วันเสาร์, มิถุนายน 01, 2556

1A luokan todistusten jako : ไทเลอร์เรียนจบชั้นเกรดหนึ่ง

Thailer sai lukuvuositodistuksen tänään. Kaikki meni hyvin. Onnea Thailerille! :)

Thailer received a certificate of the academic year today. All went well. Congratulations Thailer! ;)

วันนี้ไทเลอร์ได้รับใบประกาศจบการศึกษาชั้นเกรดหนึ่ง ใบประเมินผลการเรียนออกมาดี แต่พฤติกรรมบางอย่างในชั้นเรียนอาจต้องปรับปรุง อย่างไรก็ตามประเมินผลโดยรวมถือว่าดี ดีใจด้วยนะลูกรัก จุ๊บจุ๊บ ^^






ป.ล. ลองสังเกตดูนะ ห้องเรียนชั้นเกรดหนึ่งของที่นี่มีนักเรียนไม่เกิน 20 คนต่อห้อง โต๊ะก็วางเรียงกันเป็นแถวห่างกันพอควร ไม่แออัด กำกับด้วยครูประจำชั้นหนึ่งคนนั่งโต๊ะหน้าห้อง ส่วนโต๊ะหลังห้องที่มีดอกไม้วางอยู่เป็นโต๊ะครูผู้ช่วย อุปกรณ์การเรียนการสอนครบครัน มีการเรียนการสอนแค่ครึ่งวัน ส่วนการบ้านไม่ได้มีให้ทำทุกวัน การสอบประเมินผลก็ประมาณสองครั้งต่อหนึ่งเทอม เรียนน้อยกว่าเมืองไทยหลายเท่าแต่คุณภาพการเรียนการสอนเป็นอันดับต้นๆของโลก อยากให้บ้านเราเป็นแบบนี้บ้างจัง

วันเสาร์, พฤษภาคม 11, 2556

ฝึกปรือฝีมือการแปล : Eläkeläisten terveys parempi kuin ennen


Suomessa eläkeläiset ovat nyt terveempiä kuin aikaisemmin. Yli 65-vuotiaiden suomalaisten toimintakyky on muuttunut selvästi paremmaksi 20:n viime vuoden aikana. Näin kertoo tutkimus, jonka on tehnyt Terveyden ja hyvinvoinnin laitos eli THL. 

Tutkimuksen mukaan noin puolet yli 65-vuotiaista kokee, että he ovat vielä täysin työkykyisiä. Eläkeläiset voivat ehkä paremmin siksi, että he ovat tottuneet syömään terveellistä ruokaa ja harrastamaan liikuntaa. Myös tupakanpolton väheneminen on parantanut suomalaisten terveyttä. 

THL on kuitenkin huolestunut siitä, että eläkeläiset juovat enemmän alkoholia kuin aikaisemmin.



Yle Uutiset selkosuomeksi  | yle.fi

Maanantai 18.03.2013




ในฟินแลนด์ ผู้สูงอายุวัยเกษียณในปัจจุบันมีสุขภาพดีกว่าในอดีต ร่างกายของชาวฟินแลนด์ที่มีอายุเกิน 65 ปีทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วง20ปีที่ผ่านมา
จากการศึกษา พบว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีอายุเกิน 65 ปีรู้สึกว่ายังสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ต่อไปได้อีก พวกเค้ากล่าวว่าเหตุผลที่ทำให้มีแข็งแรงอาจมาจากการคุ้นเคยกับการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและออกกำลังกายเป็นงานอดิเรก นอกจากนี้การลดการสูบบุหรี่ก็ยังช่วยส่งเสริมสุขภาพของชาวฟินแลนด์ให้ดีขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม THL มีความกังวลว่าผู้สูงอายุวัยเกษียณดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นกว่าในอดีต

วันเสาร์, พฤษภาคม 04, 2556

อิฐทีละก้อน

บทความนี้ได้มาจาก fw mail อ่านแล้วได้ข้อคิดที่ว่า อยากเก่งก็ต้องขยัน อยากสำเร็จก็ต้องพยายามไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ และที่สำคัญอย่าฝืนธรรมชาติ ซึ่งก็คือเวลา การจะประสบความสำเร็จมันต้องใช้เวลา ลองผิดลองถูก ฝึกฝน และบ่มเพาะความรู้และประสบการณ์ เหมือนกำแพงอิฐที่วางเรียงทีละก้อนต่อเป็นชั้นๆขึ้นมา หากฐานไม่มั่นคง กำแพงคงไม่อยู่ทนแข็งแรง ฉันใดก็ฉันนั้น...


อิฐทีละก้อน

เด็กชายอเมริกันอัจฉริยะคนหนึ่งเรียนข้ามชั้นมาโดยตลอด เพราะสติปัญญาเหนือกว่าเพื่อนร่วมห้องหลายเท่า เมื่ออายุสิบสาม เขาสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศได้ ทุกอย่างน่าจะลงตัว แต่ปรากฏว่าเขามีปัญหาในการใช้ชีวิตมหาวิทยาลัยอย่างมาก เพราะแม้จะเรียนเก่ง สู้คนอื่นได้สบายๆ แต่กลับไม่อาจเข้ากับเพื่อนร่วมชั้นได้เลย เขาไม่มีเพื่อนไม่ใช่เพราะเขาไม่น่าคบแต่อย่างไร ปัญหาคือเขายังเป็นเด็กชาย มีความคิดอ่านแบบเด็กอยู่ ขณะที่เพื่อนร่วมชั้นเป็นหนุ่มสาววัยยี่สิบ คิดและมีพฤติกรรมอย่างหนุ่มสาว เขากับเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนละรุ่นกันจริงๆ

พ่อแม่จำนวนมากให้ลูกเข้าเรียนเร็วกว่ากำหนด อาจเพราะอยากให้จบไวกว่าและเริ่มต้นเร็วกว่าคนอื่น อายุสี่ขวบเรียน ป. 1 แล้ว บ่อยครั้งเกิดปัญหาเข้ากับเพื่อนไม่ได้ เพราะพฤติกรรมและพัฒนาการของเด็กคนละวัยต่างกัน เด็กเก่งๆ บางคนเรียนข้ามชั้นตลอด อายุสิบแปดจบปริญญาตรี อายุยี่สิบจบปริญญาโท แต่ขาดวุฒิภาวะที่ส่วนใหญ่มาจากการสะสมด้วยเวลา

เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องดำเนินไปทีละขั้นเหมือนการก่อกำแพงอิฐสร้างบ้าน ต้องวางอิฐทีละก้อน เรียงทีละแถว เมื่อได้ที่แล้วก็วางอิฐทีละก้อนเป็นแถวที่สอง แถวที่สาม ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ ตามลำดับของมัน ไม่อาจผิดไปจากนี้ เราไม่สามารถก่ออิฐแถวบนสุดโดยไม่ก่อแถวล่างสุด อิฐทีละก้อนคือการก่อร่างอย่างมั่นคง อิฐทีละก้อนคือความเสถียร

แต่งานวางอิฐทีละก้อนดูชักช้าไม่ทันใจสำหรับคนรุ่นใหม่ในยุคที่ทุกอย่างอยู่ในโหมด ‘เร็วที่สุด’ จึงชอบทางลัด ไม่ว่าทำอะไรก็อยากเห็นผลเร็วๆ มองไม่เห็นความสำคัญหรือความจำเป็นของ          ‘อิฐทีละก้อน’

เราสามารถเรียนจากครูที่ดีที่สุดคือธรรมชาติ ธรรมชาติมี ‘อิฐทีละก้อน’ ของมัน พืชสัตว์ใช้ชีวิตตามกำหนดเวลาของมัน ต้องจำศีลหลังจากสะสมอาหารจนมากพอ สืบพันธุ์หลังจากสร้างรังเสร็จแล้ว เป็นต้น เป็นลำดับเวลาของมัน ผลไม้ที่มนุษย์ลัดขั้นตอนรีบบ่มให้สุก รสชาติสู้ผลไม้ที่สุกตามธรรมชาติไม่ได้ สวยแต่รูปจูบไม่หอม

มนุษย์เราก็หนีไม่พ้นสัจธรรมข้อนี้ การเขียนหนังสือ การเป็นช่างมือหนึ่ง การเป็นมืออาชีพในสายต่างๆ ล้วนอาศัยกระบวนการแบบอิฐทีละก้อน ก้าวไปทีละขั้น ไม่มีทางลัด เซียนในทุกแขนงมาจากการฝึกฝนเรียนรู้แบบ ‘อิฐทีละก้อน’

การเป็นนักเขียนต้องใช้เวลาบ่ม การใช้ภาษาที่มีพลังต้องใช้เวลาเพาะ การเป็นพ่อครัว การเข้าใจคุณสมบัติของวัตถุดิบแต่ละชนิดกินเวลาศึกษา การรู้จักส่วนผสมที่ถูกปากต้องใช้เวลาฝึกฝน ฯลฯ

คนมีปัญญาจึงไม่รีบร้อน ทำงานไปเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ข้ามผ่านรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยคิดว่ามันไม่สำคัญ เพราะกำแพงที่ก่อด้วยอิฐไม่ครบก้อนนั้นไม่แข็งแรง และพังทลายได้

ชีวิตเราทุกคนประกอบด้วยอิฐจำนวนมากหากแต่ละท่อนแต่ละจังหวะของชีวิตคืออิฐหนึ่งก้อน ชีวิตเราทั้งชีวิตก็เป็นผลรวมของอิฐจำนวนมาก อิฐเหล่านี้บางก้อนสมบูรณ์ บางก้อนแตกร้าว บางก้อนเผาไฟมากไปจนดำเกรียม แต่อิฐทุกก้อนสำคัญ

คนที่ประสบความสำเร็จในงานต่างๆ มักมีประสบการณ์คล้ายกันคือ ‘อิฐ’ ก้อนแรกๆ เป็นอิฐที่ไม่สมบูรณ์มีตำหนิ เผาไม่ได้ที่ หรือเผามากไปจนเกรียม เหล่านี้คือการทดลอง การฝึกฝน การเคี่ยวกรำ ความเหนื่อยยากลำบาก แต่อิฐแต่ละก้อนมีความจำเป็นต้องมีอยู่ อิฐไม่สมบูรณ์เหล่านี้เป็นรากฐานของอิฐชั้นต่อๆ ไปที่ดีกว่าเดิม ก่อรวมเป็นงานชิ้นใหญ่

ยอดนักประดิษฐ์ของโลก ธอมัส เอดิสัน บอกว่า “ผมทำงานอย่างสนุกสนานสิบแปดชั่วโมงต่อวัน นอกจากงีบเล็กๆ แล้ว ผมนอนราว 4-5 ชั่วโมงต่อคืน” 

เขาพิสูจน์ให้เราเห็นว่าอิฐไม่สมบูรณ์สำคัญเท่าๆ กับอิฐที่สมบูรณ์ เขาชี้ว่าหากผลงานชิ้นหนึ่งประกอบด้วยอิฐร้อยก้อน ไอเดียดีเป็นแค่อิฐก้อนหนึ่งเท่านั้น ที่เหลืออีก 99 ก้อนคือความเหน็ดเหนื่อย การลงมือทดลองทำ ล้มแล้วลุก ล้มแล้วลุก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คู่แข่งของเอดิสัน นิโคลา เทสลา ซึ่งเป็นอัจฉริยะนักประดิษฐ์ ผู้คิดค้นกระแสไฟฟ้าสลับและผลงานต่างๆ มากมาย นอนวันละสองชั่วโมง ทำงานทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนสำเร็จ

อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์ สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยตอนกลางวัน กลางคืนเป็นนกฮูกราตรี ทำงานทดลองโทรศัพท์ของเขา ทดลองไปทีละขั้น ทดลองแล้วทดลองอีก ก่ออิฐทีละก้อนอย่างอดทน

การสั่งสอนเด็กจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้เด็กรู้ว่า ชีวิตไม่มีอะไรได้มาแบบลัดขั้นตอน เราไม่อาจมีความรู้โดยปราศจากการขวนขวาย ไม่มีทางได้ทักษะอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ต้องฝึกฝน

อย่าบ่นว่างานที่ทำน่าเบื่อ อย่ามองว่าความผิดพลาดเป็นความน่าเบื่อ จงมองว่ามันเป็นประสบการณ์ มองว่างานที่กำลังทำแต่ละวันนั้นเป็นเพียงอิฐก้อนหนึ่งในบรรดาหลายพันหลายหมื่นก้อนในชีวิตเรา

อิฐที่ถูกไฟเผาจนเกรียมอาจดูไม่สวย แต่มันแข็งแกร่งกว่าอิฐธรรมดา เพราะไฟช่วยเคี่ยวกรำให้มันแกร่ง

ประสบการณ์เลวร้ายไม่ใช่ความเลวร้ายและความล้มเหลวแต่ละครั้งไม่ใช่ความล้มเหลว หากเราใช้พวกมันเป็นอิฐที่รองรับอิฐก้อนต่อๆ ไป

วินทร์ เลียววาริณ



วันพุธ, พฤษภาคม 01, 2556

วันแรงงานสากล ณ ฟินแลนด์ : Aurinkoinen vappu 2013


วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี คือวันแรงงานสากล (May Day) ในประเทศฟินแลนด์ เรียกวันนี้ว่า 'vappu'

Vappu มีความสำคัญกับชาวฟินแลนด์ โดยเฉพาะนักเรียนที่จบจากชั้นมัธยมปลาย (Lukio) เพราะนอกจากจะเป็นวันเริ่มต้นของฤดูใบไม้ผลิแล้ว รวมถึงการเริ่มต้นชีวิตการทำงาน หรือชีวิตนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยหรือเทียบเท่า
นักเรียนทุกคนที่เรียนจบชั้นมัธยมปลายจะเรียกตัวเองว่า Ylioppilas และจะสวมหมวกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ มีรูปทรงคล้ายหมวกของทหารเรือสีขาว(ดังรูปด้านล่าง) เรียกว่า ylioppilaslakki ในพิธีจบการศึกษาของตน ดังนั้นชาวฟินแลนด์เกือบทุกคนจะมีหมวกใบนี้ไว้ในครอบครองและเก็บรักษาอย่างดี และในวัน vappu นี้เองจึงนำออกมาปัดฝุ่นสวมใส่เพื่อร่วมฉลองในวันแรงงาน

ในวันนี้เอง ธงชาติฟินแลนด์จะถูกเชิญขึ้นสู่ยอดเสา หากสภาพอากาศเอื้ออำนวย เหมือนเช่นปีนี้ที่มีแดดอุ่นๆและไม่อากาสไม่เย็นมาก ก็จะเห็นชาวฟินแลนด์สวมหมวก ylioppilaslakki และพากันออกมาเดินเล่น ปิกนิคนอกบ้าน บ้างก็ร่วมเดินขบวนกับสมาคมนักเรียนเก่า แต่ส่วนใหญ่จะนั่งทานและดื่มนอกบ้านกันอย่างสนุกสนาน ขนมและเครื่องดื่มที่เป็นสัญลักษณ์ของ vappu คือ 
tippaleivät ทำจากแป้งปั้นเป็นเส้นยาวนำมาขดเป็นแผงคล้ายก้อนไหมพรมแล้วนำไปทอด เสร็จแล้วจึงโรยน้ำตาลไอซิ่งก่อนเสริฟ, 
munkit คือโดนัททอดเคลือบน้ำตาลทำได้หลายรูปแบบ ที่นิยมคือแบบก้อนกลมและรูปโดนัท และ 
sima เป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หมักจากมะนาว น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ยีสต์แห้ง ลูกเกดและน้ำ หมักเป็นเวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์ มีสีขุ่นโดยธรรมชาติและไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

Munkit

Täällä meillä on lämmin ja aurinkoinen vappu, vaikka ulkona on hirvean
tuulista. Kävimme pyörällä Rantapuistossa ja söimme Hesburgerissa. Puistossa oli
paljon suomaalaisia ulkoilemassa ja juhlimassa vappua. Muutamalla oli lippis
päässä. Olisi ollut kivempi jos ei olisi tuullut niin paljon. Tänään oli, kuitenkin,
kaunis Vappu ilma!

Hauskaa vappua kaikille!!




วันจันทร์, เมษายน 29, 2556

เปลี่ยนกระถาง


เปลี่ยนกระถาง

นายไพศาล (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทการเงินแห่งหนึ่งมาสามสิบปี วันหนึ่งเจ้านายบอกเขาว่า “คุณไพศาล เห็นคุณทำงานหนักแล้วเป็นห่วงจัง คงจะเหนื่อยแย่เลย คุณน่าจะพักซักหน่อยนะ”

อ่านระหว่างบรรทัดได้ความว่า คำว่า ‘พัก’ แปลว่าเลิกจ้าง อ่านใจเจ้านายได้ความว่า “ตอนนี้มีคนใหม่มาแทนคุณ จบจากนอก วิสัยทัศน์กว้างไกล ที่สำคัญคือราคาถูกกว่าคุณ!”

นางสมละมัย (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทการพิมพ์แห่งหนึ่งมายี่สิบห้าปี ขยันผิดปกติ ไปทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เลิกงานหลังคนอื่น แต่เธอก็ต้องไปขยันต่อที่อื่น เพราะเจ้านายบอกว่า “เราเข้าสู่ยุคใหม่ เราต้องปรับตัว...” อ่านระหว่างบรรทัดได้ความว่า บริษัทไม่มีนโยบายเลี้ยง ‘ไดโนเสาร์’ อ่านใจเจ้านายได้ความว่า “คุณไม่รู้เรื่องคอมพิวเตอร์ ใช้อีเมลยังไม่เป็น ไม่สามารถปรับตัวกับยุคใหม่ได้”

นายรังสรรค์ (นามสมมุติ) ทำงานที่บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งนานยี่สิบห้าปี ตั้งแต่หนุ่มจนวัยกลางคน เขาไม่ได้เรียนจบปริญญา เริ่มจากงานเซลส์แมนระดับล่างในต่างจังหวัด ไต่เต้าขึ้นมาจนเป็นหัวหน้าและผู้จัดการ นิสัยดี ลูกน้องรัก แต่วันหนึ่งก็ถูกลูกน้องที่เรียกเขาว่า ‘พี่’ ทุกคำเหยียบหัวขึ้นมาแทนเขา เหตุผลของเจ้านายคือ “เราต้องสร้างคนใหม่ขึ้นมา” เจ้านายไม่ได้บอกว่าจะทำอย่างไรกับคนเก่า แต่เดาไม่ยาก ในเมื่อคนใหม่มีปริญญาสองใบจากเมืองนอก พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนเก่าร้อยเท่า

นายสินชัย (นามสมมุติ) ทำงานในบริษัทอเมริกันแห่งหนึ่ง ขยัน นิสัยดี ซื่อสัตย์ แต่เมื่อผลผลิตไม่ถึงเป้า เขาก็ต้องจากไปตามปรัชญาการทำงานแบบฝรั่งคือ ถ้าชอบใจก็จ้างทันที เงินเดือนไม่อั้น ถ้าไม่ชอบใจก็ชี้ไปที่ประตูทางออกทันทีเหมือนกัน เจ้านายไม่พูดอ้อมค้อมให้ต้องตีความ บอกตรงๆ ว่า “คุณตามไม่ทันตลาดโลก วันๆ หมกหัวอยู่แต่ในรูเล็กๆ เดิมๆ ที่ปลอดภัย คิดแผนการตลาดแบบเดิมๆ ทำงานแบบเดิมๆ”

ตัวอย่างเหล่านี้ใช้นามสมมุติ แต่เนื้อเรื่องไม่สมมุติ มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นทุกวันทุกมุมโลก ในรอยต่อระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ คนเหล่านี้มีนับล้านๆ คน เป็นพนักงานที่ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ ทำงานมานาน แต่ทำไมบริษัทจึงไล่พวกเขาออกง่ายๆ ?

คำตอบคือ องค์กรชอบคนซื่อสัตย์ ทำงานหนัก แต่ไม่ได้ใช้ความซื่อสัตย์-การทำงานหนักเป็นมาตรวัดผลงานและประเมินอนาคตของบริษัท บริษัทเหล่านี้อาจไม่ได้เลวร้ายไปทั้งหมด แต่เมื่อให้เลือกเอาระหว่างอนาคตของพนักงานคนหนึ่งกับอนาคตของบริษัท ก็ตอบได้ไม่ยาก

มองในมุมของคนที่ทำงานหนักอย่างซื่อสัตย์มานานปี “มันไม่แฟร์เลย!” แต่ในระบบทุนนิยม การว่าจ้างกับการเลิกจ้างเป็นของคู่กัน เป็นกระบวนการปกติของธุรกิจทุกวงการ คนที่ไม่เข้าใจ หรือลืมความจริงข้อนี้ มักจะทุกข์ร้อนเมื่อเวลาเลิกจ้างมาถึง หลังจากเผลอไปดาวน์รถ หรือจองคอนโดฯใหม่ได้สามวัน

คนส่วนใหญ่ชอบทึกทักเอาเองว่า หากซื่อสัตย์ต่อบริษัท ตั้งใจทำงาน จะไม่ถูกไล่ออก แต่ในยุคที่สนามแข่งขันคือโลกทั้งโลกและบริษัทส่วนใหญ่โอบรัดปรัชญา ‘กำไรสูงสุด’ ความคิดดังกล่าวไม่เป็นเช่นนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำดีแค่ไหน หากไม่สร้างกำไรสูงสุด ก็อาจอยู่ไม่ได้ แม้แต่ประธานกรรมการก็ถูกไล่ออกได้!

การถูกเลิกว่าจ้างเป็นผลรวมของลูกโซ่เหตุการณ์ที่สะสมมาถึงจุดจุดหนึ่ง คนที่มองไม่เห็นภาพรวมก็มักเดือดร้อนเมื่อถึงจุดจุดนั้น หรือมองแค่จุดจุดนั้น หลายคนชอบมองระยะสั้น ไม่ค่อยมองที่ภาพรวม แก้ปัญหาเฉพาะหน้าช่วงสั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น หากรู้สึกว่าเงินเดือนน้อยไป ก็ไปบอกเจ้านาย เมื่อเจ้านายขึ้นเงินเดือนให้ ก็เข้าใจว่าปัญหาของตนจบแล้ว ก้มหน้าทำงานต่อไปอย่างสบายใจ แต่ไม่มองภาพรวมว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหน บริษัทอยู่ที่ไหน และโลกอยู่ตรงไหน การตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงภายนอก ก็เหมือนกบในหม้อน้ำที่ต้มด้วยไฟอ่อน ไม่รู้ความเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในหม้อ กว่าจะรู้ว่าร้อน ก็กลายเป็นกบต้มสุกไปแล้ว

บางคนยึดเก้าอี้ไว้แน่น ไม่ยอมขยับตัวไปทำอะไรอย่างอื่นไม่ใช่เพราะรักงาน แต่เพราะความเคยชินกับองค์กร โดยไม่รู้หรือลืมไปว่า นโยบายองค์กรเปลี่ยนได้ตลอดเวลาและท้ายที่สุด บริษัทก็ยึดเอาผลประโยชน์ขององค์กรเป็นหลักเสมอ ถ้าพนักงานไม่พร้อม ไม่สามารถปรับตัวกับนโยบายใหม่ หรือมีภาพลักษณ์ว่าไม่สามารถปรับตัว ก็ต้องหลุดจากวงจรทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรผิด ผิดอย่างเดียวคือ ตามโลกไม่ทัน

ทุกๆ องค์กรประกอบด้วย ‘กระถาง’ หลายใบ กระถางหนึ่งใบต่อพนักงานหนึ่งคนจำนวนกระถางขึ้นกับขนาดบริษัท กระถางคือ พื้นที่เติบโตสูงสุดของพนักงานแต่ละคน

กระถางมีหลายขนาด หลายแบบ พนักงานบางคนเปลี่ยนกระถางทุกปีสองปี บางคนทำงานมายี่สิบปี ก็ยังไม่เคยเปลี่ยนกระถางสักครั้ง เพราะไม่โตเต็มกระถางใบนั้นสักที ต้นไม้แบบนี้มักถูกคัดออก

บางครั้งบริษัทอาจลดจำนวนกระถาง บางครั้งก็ย้ายกระถางทั้งหมดไปที่ใหม่ เจอสภาพแวดล้อมใหม่ ดินฟ้าอากาศที่ต่างจากเดิม ต้นไม้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้ก็ต้องตายไปเช่นกัน

ต้นไม้ไม่ทุกต้นเหมาะกับกระถางใบหนึ่งๆ หากเป็นพันธุ์ไม้ที่ต้นใหญ่ รากโต งอกงามเร็ว ก็ต้องเปลี่ยนกระถางบ่อย ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นบอนไซ

นอกจากนี้ ไม่ทุกองค์กรมีกระถางใบใหญ่สำหรับต้นไม้ที่โตเร็ว บางต้นรากงอกทะลุออกนอกกระถางไชลงไปในดิน ขยับหรือย้ายไม่ได้ หากจะย้ายออกก็ต้องทุบกระถางทิ้ง หรือต้องตัดรากส่วนที่งอกนอกกระถางออกอาจส่งผลให้ต้นไม้นั้นตายได้

ดังนั้น การประเมินขนาดกระถางและอัตราการเจริญเติบโตของตัวเราเป็นระยะๆ จึงสำคัญมาก ต้องรู้จักมองภาพกว้างไกลกว่าแคว่าที่ทำงานยุติธรรมหรือไม่ จ่ายดีกว่าที่อื่นหรือไม่ ควรมองไปไกลว่าเราจะทำอะไรในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เราจะเป็นอะไร อยู่ในกระถางแบบไหน ควรวิเคราะห์สถานการณ์ในภาพรวมว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ที่นี่ ที่นี่เป็นบันไดขั้นที่เท่าไรของเรา เราจะงอกรากที่นี่นานเท่าใด ถึงเวลาเปลี่ยนกระถางแล้วหรือไม่ ถึงเวลาใส่ปุ๋ยเพื่อให้โตพอดีกระถางหรือไม่ ฯลฯ

มายาอย่างหนึ่งของลูกจ้างคือ ความคิดว่าบริษัทที่ยุติธรรมกับลูกจ้างเป็นบริษัทที่เหมาะกับเขาความจริงคือ บริษัทที่ยุติธรรมต่อลูกจ้าง ไม่แน่ว่าจะเป็นบริษัทที่เหมาะกับเขา

บริษัทที่ชั่วโมงทำงานสั้น เงินเดือนสูง ให้โบนัสปีละแปดเดือน ไม่ได้แปลว่าเป็นองค์กรที่เหมาะสมกับเรา เพราะหากในระยะยาว เราก้าวไปไม่เต็มศักยภาพของตัวเองไปไม่ถึงฝัน เงินเดือนสูง โบนัสสูงก็อาจไร้ประโยชน์ ในทางกลับกัน บางองค์กรทำงานชั่วโมงยาว ให้เงินเดือนต่ำ ไม่มีโบนัส แต่อาจเป็นบันไดขั้นสำคัญเพื่อไปถึงฝั่งฝัน เพราะบางอย่างซื้อด้วยเงินไม่ได้เช่น ทักษะพิเศษ ประสบการณ์เฉพาะตัว บทเรียนการทำธุรกิจ เป็นต้น

เราควรรู้ หรือถ้าไม่รู้ก็หาทางรู้ว่า การไปถึงปลายฝันของเรานั้นต้องการปัจจัยอะไรบ้าง ต้องมีประสบการณ์อะไรบ้าง ต้องอัพเกรดตัวเองจุดไหนบ้าง ต้องเรียนต่อหรือเปล่า ต้องใช้เงินทุนหรือเปล่า ฯลฯ

ดังนั้น ระวัง! อย่า ‘งอกราก’ ไม่ขยับตัวไปจนวันเกษียณ พอถึงวันสุดท้ายเพิ่งนึกได้ว่ายังไปไม่ถึงจุดที่ฝัน หรือเพิ่งพบว่าตัวเองเป็นบอนไซ ก็อาจช้าเกินที่จะเปลี่ยนอะไรอย่างได้ผลแล้ว

ลองถามตัวเองด้วยคำถามต่อไปนี้ :

1.การดำรงอยู่ของเราในองค์กรนี้ สร้างความแตกต่างที่ดีต่อองค์กรหรือไม่?

2.การดำรงอยู่ของเราในองค์กรนี้ ช่วยพัฒนาตัวเราหรือไม่?

3.องค์กรที่เราอยู่ให้โอกาสเราใช้ศักยภาพเต็มที่หรือไม่ มีกระถางใบใหญ่กว่านี้รอให้เราเปลี่ยนหรือไม่?

4.เราสามารถเติบโตเต็มกระถางใหม่หรือไม่?

หากคำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่” บางทีได้เวลากระโดดออกจากหม้อน้ำที่ต้มด้วยไฟอ่อนได้แล้ว

ซุนหวู่เขียนไว้ใน ตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ ราวห้าร้อยปีก่อนคริสต์กาลว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

รู้เขา รู้เรา ก็คือประเมินเขา ประเมินเรา

การประเมินตัวเอง, องค์กร และโลกทำให้เรารู้ตัวว่าเราเป็นใคร เก่งแค่ไหน สำคัญแค่ไหน มีโอกาสอะไรรอเราอยู่ จะได้ใช้เป็นข้อมูลประกอบการติดสินใจ ว่าจะทำอย่างไรกับอนาคตและความฝันของตนเอง

แน่ละ ไม่ทุกคนต้องการอยู่ในกระถางใบใหญ่ บางคนมีความสุขในกระถางใบเล็ก ทว่าหากไม่รู้จักประเมินตัวเองและสถานการณ์ บางทีแม้แต่กระถางใบเล็กก็อยู่ไม่ได้!

คนฉลาดรู้เขา รู้เรา มองข้ามชอร์ตก่อนคนอื่นสองสามก้าวและลงมือสร้างความแตกต่างให้ชีวิตตัวเอง ก่อนที่เจ้านายจะบอกว่า “เห็นคุณทำงานหนักแล้วเป็นห่วงจัง...”

วินทร์ เลียววาริณ, 27 เมษายน 2556
www.winbookclub.com

วันจันทร์, มีนาคม 18, 2556

ICE (In Case of Emergency) contact person(s)

This is a very simple thing to do; add ICE (In Case of Emergency) to your family members' names on your mobile phone, or write ICE together with their names and numbers on a card/plastic card/note and keep in your wallet where it is relatively visible. State as many as you need i.e. Mom-ICE1, Dad-ICE2,...This will help polices/emergency staffs to contact your family members in case you are involved in a serious accident and/or unconscious.

You may want to pass this message on to your friends and family.

ในกรณีที่เราได้รับอุบัติเหตุร้ายแรง หรือหมดสติ วิธีที่ง่ายที่สุดที่จะเจ้าหน้าที่จะติดต่อญาติได้ทันการก็คือ ให้คุณบันทึกชื่อบุคคลสำหรับติดต่อเมื่อเกิดกรณีฉุกเฉิน หรือ ICE ไว้ในมือถือ หรือเขียนชื่อและเบอร์ติดต่อลงบนการ์ดแข็งสอดเก็บในกระเป๋าเงินในตำแหน่งที่ค้นหาง่าย สามารถระบุได้หลายชื่อตามลำดับ เช่น แม่-ICE1, พ่อ-ICE2 เป็นต้น ฝากส่งข้อความนี้ต่อให้เพื่อนๆและครอบครัวของคุณด้วย




วันเสาร์, มีนาคม 16, 2556

ปีศาจภายในตัวเรา


ในเดือนกรกฎาคม ปี 1961 สแตนลีย์ มิลแกรม นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ทำการทดลองทางจิตวิทยาสำคัญครั้งหนึ่ง ต่อมาเรียกชื่อว่า The Milgram Experiment

การทดลองนี้ประกอบด้วยตัวอย่างทดลองสองกลุ่ม กลุ่มแรกทำหน้าที่เป็นครู 

กลุ่มหลังทำหน้าที่เป็นนักเรียน ทดลองทีละคู่โดยมี สแตนลีย์ มิลแกรม เป็นผู้คุมการทดลอง นักเรียนอยู่ที่ห้องหนึ่ง ครูกับผู้คุมอยู่อีกห้องหนึ่ง

การทดลองเริ่มด้วยผูกข้อมือของนักเรียนด้วยเส้นลวดเชื่อมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ครูทำหน้าที่ป้อนคำถามแก่นักเรียน หากนักเรียนตอบไม่ได้ ครูจะลงโทษนักเรียนคนนั้น โดยกดปุ่มปล่อยประแสไฟฟ้าไปชอร์ตนักเรียน ปุ่มเหล่านี้เรียงจากค่าต่ำสุดไปถึงสูงสุด เมื่อตอบผิดครั้งแรก นักเรียนจะถูกลงโทษด้วยกระแสโวลต์ต่ำ และจะเพิ่มขึ้น 15 โวลต์ทุกๆ ครั้งที่ตอบผิด บทลงโทษสูงสุดคือ 450 โวลต์ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

ความตึงเครียดเกิดขึ้นกับครูทุกคน เพราะเมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปหลายครั้ง นักเรียนจะร้องด้วยความเจ็บปวด จนถึงจุดจุดหนึ่ง นักเรียนจะขอร้องครูไม่ให้ลงโทษพวกเขา บางคนทุบกำแพง บางคนร้องไห้ ครูบางคนลังเลและบอกผู้คุมว่าจะขอเลิกทดลอง บางคนบอกว่าจะคืนเงินค่าจ้าง ผู้คุมตอบว่า “เลิกไม่ได้ โปรดเดินหน้าทดลองต่อไป”

บางครั้งนักเรียนปฏิเสธที่จะตอบ เพราะกลัวตอบผิด ครูจะถือว่านักเรียนตอบคำถามนั้นผิด และกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้า

แม้จะไม่รู้สึกสบายใจนัก ผู้ที่รับหน้าที่เป็นครูส่วนใหญ่ก็ดำเนินการต่อไปจนจบ ครูบางคนทนไม่ได้จริงๆ ก็เดินออกจากห้องไป แต่ครูบางคนก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร

หลังการทดลองจบแล้ว ผู้คุมจะอธิบายให้ครูฟังว่าการทดลองนี้ไม่มีการปล่อย

กระแสไฟฟ้าจริงแต่อย่างใด นักเรียนที่มาทดลองทำหน้าที่เล่นบทหลอกครูเท่านั้น เสียงร้องของนักเรียนเป็นเสียงที่อัดเทปล่วงหน้า เพื่อหลอกดูปฏิกิริยาของครู 
ครูก็คือกลุ่มตัวอย่างที่แท้จริงของงานนี้

แม้ The Milgram Experiment ได้รับการวิพากษ์ว่าผิดจรรยาบรรณของการทำวิจัย แต่ผลการค้นพบน่าสนใจอย่างยิ่ง 

มันบอกว่ามนุษย์เราสามารถปฏิบัติตามคำสั่งให้กระทำเรื่องเลวร้ายได้ทั้งที่รู้ว่ามันผิด

การค้นพบนี้อธิบายว่า มนุษย์เราเชื่อฟังอำนาจเบื้องบนโดยไม่มีเหตุผล แม้ว่าเบื้องบนจะออกคำสั่ง        ให้ทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน 

นี่อาจอธิบายว่าทำไมทหารนาซีจึงสามารถฆ่าชาวยิวหกล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการทรมานนักโทษทุกรูปแบบ ทั้งที่รู้อยู่ว่ามันเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรม

นี่เป็นภาพที่เราเห็นเป็นประจำในสังคมบ้านเรา ข้าราชการรับคำสั่งรัฐมนตรีให้ปล้นชาติโดยไม่แย้ง ทั้งที่รู้โดยมโนธรรมและศีลธรรมว่ามันไม่ถูกต้อง อัยการปล่อยคนร้ายให้พ้นมือกฎหมาย ตำรวจรับใช้โจรที่เล่นการเมืองจนเป็นใหญ่ พัสดีโค้งคำนับนักโทษ ครูบาอาจารย์รับใช้นักการเมืองชั่ว ฯลฯ

ทหารนาซีที่ฆ่าชาวยิวก็เป็นคนธรรมดา รักครอบครัว เข้าโบสถ์ ตำรวจ พัสดี ครูอาจารย์ก็เป็นคนธรรมดา มีศาสนา เข้าวัดเข้าวา แต่เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนเป็นปิศาจได้

ในชีวิตจริง คำสั่งมาในหลายรูปแบบและมีความรุนแรงต่างกัน ตั้งแต่การฆ่ากัน การยกพวกตีกัน ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ เช่น ประเพณี ‘ว้าก’ ในบางมหาวิทยาลัย

นักเรียนที่ยกพวกตีกันอาจมาจากครอบครัวที่ดี พ่อแม่อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี แต่ภายใต้บางสถานการณ์ เมื่อพวกเขาตกอยู่ในคำสั่งให้ฆ่า หรือทำร้ายนักเรียนโรงเรียนอื่น ก็ไม่ปฏิเสธ

หลายคนเสพยาเพราะเพื่อนทุกคนเสพยา “ไม่งั้นจะเสียเพื่อน”

ในประเพณีรับน้อง ในเมื่อทุกคนก็ ‘ว้าก’ ใส่รุ่นน้อง เราก็ต้องทำด้วย “ไม่งั้นจะเข้ากับใครไม่ได้” ฯลฯ

ความแตกแยกของสังคมบ้านเราในช่วงหลายปีนี้ สร้าง ‘ความชอบธรรม’ ให้เราทำร้ายเข่นฆ่าอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น ฆ่าพวกมันให้ตาย เอามันให้หนัก “เพราะพวกมันไม่ใช่พวกเรา” ในที่สุดก็ไม่ต่างจากพวกนาซีที่ฆ่าชาวยิวไปหกล้านคน

คนเรามีข้ออ้างเสมอเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือคำอธิบาย เมื่อทำเรื่องแย่ๆ : “ฉันทำตามหน้าที่”,

“ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ”, “เบื้องบนสั่งมา ไม่ทำไม่ได้”, “เราต้องเคารพคำสั่ง”, “มันเป็นประเพณีของโรงเรียนเรา” ฯลฯ

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดฝังในยีนของเราทุกคน แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เราต่างจากสัตว์อื่นๆ อยู่ที่เราพัฒนามโนธรรม ความรู้ถูกรู้ผิด และเราพัฒนาสังคมให้ทุกหน่วยมีเจตจำนงอิสระมาก

เท่าที่จะมีได้ เรามีเจตจำนงอิสระที่จะทำดีหรือทำชั่ว

ไม่ช้าหรือเร็ว เราแทบทุกคนก็ต้องผ่านการทดลองกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้า จะเลือกกดปุ่มหรือไม่กดปุ่มอยู่ที่เรา

เราทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นปิศาจได้ก็จริง 

แต่หากเราเลิกเชื่อว่าเราสามารถเลือกที่ทำดีทำชั่วได้ เลือกที่จะมีความสุขได้ ชีวิตของเราจะเหลือคุณค่าอะไร?

มนุษย์อาจเป็นสัตว์ที่อ่อนแอโดยสันดาน แต่หากเราใช้เหตุผลนี้เป็นข้อแก้ตัวว่าเราอ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อต้านอำนาจเบื้องบนที่เลวร้าย ก็เป็นเพียงคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพราะประวัติศาสตร์มีตัวอย่างคนมากมาย 

ที่ปฏิเสธกระทำตามคำสั่งเลวร้าย

เราสามารถเลือกได้ 35% ของกลุ่มตัวอย่าง The Milgram Experiment เดินออกจากห้อง ปฏิเสธที่จะกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าไปทำร้ายคนอื่น

วินทร์ เลียววาริณ
16 มีนาคม 2556