วันอาทิตย์, มีนาคม 10, 2556

The Highest Man(s)

Vitidnan Rojanapanich, the first Thai climber to summit Mt Everest posting his beloved King's portrait at the top of the world !!!





THE HIGHEST MAN

It takes an immense effort of will to conquer Mount Everest. Vitidnan Rojanapanich proved he had that determination.


On May 22 last year (2008), Vitidnan took the final few steps to become the first Thai to stand on the 8,848-metre summit of the world's highest mountain.
From his rucksack he took a framed picture of His Majesty the King he'd carried with him and held it aloft.
"Who is he, your father?" enquired a foreign member of his team.
An exhausted Vitidnan felt tears well in his eyes, and then smiled broadly: "He is not only my father, but the father of 60 million Thais."
His companions looked on in silence as he shouted across the Himalayas, "The King of Thailand! He is the King of Thailand!" Then they broke into applause.
Repeated cries of "Long live the King, long live the King!" echoed among the peaks as Vitidnan unfurled the Thai flag presented him by Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn and held it out into the wind.
"It was a once-in-a-lifetime experience," says Vitidnan, a 41-year-old freelance TV producer in Bangkok.
"You have to risk your life for this big a challenge. You need a strong sense of self-awareness to confront any danger."
Before attempting an ascent of Everest, most mountaineers practise on six other peaks, but Vitidnan just couldn't afford it.
"Climbing those six summits would cost about Bt4 million, and I couldn't handle the expense, but I worked on a TV reality show in Vietnam, and they gave me the chance to do some serious climbing.
"I'm not a professional mountaineer, of course. I just really wanted to achieve a very difficult goal for the pride of the Thai people and to celebrate His Majesty's 60th anniversary on the throne.
"Standing atop Mount Everest, I felt as if I could fly," Vitidnan says. "It was such a delight, not only in the spectacular beauty of the landscape, but also in discovering the magical power hidden inside each and every one of us.
"It's said that if you can reach the top of Everest, you can go beyond any human limitation.
"On the top of the roof of the world, I wanted to shout for joy - that even a Thai can accomplish such a daunting task. It was tough and risky, but it can be done if you're determined."
It was vindication indeed for Vitidnan, who'd spent almost two years trying in vain to interest sponsors.
"No one paid any attention to my honest intentions. Some said I'd better try something else that wasn't so risky.
"But I never gave up. My determination faltered and my hopes began to fade, but my dream was revived thanks to the support I found in Vietnam.
"I ran a TV reality show there and the producers agreed in return to help me with the financing and support staff for the Everest ascent."
In the open challenge they mounted, Vitidnan says, 5,000 Vietnamese applied for a crack at the biggest peak in the world. Twenty were chosen to climb Mount Kinabalu in Malaysia, and from these, six finalists earned the chance to scale Mount Kilamanjaro in Kenya.
Everest loomed ever larger.
"Ahead of facing the biggest challenge in my life, I had to prepare physically and mentally," Vitidnan says.
"Every day I underwent weight training, ran 12 kilometres and carried a gallon of water on my back while running for two hours up and down a 40-storey building."
Every year at the Kathmandu City Hall, the Nepalese government presents gold medals to those who reach the top of Everest - the Everest Summiteers.
Vitidnan will be there on May 29, and all of Thailand will be there with him in spirit.


วันเสาร์, มีนาคม 02, 2556

พื้นที่ชีวิต ตอน ชีวิต ความหวัง ความตายในค่ายเอาชวิตช์

เป็นรายการสารคดีที่ดีมาก ขอแนะนำให้ติดตามชมทางช่องไทยพีบีเอส ทุกวันพุธ เวลาสี่ถึงห้าทุ่มเมืองไทยนะคะ ส่วนคนไทยในต่างแดนอย่างเราคงต้องติดตามดูย้อนหลังทางยูทูบต่อไป

ตอนที่นำมาเสนอมีชื่อว่า ชีวิต ความหวัง ความตายในค่ายเอาชวิตช์ ออกอากาศตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตอนนี้ให้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่กักขังสองแห่งในประเทศโปแลนด์ ที่ทหารนาซีจับตัวชาวยิวมากักขังและสังหารหมู่ ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
พิธีกรคือคุณ นิ้วกลม พาไปดูค่ายกักกันสถานที่จริงที่แม้จะเปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ยังมีหลักฐานแสดงความโหดร้าย และยังมีร่องรอยของโศกนาฏกรรมของการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อมนุษยชาติ ที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นอีก

สำหรับคนที่ไม่ตั้งใจเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างเรา รายการนี้ให้ความรู้มากมาย และยังถามคำถามลึกลงไปอีกถึงผลกระทบของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อลูกหลานของทั้งฝ่ายนาซีและชาวยิว รวมถึงการเยียวยาแผลในใจ 

ขอบคุณสำหรับรายการดีๆแบบนี้ ชอบมากมายค่ะ




วันเสาร์, กุมภาพันธ์ 23, 2556

เมื่อเด็กชายไทเลอร์ย้ายมาอยู่ฟินแลนด์ (2)


ต่อจากโพส เมื่อเด็กชายไทเลอร์ย้ายมาอยู่ฟินแลนด์...

อย่างไรก็ตามเด็กที่นี่ก็มีข้อเสียหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง และเป็นลักษณะนิสัย ที่พ่อแม่ต้องช่วยกันดูแลเสริมสร้าง เช่น 

1.การเคารพผู้ใหญ่ และกาลเทศะ เด็กหลายคนไม่เคารพครูบาอาจารย์ หัวเราะ ล้อเลียนครู และไม่มีกาลเทศะ เหตุเพราะ ไม่มีการเรียกตำแหน่งนำหน้าชื่อครู เด็กจึงเรียกแค่ชื่อเฉยๆ ซึ่งเป็นการลดความแตกต่างระหว่างครูผู้อบรมสั่งสอนกับนักเรียน    (เพราะคนที่นี่มีความเท่าเทียมกัน ทุกเพศทุกวัย) อีกอย่างหนึ่งคือ ที่นี่ห้ามตีเด็ก ห้ามลงโทษเด็กทางกายโดยเด็ดขาด ครูจึงทำได้แค่ตักเตือน หรือ ปล่อยเด็กให้นั่งหลบมุมคนเดียวเพื่อนทบทวนวีรกรรมของตัวเอง หรือแจ้งผู้ปกครองให้ทราบเพื่อสั่งสอนให้เด็กปรับปรุงตัวเอง เป็นต้น จากความเห็นของเราเอง คิดว่าวิธีการพวกนี้ไม่น่าจะทำให้เด็กหลาบจำเพราะไม่มีใครเกรงกลัวผู้ใหญ่เลย ความเคารพก็ย่อมมีน้อยลงนอกจากนั้นการที่ไม่มีเครื่องแบบนักเรียน เด็กสามารถสวมใส่เสื้อผ้าธรรมดามาเรียนหนังสือ จึงอาจเกิดช่องโหว่ให้เด็กบางคนสวมใส่เสื้อผ้าอย่างไม่ถูกกาลเทศะเช่น ครั้งแรกที่พวกเราไปงานประชุมผู้ปกครองเราเห็นเด็กผู้หญิงวัยมัธยมต้นคนหนึ่ง          นุ่งน้อยห่มน้อยมาโรงเรียน(เป็นช่วงหน้าร้อน) แบบกระโปรงสั้นจู๋ ท่อนบนใส่แค่บิกินี่ปิดหน้าอกและคลุมด้วยเสื้อแจ็คเก็ทเท่านั้น แอบเห็นด้วยว่า สาวน้อยคนนี้มีอาการเขินอายเล็กน้อยเพราะเธอพยายามใช้หมวกกันน็อคที่หิ้วมาด้วย ปิดบังหน้าท้องเหนือกระโปรงที่ไม่มีอะไรปกคลุมเอาไว้ แหม อายแล้วยังกล้าใส่มาโรงเรียนเนอะหรือว่ามันเป็นแฟชั่นของเด็กสาววัยรุ่นของที่นี่ เพราะยิ่งแต่งตังให้เปรี้ยวเท่าไหร่ยิ่งดูโตเป็นสาวมากขึ้นเท่านั้น แต่มันไม่ถูกกาลเทศะเลยจริงๆนะเธอ

2.ความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น สิ่งนี้ระบบการศึกษาสอนไม่ได้ ต้องปลูกฝังกันในครอบครัว เนื่องจากเด็กถูกสั่งสอนให้มีความอิสระเป็นตัวของตัวเอง สมองของเด็กจึงคิดถึงแต่ตัวเอง สนใจแต่เรื่องของตัวเองความต้องการของตัวเอง ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่เด็กจะมองข้ามความต้องการของตัวเองแล้วแล้วให้ความสนใจ ความต้องการของคนอื่น เห็นใจคนอื่น ต้องการแบ่งปัน หรือให้โดยไม่หวังผลตอบแทน วิธีที่ดีที่สุดที่จะสอนเด็กให้มีเมตตาคือ พ่อและแม่ต้องทำให้ลูกดูเป็นตัวอย่าง

3.ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพ่อแม่ วัยเด็กอาจยังไม่แสดงให้เห็นเด่นชัดเพราะเป็นวัยที่มีความใกล้ชิดกับพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูมากที่สุด อีกทั้งวัฒนธรรมการแสดงความรักนั้นค่อนข้างเปิดเผย เด็กๆจึงแสดงความรักโดยการกอดและหอมแก้มหรือจุ๊บคนในครอบครัวได้อย่างน่ารัก ไม่เคอะเขิน แต่พอโตขึ้นและมีความนึกคิดเป็นของตัวเอง ยิ่งอยู่ในช่วงวัยรุ่นยิ่งเป็นวัยที่ต้องการแยกตัวออกจากครอบครัวและหมกมุ่นอยู่กับปัญหา, ความรู้สึกของตัวเอง, หรือเพื่อน ดังนั้นวัยรุ่นจึงใช้เวลากับครอบครัวน้อยลง การสื่อสารหรือการแสดงความรักต่อครอบครัวก็ยิ่งน้อยลงไปด้วย พอผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นอายุย่างเข้าสิบแปดปี ก็เริ่มปีกกล้าขาแข็ง จึงย้ายออกจากบ้าน จากครอบครัวเพื่อดำเนินชีวิตของตัวเอง  ทีนี้ความสัมพันธ์กับครอบครัวก็เริ่มห่างเหิน นานทีปีหนก็กลับมารวมญาติเช่น เทศกาลคริสต์มาส อีสเตอร์ หรือวันสำคัญของครอบครัว เป็นต้น ดูลักษณะเหมือนสังคมเมืองทั่วไป แต่ลึกๆแล้วความห่วงใยหรือการระลึกถึงพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ของชาวตะวันตกนั้นเทียบไม่ ได้เลยกับ ความรักใคร่กลมเกลียวกันในครอบครัวของคนเอเชีย

ตัวอย่างพวกนี้เป็นเพียงประสบการณ์และการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเอง อาจมีรายละเอียดแตกต่างกันไปในตัวเด็กแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูจากครอบครัวที่แตกต่างกันด้วย ไม่ได้เหมาหมดว่าเด็กที่นี่ทุกคนเป็นอย่างนี้ แม้ไทเลอร์เองจะมีแนวโน้มที่ไม่ค่อยเชื่อฟังแม่ มีเถียงและงอนกันบ้าง แต่อย่างน้อยเค้าฟังพ่อและอยากพูดคุยกับพ่อมากกว่าเพราะคุยกัน และสอนกันแบบผู้ชาย แต่เราก็พยายามทำกิจกรรมกับลูกบ่อยๆเพื่อที่จะได้ฝึกพูดภาษาไทยกันด้วย เช่น อ่านหนังสือ ร้องเพลง และออกกำลังกายนอกบ้าน เป็นต้น

วันจันทร์, มกราคม 21, 2556

เมื่อเด็กชายไทเลอร์ย้ายมาอยู่ฟินแลนด์


ตั้งแต่ย้ายมาตั้งรกรากในฟินแลนด์สิ่งหนึ่งที่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดของลูกชาย คือ เค้ารับผิดชอบดูแลตัวเองได้ค่อนข้างดีทีเดียว ตัวอย่างเช่น


1.ตื่นนอนเองทุกวันโดยใช้นาฬิกาปลุก แปรงฟันและเทอาหารเช้าให้ตัวเองทาน

2.ไทเลอร์เดินไปและกลับโรงเรียนได้เองโดยมีเวลากำกับด้วยอย่างเช่น ออกจากบ้าน เจ็ดโมงครึ่งและกลับถึงบ้านสี่โมงครึ่ง และโดยปกติใช้เวลาเดินทางไป-กลับโรงเรียนไม่เกินยี่สิบนาที และระหว่างทางต้องเดินข้ามถนนบนทางม้าลายด้วยจึงต้องรอสัญญาณไฟข้ามทุกครั้งแต่ลูกก็ไม่เคยเจอปัญหาเรื่องการเดินทาง นอกจากบางวันจะไปเรียนสายเนื่องจากออกจากบ้านช้า หรือแวะเล่นหิมะบนทางเท้าก็ตาม (ซึ่งพ่อกับแม่ก็ต้องอธิบายเหตุผลว่าทำอย่างนี้สกปรกและเป็นอันตราย และห้ามไม่ให้ทำอีก อีกอย่างหนึ่งคือการไปโรงเรียนสาย ถือว่าไม่เคารพคุณครูและเพื่อนๆ และในประเทศฟินแลนด์ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี เมื่อทุกคนมาพร้อมแต่เหลือเราคนเดียวก็จะไม่มีใครรอเราอาจถูกทิ้งได้หากเป็นวันเดินทางไป ทัศนศึกษาและกำหนดเดินทางตรงเวลาแต่เรากลับไปสาย เป็นต้น)

3.เมื่อจะออกไปข้างนอกไทเลอร์แต่งตัวและรับผิดชอบเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ของเด็กที่นี่เลย โดยเฉพาะเวลาที่อุณหภูมิติดลบ เพราะอุปกรณ์เยอะมาก ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างน้อยเด็กทุกคนต้องใส่ กางเกงตัวในขายาว ถุงเท้าอุ่น                               (ไทเลอร์ใส่ถุงเท้าสองชั้น) เสื้อตัวในและกางเกงขายาว เสื้อกันหนาว กางเกงและเสื้อกันลมและหิมะ รองเท้าบู้ท ถุงมือกันลมและหิมะ และหมวกอุ่นปิดหู แต่งตัวแต่ละครั้งจึงใช้เวลาเยอะ แต่พอได้ฝึกทุกวันก็ใช้เวลาน้อยลง แล้วพอเข้าไปในตึกก็ต้องถอดชุดเสื้อกางเกงกันลม ถุงมือ หมวกและรองเท้าก่อนเข้าห้องเรียน เด็กๆทุกคนก็ต้องดูแลรับผิดชอบทรัพย์สินของตัวเอง เก็บเข้าที่เองจะได้ไม่ปนกับของเพื่อน เป็นต้น

4.ห้องพักของพวกเราอยู่ในตึกเจ็ดชั้น พวกเราพักอยู่ชั้นสาม แต่ประตูหน้าตึกต้องใช้โค้ดหรือกุญแจไขเข้ามา เรายังไม่ใว้ใจให้ลูกถือกุญแจจึงบอกโค้ดประตูหน้าให้ลูกกดเปิดเข้ามา ขึ้นลิฟท์มาชั้นสาม แล้วมากดกริ่งหน้าห้องเมื่อถึงบ้าน ลูกก็ไม่เคยมีปัญหาเข้าในตึกไม่ได้ แล้วยังขึ้น-ลงลิฟท์ได้เองด้วย

5.ตักอาหารและเก็บจานหลังทานข้าวทั้งที่บ้านและโรงเรียน ต้องทานให้หมดจานทุกครั้ง และถ้ามีสลัดผักก็ต้องทานด้วย

ตัวอย่างพวกนี้อาจดูไม่มากและดูปกติสำหรับเด็กฟินน์ทั่วไป แต่เราก็คิดว่ามันไม่ธรรมดาสำหรับเด็กไทยที่เกิดและเติบโตในเมืองไทยอย่างไทเลอร์และ ตัวแม่เองทำให้ได้คิดว่านี่เองคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศเราต่างจากประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างฟินแลนด์ 

ประสบการณ์ที่ได้รับเมื่อมาอยู่ต่างแดนนอกจากจะได้เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างวิธีปฏิบัติต่อเด็กของประเทศที่พัฒนาแล้ว ยังทำให้ได้มองเห็นประเทศเราในมุมที่ต่างไป ที่นี่เด็กที่จะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังและอนาคตของชาติได้รับการปฏิบัติ, การปกป้อง-ดูแล-รักษาทั้งทางกายและทางจิตใจ, ได้รับสิทธิการคุ้มครองทางกฎหมาย และสิทธิเข้ารับบริการสาธารณูปโภคของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เช่น การศึกษา การตรวจรักษาสุขภาพกายและฟัน การเข้าใช้บริการสระว่ายน้ำ สนามเด็กเล่น หรือห้องสมุด ที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นเด็กต่างชาติหรือเด็กฟินน์จะได้รับสิทธิที่ว่ามาอย่างเท่าเทียม และทั่วถึงกัน ขอย้ำว่าเท่าเทียมกันโดยไม่เกี่ยงว่าครอบครัวจะมีฐานะดีหรือไม่ หรือมีถิ่นฐานอยู่เขตไหนของประเทศ นี่คือความแตกต่างที่เห็นเด่นชัดจากประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย นอกจากนี้การอบรมสั่งสอนเด็กตั้งแต่เล็ก ก็เป็นก้าวสำคัญที่ทำให้เด็กเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น รู้ความต้องการของตนเอง มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา รู้จักเหตุผลและตรรกะเบื้องต้น เข้าใจความเท่าเทียมกัน รู้จักดูแลทรัพย์สินส่วนตัว และช่วยเหลือตัวเองได้ เป็นต้น

วันอาทิตย์, มกราคม 20, 2556

Mukiinmenevää ruokaa!!! อาหารอร่อยมากกกกกก

เมื่อวานไปร่วมฉลองงานเลี้ยงครบรอบวันเกิดของเพื่อน และในระหว่างที่่ทั้งกินทั้งดื่มอยู่นั้นก็ได้มีโอกาสเรียนคำว่า MUKIINMENEVÄ จาก Päivi เพื่อนชาวฟินน์ ซึ่งแปลว่า ดีมั่กมาก ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายคำนาม เช่น

Mukiinmenevää ruokaa. อาหารที่อร่อยมาก Olla mukiinmenevässä kunnossa. อยู่ในสภาพดีมั่กมาก/ฟิตปั๋ง


ส่วน ALKOHOLIIN MENEVÄ แปลว่า ชอบดื่มสุรา มักเหล้า เช่น Lei Liu on alkoholiin menevä. เลย์มักเหล้าแต๊ๆ


Adjektiivi, joka opittiin eilen: MUKIINMENEVÄ= (puhekieltä) sopiva= (puhekieltä) tyydyttävä


esim. Mukiinmenevää ruokaa. Olla mukiinmenevässä kunnossa

.-MUKIINMENEVÄÄ ruokaa tarkoittaa "ihan hyvää/tyydyttävää ruokaa" - ALKOHOLIIN MENEVÄ mies tarkoittaa "mies, joka tykkää alkoholista paljon" (eng. boozer) - NAISIIN MENEVÄ mies on "mies, joka tykkää paljon naisista" (eng. womanizer)

แถมท้ายด้วยรวมภาพจากงานเลี้ยงเมื่อวานค่ะ ^^

วันศุกร์, มกราคม 18, 2556

Keravan Edupoli luokka 2012


9.1.2013
Päättajäiset Edupolissa, Keravalla

Ennen kuin muutin Suomeen en tienyt kuinka vaikeaa elämä Suomessa olisi. Syksyllä 2011, minulla oli hyvin vähän sanastoa ja ei mitään tietoa kieliopista. Olin aika avuton sekä hermostunut päivittäin, jonka takia minun ensimmäinen suomalainen talvi tuntui kylmemmältä ja pimeämmältä kuin se oli. Kuitenkin mahdollisuus osallistua Edupolin kurssille on muuttanut elämääni pukkuhiljaa.

Aika meni nopeasti, yhden vuoden jälkeen voin sanoa, että pystyn tekemään monia asioita ilman mieheni apua. Pystyn kommunikoimaan muiden kanssa suomeksi, vaikka se ei ole täydellistä. Olen saanut paitsi kieliosaamista, mutta myös tietoa suomen kulttuurista. Lisäksi  tämä kurssi on antanut minulle tarvittavat tiedot Suomalaisesta työelämästä sekä mahdollisuuden kokea sen oikeassa työpaikassa. Erityisesti uusien ystävien tapaaminen eri kulttuureista oli hyödyllistä, koska emme vain jaa sitä, että olemme erilaisia. Me myös opimme paljon toisilta opiskelijoilta. 

Lopuksi haluan kiittää kaikkia opettajia, erityisesti Hannaa ja Annea työstänne. Olette ymmärtäväisiä, kärsivällisiä sekä tuette oppilaitanne. Olen ylpeä voidessani sanoa, että olin teidän oppilas ja opiskelin Edupolissa. Haluan myös kiittää kaikkia teitä ystävät ; teidän ystävällisyydestä ja hetkistä, jotka muistan aina. Oli hauskaa tavata teidät. Toivon että teidän tulevaisuuden suunnitelmat toteutuvat hyvin, ja kaikki onnistuvat ja löytävät paikan suomalaisessa yhteiskunnassa.

En halua sanoa vielä hyvästejä vaan mieluummin sanon "Nähdään taas ja pidetään yhteyttä!"

Kiitoksia!

Maire


- ขอบคุณสำหรับชั่วโมงเรียนที่สนุกสนาน Kiitoksia hauskoista tunneista.

- ชอบที่ได้พบเพื่อนจากชาติต่างๆ Pidin uusien ystävien tapaamisesta eri kulttuureista.

- นอกจากทักษะการใช้ภาษาแล้วฉันยังได้รับความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมของฟินแลนด์อีกด้วย Olen saanut paitsi kieliosaamista, mutta myös tietoa suomenkulttuurista.

- คอร์สนี้ให้ความรู้ที่จำเป็นเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในฟินแลนด์แก่ฉัน Tämä kurssi on antanut minulle tarvittavat tiedot Suomalaisesta työelämästä.

- โอกาสในการลงเรียนคอร์สนี้ได้เปลี่ยนชีวิตของฉัน ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง Mahdollisuus osallistua tähän kurssiin on muuttanut elämäni. Kiitoksia kaikesta.

- หวังว่าจะมีการจัดทัศนศึกษานอกสถานที่มากขึ้น เช่น สถานที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งพวกเราจะสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของฟินแลนด์ได้มากขึ้น Toivoisin lisää opintokäyntejä, esim. historialliset paikat, joten oppisimme enemmän suomen historiaa.


วันเสาร์, สิงหาคม 25, 2555

Performing Thai Dance on Rinki's activity day : รำเชิญพระขวัญในวันงานกิจกรรมขององค์กร"ริงกิ"

ขอบคุณสาวงามทุกคนและหนูน้อยน่ารักที่ทำให้รำไทยชุดนี้ประสบความสำเร็จด้วยดี ทุกคนรำสวยและพร้อมเพรียงกันดีมาก จนไม่อยากเชื่อว่าซ้อมกันมาแค่สามวันเท่านั้นจริงๆ ขอบคุณสาวๆที่อยู่เบื้องหลังด้วยนะจ๊ะ ชุด-หน้า-ผม(และขนตาปลอม)อลังการมาก ถ้าไม่มีพวกเธอพวกเราคงไม่สวยมั่นใจได้ขนาดนี้ ขอบคุณกองเชียร์ขอบเวทีด้วยน๊าาา ขอบคุณค่าาาา