีส่วนกั้นระหว่างโต๊ะคอมพ์และผู้เข้าสอบแต่ละคนสวมหูฟังอยู่ แต่ก็ยังได้ยินเสียงคนอื่นพูด โดยเฉพาะคนข้างๆที่จะชัดมากเป็นพิเศษ ต้องตั้งสติให้ดี)นอกจากนี้พยายามพูดให้ครบเวลาที่ให้มาแม้ว่าจะตอบคำถามจบไปแล้วก็ตาม พูดสนับสนุนคำตอบหรือเพิ่มเติมอะไรก็ได้ที่ไม่เรื่อยเปื่อยเพราะทุกอย่างนับเป็นคะแนนทั้งนั้น 
(และพยายามใช้เวลาให้ครบ ไม่ขาดและอย่าให้เกิน) การเตรียมตัวในพาร์ทนี้สามารถลองอัดเสียงตัวเองโดยใช้หูฟังต่อกับไมโครโฟนเพื่อทำความคุ้นเคยกับการอุปกรณ์ที่ใช้ในสตูดิโอ และลองปรับน้ำหนักเสียงของตัวเองขณะที่พูดให้ดัง ฟังชัดและพูดลงจังหวะให้พอเหมาะ พร้อมจับเวลาเพื่อฝึกฝนการบริหารเวลาขณะที่พูดไปด้วย

ติดตามอ่าน ตำราและลิ้งค์ที่แนะนำเพื่อเตรียมตัวสอบ YKI เร็วๆนี้

วันอาทิตย์, มีนาคม 20, 2559

Pop-Jazzkuoro คอร์สร้องเพลงประสานเสียงป๊อป-แจ๊ส

“He who sings scares away his woes.”
― Miguel de Cervantes Saavedra

"ผู้ที่ร้องเพลงคือผู้ที่ขับไล่ความทุกข์โศกออกไปจากใจ"

หน้าตาของโน้ตเพลงที่ครูแจกให้ร้อง
ที่มาที่ไป
เริ่มจากการได้มีโอกาสลองเรียนในหลักสูตรระยะสั้นของ
"โครงการส่งเสริมกิจกรรมสันทนาการ-งานอดิเรก-การฝึกอบรมและให้คำปรึกษา" ที่จัดทำออกมาด้วยความร่วมมือระหว่างคณะบริหารของเมือง Järvenpää กับ สถาบัน Järvenpään Opisto, สถาบันดนตรี Keskisen Uudenmaan Musiikkiopisto, โรงเรียนสอนศิลปะ Kuvataidekoulu และอีกหลายสโมสร ออกแบบหลักสูตรมาทุกปีๆละสองครั้ง คือ ภาคฤดูใบไม้ร่วง และภาคฤดูใบไม้ผลิ มีอยู่นับร้อยหลักสูตรแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เช่น ภาษา ออกกำลังกาย ศิลปะ งานฝีมือ งานบ้าน คอมพิวเตอร์ เต้น ดนตรี เป็นต้น และเนื่องจากส่วนใหญ่เป็นหลักสูตรระยะสั้น กิจกรรมส่วนมากจัดในเวลาเย็นหรือสุดสัปดาห์ ระยะเวลาของแต่ละหลักสูตรภาคละไม่เกินห้าสิบชั่วโมง ค่าธรรมเนียมจึงไม่แพงเกินไป วิธีลงทะเบียนก็ไม่ยุ่งยาก เลือกได้สามทาง คือ ลงทะเบียนออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ Ilmoittautuminen kursseille หรือวิธีที่สองโดยทางโทรศัพท์ เบอร์ 09 2719 2498 หรือเดินไปสอบถามพร้อมลงทะเบียนได้ที่ สำนักงาน Järvenpää-talo สามารถชำระค่าธรรมเนียมด้วยเงินสด หรือด้วย Liikunta setelit (คูปองออกกำลังกายที่เป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่นายจ้างส่วนใหญ่จะมอบแก่พนักงาน เพื่อส่งเสริมให้ออกกำลังกายนอกเวลางาน) 
อัพเดท: ปัจจุบัน หลักสูตรที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการออกกำลังกายนั้น สามารถชำระด้วย Smartum Liikunta- ja kulttuuriseteli หรือคูปองออกกำลังกายและสันทนาการ เท่านั้น

โครงการส่งเสริมกิจกรรมสันทนาการ-งานอดิเรก-การฝึกอบรมและให้คำปรึกษา ของเมือง Järvenpää

หน้าตาของ Liikuntasetelit ของ smartum ใบนี้มีมูลค่าสี่ยูโร 
วิธีใช้โดยการเซ็นชื่อหลังคูปอง สามารถใช้ชำระแทนเงินสดได้ตามมูลค่าของบัตร 
แต่ไม่สามารถแตกออกเป็นเงินย่อย หรือใช้ทอนแทนเงินสด 
เช่น ค่าธรรมเนียม 35 ยูโร เท่ากับ การชำระโดยคูปองมูลค่าสี่ยูโร จำนวนแปดใบ 
บวกเงินสดอีก 3 ยูโร หรืออาจชำระเป็นคูปองมูลค่าสี่ยูโรจำนวนเก้าใบถ้วน 
แต่จะไม่ได้รับเงินทอน เป็นต้น

คอร์สร้องเพลงประสานเสียงป๊อป-แจ๊ส 
Pop-Jazzkuoro
หลักสูตรเลขที่ 7203
เวลาเรียนทุกวันพุธ เวลา 18.00 - 19.30 น.
สถานที่ โรงเรียนมัธยมปลายยาร์เวนแป้
หลักสูตร 48 ชั่วโมง 
ค่าธรรมเนียม 75 ยูโร
ระหว่างวันที่ 9 ก.ย.-2 ธ.ค. 2015 และ 13 ม.ค.-6 เม.ย. 2016 
รายละเอียด  ร่วมเรียนขับร้องเพลงประสานเสียงแนวป๊อปแจ๊สที่หลากหลาย เช่น เพลงสไตล์ Negro spirituals, เพลงจากวงบีเทิลส์, เพลงแจ๊สแนวคลาสสิก และแม้แต่เพลงจากภาพยนตร์การ์ตูนดิสนีย์อันโด่งดัง ครูผู้สอนยังสามารถแนะแนวเกี่ยวกับเนื้อเสียงแก่นักเรียนนักร้องประสานเสียงเมื่อเริ่มเปิดเรียนภาคฤดูใบไม้ร่วง ยินดีต้อนรับผู้ที่สนใจและต้องการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ในกลุ่มเรียนร้องเพลงประสานเสียงของเรา!

สถานที่เรียน

ประสบการณ์ในห้องเรียน
เนื่องจากเราติดภารกิจบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถลงเรียนในภาคแรก จึงได้เพียงลงทะเบียนเรียนในภาคฤดูใบไม้ผลิ คือ เริ่มเรียน 13 ม.ค. 2016 ซึ่งเป็นช่วงครึ่งหลังของหลักสูตร และชำระค่าธรรมเนียมเพียง 37,50 ยูโร วันแรกที่เข้าเรียนไม่ได้เตรียมตัวอะไรมากเพราะไม่คิดว่าจะต้องมีพื้นฐานการร้องเพลงมาก่อน ปรากฎว่ามีนักเรียนใหม่ที่เริ่มเรียนพร้อมกันแค่สองคน ส่วนนักเรียนที่เหลืออีกสิบกว่าคนคือกลุ่มที่เริ่มเรียนมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง ที่ได้เรียนและซ้อมร้องเพลงประสานเสียงมาแล้วหลายเพลงในช่วงครึ่งหลักสูตรที่ผ่านมา เราเองเป็นเด็กใหม่ก็ต้องปรับตัวและพยายามตามพวกที่เหลือให้ทัน อุปกรณ์การสอนของครูคือเปียโน และทุกครั้งที่เริ่มร้องเพลงใหม่ครูจะแจกชีทโน้ตเพลงแก่นักเรียน เราเองไม่เคยเรียนโน้ตเพลงมาก่อน บอกตรงๆว่าพอเห็นโน้ตเพลงแล้วอึ้งเพราะอ่านไม่เป็น แต่ยังไม่อยากถอดใจจนกว่าจะลองดูก่อน 


ก่อนที่เริ่มร้องเพลงจะมีการยืดเส้นยืดสายและวอร์มเสียงก่อน เพื่อผ่อนคลายสรีระที่เป็นทางผ่านของลมและเสียง โดยการหมุนไหล่ ออกกำลังแขนท่าชกมวยหรือท่าสกี หมุนคอไปทางซ้าย-ขวา-หน้าและหลัง  เป็นต้น ส่วนการวอร์มเสียงก็เช่น ครูจะบอกให้นักเรียนเปล่งเสียงเช่น "มอย-มอย-มอย-มอย-มอย" ไล่เสียงทีละครึ่งเสียงเหมือนกับตอนที่เราร้อง โด-เร-มี-เร-โด หลายๆรอบโดยแต่ละรอบจะเริ่มจากโน้ตสเกลหลัก โด, เร, มี, ฟา, ซอล, ลา, ที และ โด ตามลำดับและวกกลับมายังโน้ตเริ่มต้น ขณะเดียวกันครูจะกดโน้ตบนเปียโนนำไปตามลำดับของสเกล โดยกำชับให้ออกเสียงให้เป็นธรรมชาติที่สุด ไม่เค้นและไม่บีบเสียง หรือการวอร์มเสียงด้วยการเป่าปาก (Bubble) ก็ช่วยวอร์มกล้ามเนื้อปากได้ดีทีเดียว (คล้ายกับตัวอย่างการวอร์มเสียงที่อ๊อฟ ปองศักด์ทำให้ดูในวิดิโอนี้

 เพลงที่พวกเราฝึกร้องก็มีทั้งเพลงที่มีเนื้อร้องภาษาอังกฤษ เช่น แนวป๊อป: California Dreamin', Imagine, Circle of Life, I will survive, Killing Me Softly และแนวแจ๊ส: Autumn Leaves, Goodnight Sweetheart, Fly Me To The Moon, All Blues, และ Didn't Leave Nobody But The Baby และที่มีเนื้อร้องภาษาฟินนิช: Hetki Lyö, Minä ja Hän, Herrojen kanssa pellon laidassa, Joka päivä ja jokaikinen yö, และ Ranskalaiset korot 

เนื่องจากเป็นห้องเรียนร้องประสานเสียง สมาชิกในห้องจึงถูกแบ่งออกตามเนื้อเสียงเป็นสามกลุ่ม คือ เสียงโซปราโน (หญิงเสียงสูง) เสียงอัลโต (หญิงเสียงกลางหรือสูงรองลงมา) และเสียงของผู้ชาย(เสียงต่ำ) 
ดังนั้นโน้ตเพลงจึงถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มแยกตามบรรทัดอย่างชัดเจน แต่ละกลุ่มเสียงจะอ่านโน้ตเพลงในบรรทัดที่กำกับเสียงของตนเท่านั้น ซึ่งบางเพลงมีเนื้อร้องทุกบรรทัดเหมือนกันแต่โน้ตเพลงต่างกัน หรือบางเพลงเนื้อร้องไม่เหมือนกันแต่เมื่อร้องประสานกันแล้วจึงน่าฟัง 

ตัวอย่างเพลงที่มีเนื้อร้องเหมือนกัน แต่ร้องด้วยโน้ตที่ต่างกัน
เสียงโซปราโนร้องบันทัดแรก(มีเลข 13 กำกับ) บรรทัดถัดมาเป็นของเสียงร้องอัลโต
และบรรทัดสุดท้ายร้องโดยเสียงผู้ชาย
(สามบรรทัดแรกด้านบนใช้โน้ตเดียวกันและร้องพร้อมกันทั้งสามกลุ่ม)

ตัวอย่างเพลงที่มีเนื้อร้องไม่เหมือนกัน กลุ่มเสียงโซปราโนร้องตามเนื้อร้องในบันทัดแรก
บรรทัดที่สองและสามกำกับเสียงร้องของอัลโตและเสียงผู้ชาย
ที่ส่งเสียงร้องคล้ายเครื่องดนตรีเคาะจังหวะเป็นฉากหลังของเพลง

ถามว่าเพลงที่นำมาร้องมีเยอะมั๊ย ก็คิดว่าค่อนข้างเยอะ และท้าทายอยู่พอสมควร โดยเฉพาะคนที่อ่านโน้ตไม่เป็นอย่างเราที่ต้องหมั่นฝึกฝน ก่อนที่จะร้องแต่ละเพลงเราต้องฟังตัวอย่างจากครูก่อนเพื่อที่จะร้องขึ้นโน้ตได้อย่างถูกต้อง และตาต้องไว เพื่อคอยตามทำเครื่องหมายกำกับบรรทัดที่เราต้องร้อง เมื่อฟังแล้วคอยร้องตามให้ตรงโน้ตและออกเสียงลงจังหวะอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังต้องทำหมายเหตุต่างๆเพิ่มเติม เช่น การแยกหรือประกอบคำร้อง การเอื้อนเสียง เมื่อจบบรรทัดนี้แล้วต้องวกไปร้องต่อที่บรรทัดไหน หรือ เมื่อจบเพลงควรลากเสียงยาวนานเท่าไหร่ เป็นต้น อารมรณ์ก็ควรจูนให้เข้ากับธีมความหมายของเพลง ดังนั้น ตัวเองจึงต้องทำการบ้านเยอะ เพื่อทำความเข้าใจความหมายของเพลงแต่ละเพลง รวมทั้งฝึกออกเสียงเนื้อร้องที่เป็นภาษาฟินนิชที่เราไม่คุ้นเคย นอกจากนี้เมื่อต้องร้องเพลงหลายๆแบบ หลายๆเพลงก็อาจทำให้สับสนได้ การฝึกฝนและการปล่อยใจให้สนุกกับการร้องเพลง จะช่วยให้เราร้องประสานเสียงให้เข้ากับเพื่อนคนอื่นๆได้อย่างไม่ติดขัด

อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ที่ได้มามันคุ้มค่าเหนือคำบรรยายจริงๆ สำหรับตัวเองนั้นนอกจากจะมีความมั่นใจด้านขับร้องมากขึ้นแล้ว ยังได้พบเพื่อนใหม่ทั้งต่างชาติและต่างวัยที่ชื่นชอบในสิ่งเดียวกัน นั่นคือการร้องเพลง♫ ได้แสดงออกและแบ่งปันความรักในเสียงดนตรีร่วมกัน รวมทั้งได้ร้องประสานเสียงด้วยความกลมกลืน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ขอบคุณครูผู้สอนและเพื่อนร่วมห้องเรียนประสานเสียง สำหรับโอกาสและประสบการณ์ดีๆแบบนี้ที่ได้ทำเป็นครั้งแรกในชีวิต และขณะนี้ที่พวกเรากำลังเรียนจบหลักสูตร พวกเราจึงถือโอกาสจัดคอนเสิร์ตร้องเพลงประสานเสียงที่ได้เรียนและฝึกในห้องเรียนในวันสุดท้ายของหลักสูตร เหมือนเป็นงานแสดงวันจบการศึกษา ดังนี้

•**• คณะผู้สอนและนักเรียนกลุ่มร้องเพลงประสานเสียง Pop/Jazz choir class ของ Järvenpään Opisto ภูมิใจเสนอโชว์ร้องเพลงประสานเสียง ณ ห้องสมุดเมือง Järvenpää ที่จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 6 เดือนเมษายนนี้ ตั้งแต่เวลาหกโมงเย็นเป็นต้นไป ไม่เก็บค่าเข้าชม งานนี้เราทุ่มเทฝึกซ้อมและคัดสรรเพลงมาอย่างดี ในฐานะที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่ม ขอเชิญชวนเพื่อนๆที่มีใจรักเสียงเพลงป็อปและแจ็สทุกท่านมาร่วมชมการแสดงนี้ 
ขอฝากไว้ด้วยนะคะ •**•

Tytti Arolan johdolla Järvenpään Opiston Pop- jazz - kuoron ensimmäisessä konsertissa kuullaan monenlaisia kappaleita: suomenkielistä poppia mm. Eppu Normaalia, Jenni Vartiaista ja Carolaa sekä englanninkielisiä jazz-standardeja, 50-luvun doo-woppia ja bluegrassia.
Tervetuloa kuuntelemaan ja tutustumaan minkälainen on tämän vuoden pop-jazz- kuoro! Tilaisuuteen on vapaa pääsy.
Tapahtumat Järvenpäässä - Järvenpään kaupunki
https://www.jarvenpaa.fi/jarvenpaa/kalenteri/show.tmpl?id=2159&sivu_id=5800

อัพเดทภาพและวิดีโอจากงานโชว์ร้องเพลงประสานเสียง  Pop/Jazz choir กลางห้องสมุดของเมือง
วันที่ 6 เมษายน 2559








วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 19, 2559

✿ ~ Content ~ ✿

Content ~ สารบัญ
แนะนำหน้าสารบัญที่เก็บรวบรวมบทความทั้งหมดของบล็อคนี้โดยจัดเรียงตามหัวข้อ (Articles by topic) คลิ้กบนลิ้งค์ของชื่อบทความเพื่อเปิดอ่านบทความได้เลยค่ะ
 ✿ Live ✻ Explore ✻ Express: ✿ ~ Content ~ ✿