วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 05, 2560

อุณภูมิเฉลี่ยของฟินแลนด์ในเดือนต่างๆและแนะนำแอพเช็คสภาพอากาศ

เนื่องจากฟินแลนด์มีรูปร่างยาวและมีระยะทางจากตอนเหนือจรดตอนใต้หลายพันกิโลเมตร จึงทำให้มีความแตกต่างทางภูมิอากาศค่อนข้างมาก ตารางที่แสดงด้านล่างจึงเพียงแสดงอุณหภูมิเฉลี่ยที่คำนวณจากทั่วประเทศในแต่ละเดือน

อุณภูมิเฉลี่ยในประเทศฟินแลนด์ในแต่ละเดือน


อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด
(°C)
อุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุด
(°C)
อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วประเทศ
(°C)



เฉลี่ยจำนวนชั่วโมงที่มีแสงสว่างต่อวัน







มกราคม

-9-3-6


1.1





กุมภาพันธ์

-9-4-6.5


2.2




มีนาคม

-70-4


4.4




เมษายน

-163


6.1




พฤษภาคม

4149


8.7




 มิถุนายน


91914


9.8




 กรกฎาคม


132218


9.5




 สิงหาคม


122016


8.1




กันยายน

81512


5.1




 ตุลาคม


386


2.5




 พฤศจิกายน


-131


1.0





ธันวาคม

-5-1-3


0.6



 
ที่มา : http://www.climatetemp.info/finland/

หากต้องการทราบอุณหภูมิหรือเช็คสภาพอากาศที่แน่นอนสามารถเช็คได้จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือ เช่น
Sääennuste Järvenpää, Suomi | Sää | yle.fi
การพยากรณ์_สภาพภูมิอากาศ Järvenpää - Foreca.com
สภาพอากาศ Jarvenpaa. สภาพอากาศปัจจุบัน | th.freemeteo.com
อย่าลืมเปลี่ยนชื่อเมืองที่ต้องการเช็คสภาพอากาศนะคะ

หรือหากใครที่ต้องการดาวน์โหลดและติดตั้งแอพตรวจวัดอุณหภูมิและสภาพอากาศลงในมือถือ android ส่วนตัวใช้ 1Weather: Widget Forecast Radar อยู่ซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก PlayStore

ข้อดีจากแอพนี้ การแสดงผลอ่านง่าย ระบุทั้งแบบอุณภูมิสูงสุด/ต่ำสุดในเวลานี้ ความชื้นในอากาศ ความเร็วลม และอุณหภูมิที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ทั้งวัน ทั้งสัปดาห์และภายในสิบวัน เป็นต้น ทั้งนี้ยังบอกความเป็นไปได้ที่จะเกิดฝนหรือหิมะ และการเปลี่ยนแปลงจากความกดอากาศที่อาจเกิดขึ้น และท้ายสุดบอกเวลาอาทิตย์ขึ้นและตก รวมทั้งปรากฎการณ์ข้างขึ้นข้างแรม นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเพิ่มชื่อเมืองอื่นๆที่ต้องการ นอกเหนือจากเมืองที่เป็นที่ตั้งของตัวเองได้อีกด้วย
(หมายเหตุ: ในประเทศโซนหนาว มักจะแสดงอุณหภูมิตามค่าโทเมอร์มิเตอร์และอุณหภูมิจริงที่ร่างกายรู้สึกได้(ขอเรียกว่า อุณหภูมิสัมผัส) เนื่องจากปัจจัยภายนอกเช่น ความชื้นหรือแรงลม ที่อาจส่งผลให้ค่าวัดทั้งสองค่าแตกต่างกัน สังเกตที่ ภาพแรกด้านล่าง  ค่าเทอร์โมมิเตอร์วัดได้ -3 องศาเซลเซียส แต่เนื่องจากความแรงลมวัดได้ประมาณหกเมตรต่อวินาที จึงส่งผลให้ร่างกายรับรู้อุณหภูมิสัมผัส (Feels like/ Tuntuu iholla) ที่มากับลมได้เป็น -9 องศาเซลเซียส เป็นต้น ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนให้ผู้ใช้แต่งกายได้ถูกต้องตามอุณหภูมิตามจริง หรือใช้เป็นตัวเลือกพิจารณาการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น หากอุณหภูมิสัมผัสต่ำกว่า -15 องศาเซลเซียส สมาคมฟุตบอลระดับยุวชนจะงดจัดฝึกซ้อมหรือแข่งขันในสนามกลางแจ้ง เป็นต้น)

ข้อเสีย มีเพียงอย่างเดียว คือ ไม่มีตัวเลือกภาษาไทยในการตั้งค่าภาษา แต่สำหรับผู้ใช้ที่อยู่อาศัยในประเทศฟินแลนด์ สามารถเลือกใช้ระหว่างภาษาฟินนิช สวีดิช หรือ ภาษาอังกฤษได้ เป็นการเรียนรู้คำศัพท์ไปด้วยในตัว



วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 03, 2560

การกำจัดยาหมดอายุและยาเหลือทิ้ง

ว่ากันด้วยเรื่องของการกำจัดขยะ หน่วยงานส่วนท้องที่ของประเทศฟินแลนด์กำหนดกฎเกณฑ์การแยกทิ้งขยะอย่างชัดเจน โดยบังคับให้ทุกพื้นที่อยู่อาศัยจัดเก็บขยะอย่างถูกต้อง เช่น แยกถังขยะชีวภาพหรือขยะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ถังเก็บกระดาษ ถังใส่กล่องกระดาษแข็ง ถังทิ้งแก้ว ถังทิ้งโลหะ แยกเป็นสัดส่วนออกจากถังทิ้งขยะทั่วไป เป็นต้น นอกจากนี้ยังต้องแจ้งผู้อยู่อาศัยให้รับทราบด้วยว่า มีสถานที่ใดบ้างที่รับกำจัดขยะชนิดอื่นๆนอกเหนือจากที่ระบุไว้ข้างต้น อาทิ ฟูกนอน เฟอร์นิเจอร์เก่า รถยนต์สภาพย่ำแย่เกินซ่อมแซม เป็นต้น หรือแม้แต่ขยะอันตราย เช่น  เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออิเล็กทรอนิกส์ที่ชำรุด ถ่านไฟฉายหรือแบตเตอรี่ต่างๆ หลอดไฟ และสารเคมีต่างๆ ก็ต้องแยกทิ้งอย่างถูกวิธี แต่มีการแยกทิ้งขยะอีกชนิดหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้ขยะอันตราย นั่นคือ การกำจัดยาที่หมดอายุและเหลือทิ้ง

ที่นี่ฟินแลนด์ ร้านขายยา (apteekki = ภาษาฟินนิช) เป็นสถานที่เดียวที่จำหน่ายยาและผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยา ซึ่งสามารถสังเกตได้จากเลขที่กำกับยา หรือ vnr numero ที่ระบุบนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างดังรูป


 
ส่วนผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่ยาแต่เกี่ยวข้องกับการรักษา หรือคุณภาพชีวิตเช่น น้ำยาล้างแผล เจลฆ่าเชื้อโรค สำลี พลาสเตอร์ ครีมบำรุงผิว อาหารเสริม วิตามิน เป็นต้นก็สามารถซื้อได้ในร้านขายยา หรือตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป โปรดสังเกตว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่นับรวมเป็นยา จึงไม่ปรากฎ vnr numero บนบรรจุภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น


นอกจากนี้ร้านขายยายังรับยาที่หมดอายุ หรือยาเหลือทิ้งจากบุคคลทั่วไป เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยมีข้อแนะนำดังนี้


*** อ่านข้อแนะนำฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ How to dispose of medicine

สรุปวิธีปฎิบัติเมื่อต้องการนำส่งยาที่หมดอายุ หรือยาเหลือทิ้งไปยังร้านขายยาทุกแห่ง ทั่วประเทศ มีดังนี้

1. แกะฉลากสติ๊กเกอร์ที่ระบุข้อมูลของคนไข้และวิธีใช้ยาออกจากกล่องบรรจุยา เพื่อกันไม่ให้ข้อมูลส่วนบุคคลติดมากับยาที่ต้องการกำจัด

2. รวบรวมยาใส่ถุงพลาสติกใส ที่ไม่บางจนเกินไป และรัดปากถุงอย่างแน่นหนามิดชิดก่อนนำส่ง

3. นำยาเหลือทิ้งชนิดเม็ดออกจากกล่องหรือขวดบรรจุภัณฑ์ ใส่ลงไปในถุงใส ส่วนกล่องและขวดเปล่าสามารถแยกทิ้งตามประเภทของขยะ หากยาบรรจุอยู่ในแผงยา สามารถใส่ลงไปในถุงได้เลยทั้งแผง โดยไม่จำเป็นต้องแกะยาออกจากแผง

4. หากเป็นยาชนิดเหลวหรือแบบครีม ให้นำมาทั้งขวดหรือทั้งหลอดโดยปิดฝาให้สนิท ใส่ถุงนำส่งรวมกับยาเม็ดได้

5. ยาที่ต้องแยกออกจากยาชนิดอื่น โดยต้องใส่ถุงแยกออกต่างหาก ห้ามใส่รวมกับยาประเภทอื่น ได้แก่
- ไอโอดีน (Jodia)  และยาที่มีส่วนผสมของไอโอดีน เช่น Jodixtabletit, Betadine และ Lodosorb 
***(ข้อยกเว้น: หากต้องการทิ้งวิตามินรวมที่มีส่วนผสมของไอโอดีน สามารถใส่ถุงรวมกับยาเม็ดทั่วไปได้ เนื่องจากมีปริมาณของไอโอดีนไม่มากเกินไป หรือถือว่าเป็นส่วนประกอบที่ค่อนข้างเจือจาง)
- ปรอทวัดไข้ที่มีสารปรอทอยู่ภายใน หากปรอทแตกหัก ต้องแยกใส่ขวดแก้วและปิดฝาให้สนิท
- กระบอกฉีดยาและเข็มฉีดยา ต้องนำใส่กล่องที่ปิดมิดชิดและไม่สามารถแทงทะลุได้ เช่น กล่องพลาสติกชนิดแข็ง ขวดแก้ว เป็นต้น

6. ร้านขายยาไม่รับกำจัดขยะอันตรายอื่นๆที่นอกเหนือจากที่ระบุมาข้างต้น (ไม่รับสารเคมี ขวดสเปรย์ฉีดผม ปรอทวัดไข้แบบอิเล็กโทรนิค(ใส่ถ่าน) อุปกรณ์อิเล็กโทรนิค หรือ แบตเตอรี่ชนิดต่างๆ เป็นต้น) และบางแห่งไม่รับกำจัดอาหารเสริมหรือวิตามินที่ไม่ใช่ยา(บรรจุภัณฑ์ไม่ปรากฎ vnr numero)

ข้อความชี้แจง จาก องค์กรเภสัชกรแห่งประเทศฟินแลนด์ ร่วมด้วย องค์กรส่วนท้องถิ่น และ หน่วยงานกำจัดของเสีย ลงวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556
วันที่ปรับปรุงล่าสุด 21 พ.ค. พ.ศ. 2558

ป.ล. ใครที่มีคำถามเพิ่มเติม หรือไม่แน่ใจว่ายาของเราหมดอายุหรือไม่ และทิ้งอย่างไร หรือต้องแยกออกจากยาชนิดอื่นหรือไม่ สามารถเดินเข้าไปถามเภสัชกรที่ร้านขายยาได้ทุกแห่งทั่วประเทศค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญพอๆกับการใช้ยารักษาคนไข้ เพราะการกำจัดยาอย่างถูกวิธีจะช่วยป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกาย อันเนื่องมาจากการปนเปื้อนของยาที่หมดประสิทธิภาพการรักษา และยังลดอันตรายจากยาที่อาจปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมด้วย... ใส่ใจกันสักนิด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีนะคะ

คำศัพท์ที่สำคัญจากใบประกาศด้านบน
tiedottaa = ประกาศ
lääkkeet = ยา
ottaa vastaan = รับมา
kotitalouksilta = จากครัวเรือน
maksutta = โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
vanhentuneita = เก่า, หมดอายุ
käyttämättömiä = เหลือใช้, ไม่ได้ใช้
lääkejätteet = ขยะประเภทยา
toimitetaan = นำส่ง
vaarallisen jätteen käsittelylaitos = หน่วยงานที่รับกำจัดขยะอันตราย
hävitettäväksi = เพื่อนำไปกำจัด
olla vastuussa = เป็นผู้รับผิดชอบ
lääkkeiden laatu = คุณภาพของยา

poistaa = นำออก, แกะ
lääkepakkaus = บรรจุภัณฑ์ยา
potilastietoja = ข้อมูลของคนไข้
ohjetarrat = ฉลากแสดงวิธีใช้
läpinäkyvä = ใส,สามารถมองทะลุได้
tiivissä = อย่างแน่นหนา
tabletit = ยาชนิดเม็ด
kapselit = ยาชนิดแคปซูล
alkuperäispakkaus = บรรจุภัณฑ์ดั้งเดิม
läpipainopakkaus = แผงบรรจุยา
irrottaa = เอาออก, ถอด, แยกออกจาก
palautaa = คืน, ส่งคืน
nestemaiset aineet = สารที่เป็นของเหลว

erillisessä = แยกบรรจุ
elohopea = ปรอท
kuumemittarit = เครื่องมือวัดอุณภูมิ, วัดไข้
rikkoutuneet = ซึ่งแตกหักเสียหาย
ruiskut = กระบอกฉีดยา
neulat = เข็มฉีดยา
läpäisemättön = ที่ไม่สามารถผ่านหรือแทงทะลุได้
ainoastaan = เท่านั้น
kemikaaleja = สารเคมี
hiuslakkapullo = ขวดสเปรย์ฉีดผม
paristokäyttöisiä = ที่ใช้แบตเตอรี่, ที่ใส่ถ่าน
sähkölaitteita = อุปกรณ์ไฟฟ้า
paristoja = แบตเตอรี่ หรือถ่านไฟฉาย

วันศุกร์, มกราคม 27, 2560

หนังสือเล่มจิ๋วที่มีชื่อว่า MIKI


โพสนี้เหมาะสำหรับผู้ที่รักการอ่าน รวมทั้งผู้ที่กำลังมองหาหนังสืออ่านเล่นขนาดเล็กที่พกพาสะดวก หลายคนอาจคุ้นตาจากชั้นอ่านหนังสือตามห้องสมุดสาธารณะ หรือร้านขายหนังสืออยู่บ้าง แต่หลายคนอาจยังไม่เคยเห็น วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ หนังสือเล่มจิ๋วนี้กัน
                           
MIKI คือหนังสือรูปแบบใหม่ มีขนาดเพียง 118 x 80 มิลลิเมตร จากภาพจะเห็นได้ว่าความยาวน้อยกว่าช้อนกาแฟ จึงพกพาสะดวก น้ำหนักเบาเพราะกระดาษที่ใช้เป็นกระดาษบาง"อินโดพริ้นท์" (ที่ทำให้นึกถึงกระดาษซับหน้ามันสีขาวบางสมัยก่อน หรือกระดาษในหนังสือไบเบิ้ล) กระดาษผลิตและนำเข้าจากบริษัท Bolloré Thin Papers ประเทศฝรั่งเศส เพื่อส่งเข้ากระบวนการตีพิมพ์ในประเทศเนเธอร์แลนด์
หนังสือรูปแบบนี้มีความพิเศษตรงที่ต้องอ่านตามแนวนอนของหนังสือ คืออ่านจากบนลงล่างได้ในทีเดียวทั้งสองหน้าเมื่อกางหน้าคู่ และพลิกเปลี่ยนหน้าขึ้นด้านบนแทนที่การพลิกจากขวาไปซ้าย ตัวหนังสือไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไป ในหนึ่งหน้าบรรจุไม่เกิน 16 บรรทัด และเนื่องจากมีขนาดเล็กกระทัดรัดและน้ำหนักเบา จึงจับถนัดมือและพลิกเปลี่ยนหน้าได้อย่างสะดวก




เดิมหนังสือขนาดเล็กรูปแบบนี้มีชื่อว่า Dwarsligger หรือ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Flipbackbook ได้รับการตีพิมพ์และเปิดตัวเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน ปีค.ศ. 2009 ในประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้รับการตอบรับจากนักอ่านชาวดัตช์อย่างล้นหลาม จนถึงขณะนี้ได้รับการตีพิมพ์มากกว่า 350 เรื่อง เป็นจำนวนหลายล้านเล่ม นอกจากความนิยมในประเทศเนเธอร์แลนด์แล้ว หนังสือเล่มจิ๋วยังถูกเผยแพร่และขยายลิขสิทธิ์การจัดพิมพ์และจัดจำหน่ายแก่สำนักพิมพ์ในประเทศต่างๆ เช่น สเปน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, สวีเดน, รัสเซีย, ฟินแลนด์, เดนมาร์ก, โปรตุเกส เป็นต้น



ในประเทศฟินแลนด์นั้น บริษัท Otava เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้รับสิทธิ์แต่เพียวผู้เดียวในการเผยแพร่วรรณกรรมภาษาฟินนิชในรูปแบบหนังสือขนาดเล็กรูปแบบนี้ และได้จัดวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกภายใต้ชื่อลิขสิทธิ์ MIKI ในเดือนเมษายน
ปีค.ศ. 2013 เป็นนิยายจำนวน 12 เรื่อง ได้แก่ 

Kaikki mitä rakastin ผู้แต่ง Siri Hustvedt
Ei kiitos ผู้แต่ง Anna-Leena Härkönen
Fifty Shades – Sidottu 
ผู้แต่ง E. L. James
Fifty Shades – Satutettu ผู้แต่ง E. L. James
Fifty Shades – Vapautettu ผู้แต่ง E. L. James
Kasvot kuvassa ผู้แต่ง Donna Leon
Sheriffi ผู้แต่ง Reijo Mäki
Sinä päivänä ผู้แต่ง David Nicholls
Metsäjätti ผู้แต่ง Miika Nousiainen
Totta ผู้แต่ง Riikka Pulkkinen
Taisteluni: Ensimmäinen kirja (LIKE) ผู้แต่ง Karl Ove Knausgård
Rahalla saa (LIKE) 
ผู้แต่ง Jens Lapidus

ความเห็นส่วนตัว:


เมื่อสามปีก่อน มีเพื่อนชาวฟินน์คนหนึ่งที่รักการอ่าน นำหนังสือ MIKI จากรุ่นแรกที่วางขายในฟินแลนด์ให้เราดู ครั้งแรกที่เห็นคิดว่ามันก็คือหนังสือที่เลียนแบบไบเบิ้ลหรือดิกชั่นนารี่เล่มเล็ก เพราะมีขนาดพอๆกัน แต่เมื่อได้พิจารณาและสัมผัสดูแล้วพบว่า นอกจากขนาดและความบางของกระดาษแล้ว หนังสือรูปแบบนี้ถูกออกแบบมาให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนหนังสือชนิดอื่นเลยแม้แต่น้อย ซึ่งเมื่อได้ลองหามาอ่านมาแล้ว มีความเห็นส่วนตัวดังนี้

ข้อดี: ให้คะแนนเต็มในเรื่องขนาดที่พอดีมือ และความสะดวกในการจับถือ พกพา และจัดเก็บ ส่วนรูปแบบของปกก็ถูกออกแบบมาให้พลิกง่าย หน้าปกมีผิวสัมผัสที่เรียบลื่น ไม่สากมือ กระดาษหนาพอประมาณและยังกันน้ำได้ด้วย (หากน้ำสาดกระเด็น หรือหยดบนปกหนังสือก็สามารถเช็ดออกได้ง่าย ไม่ทิ้งรอยเปียก)  แบบฟอร์มหน้ากระดาษที่พิมพ์มาทำให้ต้องกางปกออกอย่างน้อยเก้าสิบองศาไม่ว่าจะกำลังอ่านหน้าบนหรือล่าง คล้ายกับการอ่านหน้าคู่แบบนี้ไปทุกหน้า ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คิดว่าอ่านได้เร็วขึ้นกว่าหนังสือแบบอื่นที่ต้องอ่านจากบนลงล่างและจากหน้าซ้ายไปขวา ตัวหนังสือไม่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป และที่สำคัญกระดาษไม่บางจนมองทะลุเห็นตัวหนังสือจากหน้าอื่น

ข้อเสีย: ขณะนี้ในฟินแลนด์มีขายเฉพาะนิยายภาษาฟินนิช ทั้งจากนักเขียนชาวฟินน์และนิยายที่แปลจากภาษาอื่นเท่านั้น และราคาก็ยังสูสีหรือสูงกว่าหนังสือปกอ่อนขนาดธรรมดาบางเล่ม อีกทั้งตลาดการผลิตและจำหน่ายในประเทศกำลังเติบโต จึงมีวางขายเพียงจำนวนจำกัดและมีให้เลือกไม่มากนัก พบเจอนวนิยาย เรื่องอ่านเล่นซะเป็นส่วนใหญ่  นอกจากนี้เมื่อพิจารณาจากระดับความบางของกระดาษแล้ว ส่วนตัวเห็นว่าหนังสืออาจไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม หรือการจับถือเป็นเวลายาวนาน และอาจไม่เหมาะกับการพิมพ์สอดแทรกภาพประกอบหนังสือหรือการจดโน้ต เป็นต้น

สรุปว่า MIKI ยังมีให้เลือกน้อยและราคาก็ยังสูงเกินกว่าที่จะสรรหามาสะสมบนชั้นหนังสือ แม้ว่าจะมีขนาดพกพาที่ดีต่อใจและไม่เปลืองเนื้อที่จัดเก็บก็ตาม และเมื่อเทียบกับหนังสืออิเล็กทรอนิค หรือ eBooks ที่หาอ่านได้ง่าย จัดเก็บและพกพาอย่างสะดวกในแท็บแบล็ตหรือสมาร์ทโฟน และยังมีให้เลือกสรรอย่างมากมายแล้ว ยิ่งทำให้ราคาและความคุ้มค่าของหนังสือรุ่นเล็กแบบนี้ไม่น่าคบหาแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับนักอ่านอย่างเราที่คลั่งไคล้สัมผัสของกระดาษ และประเมินคุณค่าของหนังสือด้วยใจ มิใช่ราคา ก็อาจหาซื้อหนังสือที่พกพาสะดวกแบบนี้ที่คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถตีตลาดสิ่งพิมพ์ได้กว้างขึ้น และหวังว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะพบหนังสือฉบับภาษาไทยที่พกพาสะดวกแบบนี้ และสามารถแพ็คใส่กระเป๋าเดินทางได้นับร้อยเล่มเพื่อนำมาอ่านได้ทั้งปีที่ฟินแลนด์




ขอบคุณข้อมูลจาก: 
https://otava.fi/uutiset/2013/otava-tuo-suomen-markkinoille-uuden-kirjaformaatin/#.WHj6fuaffA0
http://www.dwarsligger.com/

วันเสาร์, มกราคม 21, 2560

Baked To Bite : ไก่ทอดคลุกพาร์เมซานชีส เสริฟพร้อมมันฝรั่งต้มโรยหน้าด้วยเบคอนทอดกรอบ

วันนี้เป็นวันหยุด เป็นวันแรกในสัปดาห์ที่พวกเราสามคนนั่งทานมื้อกลางวันกันอย่างพร้อมหน้า จึงขอสรรหาเมนูใหม่ๆมาทำเพื่อเอาใจลูกชายที่ชอบอาหารกรุบกรอบ และคุณพ่อบ้านที่โปรดปรานชีสและมันฝรั่ง จึงมาลงตัวที่เมนู "ไก่ทอดคลุกพาร์เมซานชีส เสริฟพร้อมมันฝรั่งต้มโรยหน้าด้วยเบคอนทอดกรอบ" ที่นอกจากจะถูกใจทุกคนแล้ว ยังช่วยเพิ่มน้ำหนักแต่ไม่หนักไขมันแก่คุณแม่บ้านได้อีกด้วย  และก็ยังคงคอนเซ็ปท์เดิม คือเครื่องปรุงไม่มากและวิธีทำก็แสนง่าย (มื้อนี้ขอปรุงแบบไม่ใช้เตาอบนะคะ) มาดูสูตรและวิธีทำกันเลย




สูตรไก่ทอดคลุกพาร์เมซานชีส

เครื่องปรุง
อกไก่ 4 ชิ้น
โยเกิร์ตชนิดข้นรสธรรมชาติ 4 ช้อนโต๊ะ
เกลือและพริกไทยดำป่น
เกล็ดขนมปัง 5 ช้อนโต๊ะ
พาร์เมซานชีสป่น 5 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันใช้ทอด



วิธีทำ
ทาโยเกิร์ตชนิดข้นรสธรรมชาติให้ทั่วอกไก่ โรยทับด้วยเกลือและพริกไทยดำป่น แล้วนำไปคลุกกับเกล็ดขนมปังที่ผสมกับพาร์เมซานชีสป่น พยายามกดให้ส่วนผสมเคลือบติดกับอกไก่โดยทั่ว


จากนั้นนำไปทอดในน้ำมันความร้อนระดับปานกลางจนสุกและเหลืองกรอบ ตักขึ้นมาพักเตรียมเสริฟ จะทานกับข้าวสวยร้อนๆ หรือหากต้องการทานกับมันฝรั่งต้มคลุกกับเบคอนทอดกรอบก็มีวิธีทำดังนี้

สูตรมันฝรั่งต้มคลุกเบคอนทอดกรอบ

เครื่องปรุง
มันฝรั่งลูกเล็ก 8 ลูก
เบคอน 4 เส้น
ผงปาปริก้า 1 ช้อนชา
เกลือและพริกไทยดำป่น

วิธีทำ
ล้างและปอกเปลือกมันฝรั่ง แล้วนำไปต้มจนสุก เมื่อสุกแล้วเทน้ำออกและพักไว้
หั่นเบคอนเป็นชิ้นเล็กๆ นำไปทอดในกระทะโดยไม่ใส่น้ำมัน ทอดให้กรอบแล้วตักออกจากกระทะ จากนั้นเทมันฝรั่งที่พักไว้ลงไปคลุกกับน้ำมันจากกระทะที่ได้จากการทอดเบคอน ประมาณ 1-2 นาที เทเบคอนที่ทอดแล้วลงไปคลุกให้ทั่วแล้วปรุงรสด้วยผงปาปริก้า เกลือและพริกไทยดำป่น ตักใส่จานพร้อมเสริฟ เป็นอันเสร็จสิ้น ง่ายมั๊ยล่ะเธอ


วันอังคาร, มกราคม 10, 2560

ฝากให้อ่าน...จากหัวอกคนทำงาน ณ ฟินแลนด์

วันก่อนได้มีโอกาสนั่งคุยกับเพื่อนใหม่เรื่องงาน น้องคนนี้เป็นแฟนบล็อคของเราด้วยล่ะ น้องเพิ่งย้ายมาอยู่ในฟินแลนด์ได้ไม่นาน จึงขอคำแนะนำหลายอย่างจากเรา แต่เราสามารถให้คำปรึกษาที่มาจากประสบการณ์ของเรา อ้างอิงจากสถานการณ์ของเราเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องงานนั้น ประสบการณ์ของเราค่อนข้างจะแตกต่างจากคนอื่น (อย่างน้อยก็ในแวดวงเพื่อนฝูงที่เคยพบปะกัน) กระนั้นก็หวังว่าคำตอบที่ให้น้องเค้าไปจะมีประโยชน์กับเค้าไม่มากก็น้อย และวันนี้ก็อยากนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง ถือเป็นการแบ่งปัน ให้ข้อคิด และปรับทุกข์ไปในตัว

เราเป็นคนเหนือ เกิดและเติบโตที่จังหวัดเชียงใหม่ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาภาษาอังกฤษ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ งานที่เคยทำจะแวดล้อมไปด้วยชาวต่างชาติและเนื้องานเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น เป็นผู้ช่วยครูฝรั่งสอนคลาสเด็ก โอเปอเรเตอร์+คีย์ข้อมูลบริษัทรับทำบิลจากอเมริกา ผู้จัดการออฟฟิศโบรคเกอร์ขายประกันภัยแก่ชาวต่างชาติ เป็นล่ามส่วนตัวของเจ้าของโรงปุ๋ยชาวสวิสฯ และทำงานฟรีแลนซ์แปลงานส่งบริษัทต่างชาติก่อนที่จะแต่งงานและย้ายตามครอบครัวมาอยู่ต่างแดน

เมื่อย้ายมาฟินแลนด์ เรารู้ในทันทีว่าไม่มีอาชีพใดรองรับความรู้ความสามารถจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของเรา และวุฒิการศึกษาที่มีอยู่ไม่เพียงพอที่จะเริ่มต้นชีวิตการทำงานในประเทศนี้ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเรียนภาษาใหม่เพื่อที่จะสามารถสื่อสารและพึ่งพาตัวเองได้ในชีวิตประจำวันก่อน และหวังว่าจะสามารถพัฒนาจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตการทำงานต่อไป

ดังนั้น เมื่อห้าปีก่อน (กุมภาพันธ์ ปีค.ศ. 2012) เราจึงเริ่มเรียนภาษาคอร์สแรกที่จัดหาโดยสำนักงานจัดหางานและพัฒนาเศรษฐกิจ ( TE / Työ-ja Elinkeinotoimisto )หรือที่ใครๆเรียกว่า "เตื้อ" คอร์สนี้มีชื่อว่า Työelämän Suomea มีจุดมุ่งหมายเพื่อ เตรียมผู้ที่ย้ายถิ่นฐานอย่างเราให้พร้อมในการปรับตัวเพื่ออยู่อาศัยในประเทศฟินแลนด์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พร้อมสำหรับตลาดแรงงาน การเรียนการสอนแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนแรกจะเน้นเรียนภาษาฟินนิช (ฟัง-พูด-อ่าน-เขียน)โดยมีการสอดแทรกความรู้เกี่ยวกับประเทศฟินแลนด์เข้ามาด้วย และอีกส่วนที่จะได้เรียนในช่วงท้ายแน่นอนคือข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตการทำงานในประเทศฟินแลนด์ทั้งทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ (กำหนดให้มีการฝึกงานในสถานที่จริง) และแล้วเราก็เรียนจบคอร์สนี้ภายในหนึ่งปี ก่อนที่จะจบการศึกษานักเรียนทุกคนจะได้รับคำปรึกษาจากอาจารย์ผู้สอนแบบตัวต่อตัว เพื่อวางแผนการศึกษาหลังจากนี้ โดยอ้างอิงจากพัฒนาการทางด้านต่างๆของนักเรียนแต่ละคน (HOPS - henkilökohtainen opintosuunnitelma) มีเพื่อนหลายคนที่จำเป็นต้องเรียนภาษาเพิ่มเติม หลายคนต้องการเตรียมตัวเพื่อเรียนต่อสายอาชีพ แต่ตัวเราเองเมื่อจบแล้ว เราเลือกที่จะหางานทำ ไม่เรียนต่อ เพราะเรามีความจำเป็น มีเหตุผลส่วนตัวที่ต้องการรายได้ อีกอย่างหนึ่งคือ เราเชื่อมั่นว่ามีความสามารถมากพอที่จะได้รับคัดเลือกเข้าทำงานที่เราสนใจในขณะนั้น ซึ่งก็คือ พนักงานร้านขายยาหรือผู้ช่วยเภสัชกร (Lääketeknikko) และเราก็มีความกล้าพอที่จะเข้าไปของานจากนายจ้าง เราไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครแม้แต่สามีของเรา ทุกอย่างเราทำเอง หาข้อมูล สอบถาม และช่วยเหลือตัวเองทุกขั้นตอน

ตั้งแต่วันแรกที่เดินเข้าไปขอฝึกงานในร้านขายยา(apteekki)ใกล้บ้าน
จนถึงวันนี้ก็เกือบสี่ปีแล้ว หลายคนอาจไม่รู้ว่าเราทำอะไรมาบ้างและก็ผ่านอะไรมาบ้าง เพราะเราเองก็ไม่เคยเล่าชีวิตการทำงานในต่างแดนให้ใครฟังโดยละเอียด ใครถามก็จะเล่าให้ฟังคร่าวๆเท่านั้น ช่วงแรกๆที่มาฝึกงานเราไม่คิดอะไรมาก นอกจากมุ่งมั่นที่จะทำงานหารายได้ จุดประสงค์หลักคืองานประจำ ดังนั้นไม่ว่าจะต้องฝึกหรือเรียนรู้อะไร เราตั้งใจทำเต็มร้อยและก็ทำทุกอย่างที่ทำได้ มีความประพฤติดี ซื่อสัตย์ ขยันและอดทน ผลก็คือ เมื่อผ่านการฝึกงานรวมหกเดือน เราได้ทำสัญญาทำงานช่วงฤดูร้อนฉบับแรกเป็นเวลาหนึ่งเดือน และเมื่อพิสูจน์ตัวเองได้ว่าไม่เคยเกี่ยงงาน จึงได้รับการต่อสัญญาทำงานประจำแทนแม่บ้านที่กำลังจะเกษียณ นั่นหมายถึง ต้องทำสองหน้าที่ หน้าที่หลักคือทำความสะอาดและหน้าที่รองคือทำงานผู้ช่วยเภสัชฯอย่างที่ได้รับการฝึกฝน
ลึกๆแล้วเรารู้ตัวว่าไม่ชอบงานประเภทแรก แต่ในเมื่อมันเป็นงานประจำ สัญญาไม่มีวันหมดอายุ บวกกับสวัสดิการต่างๆที่จะได้รับเท่าเทียมกับพนักงานคนอื่นๆ นี่ไม่ใช่หรือที่เป็นจุดประสงค์หลักของเรา เมื่อเราได้รับข้อเสนอดีๆทั้งๆที่ไม่มีวุฒิการศึกษาจากสาขานี้มารองรับ แล้วเราจะไม่คว้าโอกาสนี้ไว้เลยเหรอ

และแล้วเวลาก็ผ่านไปจากเดือนเป็นปี เราค่อยๆปรับตัวกับงาน สถานที่ทำงาน รวมทั้งเพื่อนร่วมงาน ตัวงานและสถานที่ยังไม่ยากเท่าไหร่ บุคคลที่เราต้องใช้เวลาเกือบทั้งวันคลุกคลีและมีปฏิสัมพันธ์ด้วยนี่แหละ นับเป็นด่านที่ทรหดเชียวละ ขณะที่เรายังฟังภาษาพูดไม่ค่อยเข้าใจ สื่อสารยังไม่คล่อง ยังไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมการทำงานของคนที่นี่ เพื่อนร่วมงานแต่ละคนนิสัยใจคอเป็นยังไง พื้นเพมาจากไหน พูดช้า-เร็วต่างกัน เมื่อเค้าพูดภาษาท้องถิ่นของเค้าแล้วมันหมายความว่าอะไร นิสัยการทำงานของแต่ละคนเป็นยังไง มีความสนใจอะไร ควรระวังเรื่องอะไร และหัวข้ออะไรที่ไม่ควรพูด รายละเอียดมันปลีกย่อยมาก ตอนนั้นเข้าใจความรู้สึกของการเป็นคนนอกได้ดีทีเดียว เข้าใจเลยว่าการพยายามสื่อสารผูกมิตรที่รู้สึกว่าล้มเหลวหลายต่อหลายครั้งเพราะบางคนไม่มีความอดทนมากพอที่จะเข้าใจเรา หรือแย่กว่านั้นหากเราพูดหรือทำอะไรแล้วเค้าเข้าใจผิด แต่เราไม่สามารถอธิบายตัวเองได้ สถานการณ์แบบนี้มันทำให้เรารู้สึกโง่และอึดอัด เหมือนเด็กวัยอนุบาลที่นั่งหัวโด่กลางบทสนทนาของผู้ใหญ่ ไม่เข้าใจ พูดไม่คล่อง และไม่มีใครสนใจ ช่วงพักกลางวันจึงเป็นเวลาที่เราอึดอัดมากที่สุด วันแล้ววันเล่าเราอดทน เก็บความรู้สึกอัดอั้นท้อใจไว้ในใจ แล้วพูดกับตัวเองว่า ''ฉันยังไหว ฉันไม่ใช่คนโง่เพียงแต่ยังเด็ก สักวันหนึ่งฉันจะโตพอที่จะคุยกับผู้ใหญ่พวกนี้ให้ได้'' แต่รู้มั๊ย เราไม่เคยหลบหรือหนี แม้จะท้อใจแต่ไม่เคยท้อถอย เราตั้งใจทำงานทุกวัน หากมีกิจกรรมนอกเวลางานเราจะเสนอหน้าเข้าร่วมทุกครั้ง แม้จะนั่งอยู่นอกวงสนทนาและไม่เคยมีบทสนทนายาวๆกับใครแต่เราพยายามแสดงให้พวกเค้ารู้ว่า ตรงนี้ยังมีอีกคนที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีม เมื่อเวลาผ่านไปเด็กอนุบาลตัวน้อย ค่อยๆเติบโตเป็นเด็กวัยประถม พูดได้คล่องขึ้นทีละนิด และก็เติบโตอย่างช้าๆไปพร้อมๆกับการได้รับการเปิดใจยอมรับจากเพื่อนร่วมงานทุกคน แม้ขณะนี้จะยังไม่ใช่ผู้ใหญ่เต็มตัว ยังพูดสนทนาไม่ได้อย่างพวกเค้า แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่า 'ฉันไม่ใช่คนโง่' และวันนี้เองที่เราขอบคุณตัวเองที่ไม่เคยย่อท้อ

สองปีแรกเราทำงานเต็มเวลาวันละแปดชั่งโมง สัปดาห์ละห้าวัน สลับกับผู้ช่วยฯคนอื่นทำงานวันเสาร์คนละหนึ่งวันเดือนละหนึ่งครั้ง แต่ช่วงหลังๆเรารู้สึกอิ่มตัวกับงาน จึงขอทำงานแค่วันละหกชั่วโมงเท่านั้น (ปัจจุบันเวลางาน 7.30 - 13.30) แต่สามารถยืดหยุ่นได้หากมีความจำเป็น หน้าที่ในแต่ละวันของเรามีดังนี้
- งานทำความสะอาดจะใช้เวลาประมาณ 3-4ชั่วโมง ปัด กวาด เช็ด ถู ดูดฝุ่น ถูพื้น ล้างห้องน้ำ ทิ้งขยะ ซัก-รีดชุดยูนิฟอร์ม เช็ดกระจก เช็ดทำความสะอาดชั้นวางสินค้า และอีกมากมาย สรุปคือ ดูแลทำความสะอาดพื้นที่ทุกซอกมุมของร้านขายยา ทั้งชั้นบน(ส่วนที่รับลูกค้า) และชั้นล่าง(ส่วนพนักงานและห้องเก็บของ) หน้าที่ส่วนนี้สามารถจัดสรรได้โดยการจัดระดับความสำคัญ เช่นอะไรที่ต้องทำทุกวัน อะไรที่เก็บไว้ทำเพียงสัปดาห์ละครั้ง เดือนละครั้ง หรือตามฤดูกาล และอะไรที่ต้องหมั่นเช็คแล้วทำเมื่อจำเป็น นายจ้างให้อิสระในการตัดสินใจเต็มที่ และไม่มีใครคอยควบคุม
- จากนั้นชั่วโมงที่เหลือของวันเราจึงทำงานส่วนอื่นๆ เช่น แคชเชียร์ รับ-ตรวจเช็ค-และขึ้นทะเบียนยาที่ส่งมาจากโกดัง จัดวางสินค้าเข้าชั้น และบางครั้งนำยาไปส่งลูกค้านอกสถานที่ ข้อสังเกต: ผู้ช่วยเภสัชกรจะไม่สามารถให้คำปรึกษาเกี่ยวกับยาแก่ลูกค้าแต่อย่างใด เพราะเราไม่มีความรู้เรื่องยา เภสัชกรเท่านั้นที่สามารถให้คำปรึกษาเรื่องยาได้

หลายคนอาจคิดว่างานนี้ดูไม่ยาก ก็ทำความสะอาดใช้เวลาไปเกือบครึ่งวันแล้วนี่นาและแทบไม่ต้องพูดกับใคร และไม่ต้องสื่อสารกับลูกค้าเลย ภาษาคงไม่จำเป็นล่ะมั๊ง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะโดยปกติแล้วภาษาที่ใช้ในชีวิตการทำงาน ไม่ว่าจะอาชีพไหนนั้น นอกจากจะใช้สื่อสารในสถานที่ทำงาน เช่น สื่อสารกับลูกค้า สนทนากับเพื่อนร่วมงาน หรือติดต่อสื่อสารกับพนักงานจากส่วนนอก ทั้งแบบพูดและเขียนแล้ว ยังรวมถึงต้องสามารถเข้าใจข้อความต่างๆและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานต่างๆ เช่น ชื่อเครื่องมือ อุปกรณ์ สินค้า ข้อบังคับ ป้ายเตือน คู่มือ ตำรา จดหมายจากราชการ หนังสือสัญญา หนังสือแจ้งเตือน คำอธิบายเกี่ยวกับตัวบทกฎหมายแรงงาน สิทธิและหน้าที่ของผู้เสียภาษี เป็นต้น เอกสารหลายฉบับเป็นฉบับภาษาฟินนิชเท่านั้น เพียงมีระดับความยาก-ง่ายแตกต่างกันไปตามสาขาอาชีพ แล้วอย่างนี้แล้ว ยังคิดว่าภาษาไม่จำเป็นในการทำงานอีกหรือ แล้วหากมีข้อสงสัย คำถาม ข้อขัดแย้ง หรือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินในที่ทำงานขึ้นมา คุณจะขอความช่วยเหลือจากใครถ้าคุณไม่สามารถสื่อสารด้วยตัวคุณเอง

และหลายคนอาจสงสัยอีกเช่นกันว่า เราทำหน้าที่มากมายอย่างนี้แล้วเงินเดือนที่ได้มันเหมาะสมกับงานไม่เนี่ย บอกไว้เลยว่าเราได้เงินเรทเดียวกับพนักงานทำความสะอาดทั่วไป (ตามสัญญาที่ระบุใน TES) และได้เพิ่มขึ้นทุกปีตามอายุการทำงาน ซึ่งก็ไม่มากมายอะไร หลักหักภาษี(ราวๆ 10 %)และค่าสวัสดิการอื่นๆแล้วรายได้สุทธิเท่ากับหนึ่งพันยูโรนิดๆ(สัปดาห์ละห้าวัน วันละ 6 ชั่วโมง/เดือนละ 120 ชั่วโมง) จึงไม่แปลกที่เพื่อนหลายคนมีความเห็นไม่ดีงามต่องานนี้ อ้าว ก็แล้วทำไมไม่ขอเพิ่มตามระดับความยากของเนื้องานล่ะ แต่โปรดสังเกตว่า เราได้สัญญาทำงานนี้มาจากตำแหน่งพนักงานทำความสะอาดที่ว่างลง ดังนั้นหน้าที่และความรับผิดชอบหลักของเราก็ต้องเป็นส่วนที่เกี่ยวกับความสะอาด หน้าที่รองนั้นเพียงเพิ่มขึ้นมาด้วยความยินยอมและเห็นพ้องระหว่างเรากับนายจ้าง หากวันใดที่มีความสามารถเทียบเท่าผู้ช่วยคนอื่นๆ เราอาจได้รับโอกาสให้เปลี่ยนตำแหน่ง อย่างไรก็ตามหน้าที่ความรับผิดชอบและรายได้เท่านี้สำหรับเรามันค่อนข้างเพียงพอ เพราะเราไม่มีภาระทางการเงิน ไม่มีค่าเดินทาง(ที่ทำงานห่างจากที่พักประมาณ 300 เมตร จึงเดินไปทำงานทุกวัน) ไม่มีรายจ่ายฟุ่มเฟือย ไม่มีค่ารักษาพยาบาลเพราะใช้สวัสดิการรักษาพยาบาลฟรีจากนายจ้าง ที่ผ่านมาเราไม่เคยเดือดร้อนและไม่เคยหยิบยืมเงินจากใคร แถมยังสามารถแบ่งรายได้ 25% ของทุกเดือนออมเก็บในบัญชีเงินฝากเพื่ออนาคตอีกด้วย นอกจากนี้ สี่ปีที่ผ่านมาด้วยรายได้เท่านี้ เราสามารถรวบรวมนำมาปลดหนี้บัตรเครดิตของตัวเองที่มีหนี้ค้างเกือบแสนบาทภายในสี่เดือน ยื่นเอกสารขอสัญชาติฟินแลนด์แก่ตัวเองและลูกชาย เชิญคุณแม่เดินทางมาท่องเที่ยว และเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวในต่างประเทศทุกปี 

อ้อ ในเมื่อพูดเรื่องเงิน เราก็อยากฝากบอกหลายๆคนด้วยว่า โปรดอย่าดูถูกงาน ไม่ว่าจะอาชีพไหน ตำแหน่งใด สัญญาระยะสั้นหรือยาว งานก็คือแหล่งรายได้ที่คนทำควรภาคภูมิใจ และก็ภาษีจากเงินรายได้ของคนทำงานที่ส่วนหนึ่งถูกหักออกไปทุกเดือนนี่แหละ ที่รัฐแบ่งไปใช้เป็นเงินสวัสดิการแก่ผู้ที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งรวมถึงคนที่กำลังเรียนอยู่ หรือคนที่ว่างงานนั่นล่ะ

ดังนั้น ใครก็ตามที่พึ่งพิงเงินช่วยเหลือจากสำนักงานประกันสังคม หรือ'เกล่า'อยูนั้นควรทำความเข้าใจเสียใหม่ ว่าแม้ฟินแลนด์จะเสนอเงินช่วยเหลือแก่ผู้ย้ายถิ่นฐานที่มาอยู่ใหม่ แต่ก็จำเป็นจะต้องมีข้อจำกัดเพื่อถ่วงระบบให้สมดุล เพื่อที่ว่าสัดส่วนของผู้ใช้แรงงานควรจะมีมากกว่าผู้ที่ว่างงาน เหตุเพราะรัฐสวัสดิการอย่างประเทศฟินแลนด์นั้น พัฒนาเจริญก้าวหน้ามาได้ด้วยการนำเงินภาษีมาพัฒนาประเทศ และภาษีส่วนใหญ่ที่รัฐเก็บจากประชาชนก็คือภาษีรายได้ นั่นก็หมายความว่า คนทำงานนี่แหละที่เป็นผู้ขับเคลื่อนประเทศให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า (เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้วเราอาจจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน) หากคิดกลับกันว่า ถ้าสัดส่วนของประชากรผู้ใช้แรงงานน้อยกว่าประชากรที่รอการช่วยเหลือจากรัฐแล้ว รัฐจะเก็บเงินสวัสดิการต่างๆจากใคร และจะส่งผลให้มีข้อจำกัดความช่วยเหลือตามมาอย่างไร แล้วในที่สุดประเทศจะต้องรับมือการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นไร จะยังพัฒนาหรือถดถอย ดังนั้นสรุปว่า เราทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้"รับ"เงินช่วยเหลือตามสมควรจากรัฐ แต่ควรพึงระลึกอยู่เสมอว่า เมื่อถึงเวลาที่เรามีความสามารถเพียงพอ เราก็ควร"ให้"กลับคืนแก่รัฐเพื่อที่จะได้นำไปช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว บางคนอาจจะมองต่างมุม อาจแย้งว่า 'จะไม่ดีกว่าเหรอหากเราขวนขวายเรียนสายอาชีพเพื่อหางานที่ดีกว่านี้ เพื่อที่จะไม่ต้องทำความสะอาด เพื่อมีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อประกอบอาชีพที่สามารถยืดอกภูมิใจ โอ้อวดกับใครๆได้ว่าฉันมีความรู้และมีงานทำ' และแน่นอนว่าใครๆก็อยากทำงานที่ตัวเองรัก แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ทำได้ ตัวเราเองยังไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ยังไม่รู้ ยังนึกไม่ออกว่าเราอยากทำอะไร ชอบอะไร และอาชีพไหนที่เหมาะกับเรา เรามีเพียงจุดหมายเดียวในชีวิตซึ่งก็คือ "วันนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะทำให้ดีที่สุด" เพราะสิ่งที่เราทำในวันนี้มันคือสิ่งที่เราจะเหลียวกลับมาดูในวันพรุ่งนี้ และอีกครั้งในวันถัดไปและต่อไปในอนาคต เราใช้มันเป็นกำลังใจเพื่อก้าวเดินต่อไปข้างหน้า แม้บางวันรู้สึกท้อจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ หรือก็มีหลายครั้งที่สุขใจจนอยากตะโกนดังๆ แต่ทั้งหมดนี้คือประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้เราเป็นเราในวันนี้ คือประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครและหาซื้อที่ไหนไม่ได้ และมันคือบทเรียนที่เราได้มาจากหยาดเหงื่อและน้ำตา

เรารู้ตัวดีว่าเงินเดือนที่ได้รับไม่มาก หน้าที่การงานก็ไม่ได้เริ่ดหรู อวดชาวบ้านได้ และที่สำคัญเราไม่ได้เรียนสายอาชีพอะไรเพิ่มเติม ไม่มีวุฒิจากเมืองนอกที่จะนำมาซึ่งความภาคภูมิใจแต่อย่างใด ดังนั้นก็ไม่แปลกที่หลายคนอาจดูถูกงานที่เราทำ แต่เราอยากบอกว่าที่ชีวิตเราได้เดินมาถึงจุดนี้ ทุกก้าวเป็นก้าวที่เราภูมิใจ สิ่งที่เราเรียกว่าความสำเร็จมันไม่ใช่แค่วุฒิการศึกษา ใบปริญญา หรือตำแหน่งหน้าที่การงาน แต่มันคือบทเรียนจากประสบการณ์ล้วนๆ หากวันใดที่เราไม่ทำงานนี้แล้ว ท้ายที่สุดสิ่งที่เราจะได้รับอาจเป็นเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่เรียกว่าใบรับรองการทำงาน ซึ่งเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะเขียนว่าอะไร แต่เราเชื่อว่าบทเรียน มิตรภาพที่ถือกำเนิดขึ้น และความทรงจำมากมายที่ไม่อาจบรรจุอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นมันเหนือกว่าคำบรรยายใดๆ และมีค่ามากว่าใบจบการศึกษาหรือตัวเลขในบัญชีหลายเท่าตัว ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ

วันจันทร์, ตุลาคม 10, 2559

YKI TEST ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถ

มีเสียงเรียกร้องอยู่หลายเสียงจากเพื่อนๆ และมีแฟนบล็อคท่านหนึ่งขอให้ช่วยแนะนำการเตรียมสอบ YKI TEST ที่หลายคนไม่มั่นใจที่จะลงสอบ หรือบางคนก็กังวลมาก กลัวว่าจะยากเกินไป ไหนจะหาตำราและเอกสารเตรียมสอบยากยิ่งกว่างมเข็มบ้างล่ะ แล้วไหนจะต้องปรับหูปรับลิ้นให้เจ้าของภาษาเข้าใจเราให้มากที่สุดอีกล่ะ ในฐานะที่เราก็เคยเตรียมสอบมาก่อน และก็สอบผ่านแล้ว จึงขอแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับแนวข้อสอบ YKI TEST และการเตรียมตัวสอบไว้ตรงนี้ให้มากเท่าที่ตัวเองจำได้

                  


ก่อนอื่นมารู้จักเจ้าข้อสอบนี้ก่อนว่ามันคืออะไร
YKI (Yleiset Kielitutkinnot) คือ ข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำมาเพื่อวัดระดับความสามารถทางภาษา ซึ่งดำเนินการจัดสอบและตรวจสอบโดยมหาวิทยาลัยยึแวสกึแหละ (University of Jyväskylä)และรับรองโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศฟินแลนด์ (Finnish Ministry of Education) ดังนั้นจึงจัดสอบภายในประเทศเท่านั้น ส่วนใหญ่แล้วชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศฟินแลนด์จะเข้าใจว่า YKI TEST คือ ข้อสอบที่วัดระดับภาษาฟินนิช และเมื่อสอบผ่านระดับกลาง (Keskitaso) คือได้คะแนนระหว่าง 3 - 4 ในสี่ส่วน คือการฟัง พูด อ่าน และเขียน ก็สามารถใช้ใบรับรองที่แสดงผลสอบนี้ยื่นประกอบเอกสารการขอสัญชาติฟินแลนด์ (ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ 
Opetushallitus - Kielitaidon osoittaminen kansalaisuutta haettaessa และนอกจากจะมีข้อสอบวัดระดับความสามารถภาษาฟินนิชแล้ว YKI TEST ยังสามารถใช้วัดความสามารถทางภาษาอื่นๆด้วย ได้แก่ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษาอิตาเลี่ยน ภาษารัสเซีย ภาษาซามิ ภาษาสเปน และภาษาสวีดิช จุดประสงค์ของการสอบวัดระดับภาษาพวกนี้หลักๆ เพื่อนำผลการสอบใช้เป็นหลักฐานแสดงความสามารถด้านภาษานั้นๆทั้งในส่วนวิชาชีพ การเรียนการศึกษา การสมัครงาน และการขอสัญชาติฟินแลนด์
(เฉพาะผลสอบภาษาฟินนิชและภาษาสวีดิช)ดังกล่าวตอนต้น


จากประสบการณ์การเตรียมสอบวัดความสามารถทางภาษาส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะ YKI, TOEFL หรือ TOEIC โดยรวมแล้วแบ่งเป็นสองส่วนคือ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมตัวตามโครงสร้างข้อสอบ


การเตรียมเนื้อหา หมายถึง วัดความสามารถของการใช้ภาษาของเรา ความรู้ด้านไวยกรณ์แน่นรึยัง รู้คำศัพท์เพียงพอรึไม่ บอกเล่าเรื่องราวหรืออธิบายตัวเองได้ดีแค่ไหน ประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองให้ได้ทั้งสี่ทักษะ (ฟัง พูด อ่าน เขียน) แล้วเสริมในส่วนที่ต้องเสริม แต่อย่าหยุดพัฒนาส่วนที่ดีอยู่แล้วให้ดีขึ้นไปอีก และที่สำคัญเตรียมคำตอบใหกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตทั้งในชีวิตประจำวัน หรือกรณีฉุกเฉิน เช่น ก็อกน้ำรั่ว เห็นคนเดินลัดคิว พบเจออุบัติเหตุ กระเป๋าหรือมือถือหาย เราจะรับมือกับสถานการณ์พวกนี้ได้อย่างไร เป็นต้น รวมทั้งฝึกการสื่อสารด้านอื่นๆ เช่นการโต้ตอบทางอีเมล์ เขียนโปสการ์ดหรือจดหมาย หรือบทเขียนแสดงทัศนคติ เป็นต้น

ส่วนการเตรียมตัวตามโครงสร้าง คือ เตรียมตัวสอบตามโครงสร้างของข้อสอบ เช่น
ข้อสอบมีอยู่สี่ส่วน(สี่พาร์ท) หากจำไม่ผิดจะเริ่มจากพาร์ทการอ่าน (Tekstin ymmärtäminen) กำหนดให้อ่านบทความหัวข้อหลากหลายและมีความสั้นยาวแตกต่างกัน ระหว่าง 3-6 บทความ ควรศึกษาก่อนว่าพาร์ทนี้มีกำหนดเวลาทำข้อสอบทั้งหมดกี่นาที ควรใช้เวลาอ่านเฉลี่ยตอนละกี่นาทีและตอบคำถามกี่นาที และควรเผื่อเวลาตรวจแก้คำตอบในตอนท้ายกี่นาที
** ไม่จำเป็นต้องรู้ศัพท์ทุกคำ เพียงอ่านบทความแล้วสามารถหาคำ key words หรือคำใบ้ที่บอกใจความสำคัญหรือใจความหลักในแต่ละย่อหน้า ซึ่งส่วนใหญ่จะกล่าวถึงซ้ำๆ ก็จะสามารถจับประเด็นเรื่องราวที่ย่อหน้านั้นต้องการสื่อสารแล้ว หากต้องการทำข้อสอบให้ไวที่สุด ควรอ่านชื่อเรื่องเป็นอย่างแรก(หากมี) 
แล้วกวาดตาอ่านทั้งบทความหนึ่งรอบเพื่อตอบคำถามคร่าวๆว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร ซึ่งส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง จากนั้นอ่านคำถามและพิจารณาตัวเลือกที่ให้มา แล้วกลับไปอ่านประโยคแรกของแต่ละย่อหน้า วิธีนี้ทำให้สามารถเดาได้ว่าจะพบคำตอบได้จากย่อหน้าใด ไม่เช่นนั้นก็สามารถกวาดตาหาคำตอบได้จากย่อหน้าใกล้เคียง เป็นต้น เมื่อได้คำตอบแล้วก็อ่านคำถามข้อต่อไป หากไม่แน่ใจให้เลือกคำตอบที่เดาว่าถูกที่สุดไปก่อน แล้วกลับมาทำอีกครั้งหากยังเหลือเวลา อย่างไรก็ตาม หมั่นเช็คเวลาขณะทำข้อสอบและอย่าลืมเผื่อเวลาตรวจทานก่อนส่งกระดาษข้อสอบ

จากนั้นจะต่อด้วยพาร์ทการเขียน (Kirjoittaminen) เท่าที่จำได้จะแบ่งเป็นสองหรือสามหัวข้อหลัก ข้อแรกจะระบุสถานการณ์มาให้และสั่งให้เราเขียนจดหมาย หรืออีเมล์ ถึงบุคคลนี้ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะใช้ฟอร์มไหนและเขียนอธิบายอย่างไร และอีกหัวข้อหนึ่งมีโจทย์หรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และต้องการให้เราเขียนเรียงความแสดงทัศนคติของเราต่อโจทย์ที่ให้มา กำหนดเวลาทำข้อสอบพาร์ทเขียนทั้งหมดไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ภายในเวลาที่กำหนดนี้ ก่อนอื่นควรตัดสินใจเลือกข้อเขียนหัวข้อใดที่ถนัดที่สุดก่อน แล้วเผื่อเวลาระดมความคิดและวางแผนโครงสร้างก่อนที่จะเริ่มเขียน และอย่าลืมตรวจทานการสะกดคำ และนับจำนวนคำอีกสักนิด
(หากจำไม่ผิดข้อสอบการเขียนโดยเฉพาะเรียงความแสดงความคิดเห็นจะมีข้อกำหนดจำนวนคำอยู่ด้วย เช่น ต้องเขียนไม่ต่ำกว่า 200 คำ)
**อย่าลืมโครงสร้างเรียงความที่ต้องมีอย่างน้อยสามย่อหน้า ได้แก่ส่วนคำนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนสรุป แม้ว่าส่วนเนื้อเรื่องจะสามารถแยกได้เป็นหลายย่อหน้า แต่ควรระบุใจความสำคัญของแต่ละย่อหน้าอย่างชัดเจนซึ่งส่วนใหญ่เขียนเป็นประโยคแรกของย่อหน้า และเมื่อมีใจความหลักแล้วก็ควรเขียนสนับสนุนใจความหลักให้เหตุผลสอดคล้องกัน อย่าลืมการใช้เครื่องหมายวรรคตอนอย่างถูกต้อง ส่วนการแต่งประโยคนั้นหากไม่มั่นใจเกี่ยวกับไวยกรณ์ หรือคำศัพท์ แนะนำให้เขียนประโยคง่ายแต่ตรงประเด็น ดีกว่าการใช้ประโยคที่ซับซ้อนหรือใช้คำศัพท์ที่อาจไม่เกี่ยวเนื่องกับใจความหลัก นอกจากนี้ควรเขียนเรียงความให้ยาวที่สุดเท่าที่เวลาจะอำนวย เพราะทุกคำทุกประโยคที่นำมาเรียบเรียงเขียนตอบสามารถเรียกคะแนนได้ไม่มากก็น้อย

เมื่อสอบพาร์ทเขียนแล้ว ผู้เข้าสอบจะได้พักครู่ใหญ่เพื่อทานอาหารว่างที่เตรียมไปเอง หรือเข้าห้องน้ำ

จากนั้นจะย้ายห้องสอบไปยังห้องสตูดิโอ เพื่อเริ่มสอบพาร์ทการฟัง (Puheen ymmärtäminen) เจ้าหน้าที่จะจัดให้ผู้สอบหนึ่งคนนั่งโต๊ะที่มีคอมพิวเตอร์หนึ่งตัวต่อเข้ากับ headset ซึ่งเราจะสอบพาร์ทฟังและพูดในห้องนี้ เริ่มจากพาร์ทฟังที่เราฟังคำสนทนา ประกาศต่างๆ แล้วตามด้วยคำถามจากหูฟัง ผู้สอบจะเขียนตอบลงบนกระดาษคำตอบของตัวเอง ส่วนตัวคิดว่าพาร์ทนี้ง่ายที่สุด เพราะไม่ต้องบริหารเวลาด้วยตัวเอง สคริปท์จะรันไปเองเรื่อยๆ แล้วจึงหยุดให้เราเขียนตอบ เราสามารถจดโน้ตลงบนกระดาษเปล่าที่เจ้าหน้าที่ให้มาได้ แต่เราเองก็ต้องมีสมาธิจดจ่อกับบทสนทนาที่เรากำลังฟังด้วยและควรฝึกจดโน้ตให้เร็วแต่เข้าใจง่ายที่สุด

และก็มาถึงพาร์ทที่ส่วนตัวคิดว่ายากที่สุด แต่ใช้เวลาน้อยที่สุด นั่นคือพาร์ทการพูด (Puhuminen) หลังจากพาร์ทการฟังสิ้นสุดลงผู้เข้าสอบจะยังสวมหูฟังอยู่และต้องจัดตำแหน่งไมโครโฟนให้ถูกต้อง เพื่อที่จะสามารถพูดเพื่ออัดเสียงลงในไมโครโฟนได้อย่างถนัด และเมื่อได้ยินโจทย์จากหูฟังหรือได้อ่านคำถามบนจอคอมพิวเตอร์แล้ว จะได้รับเวลาชั่วครู่เพื่อเตรียมคำตอบก่อนที่จะพูดตอบลงในไมโครโฟน โจทย์มีประมาณ 2-4 ข้อที่เกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น จองเวลาตัดผม นัดหมอ สนทนากับเพื่อน หรือสมมติสถานการณ์หลายๆสถานการณ์แล้วให้เราพูดโต้ตอบกับเทปจากคอมพิวเตอร์ ช่วงที่เตรียมคำตอบสามารถเขียนแนวทางคำตอบลงไปบนกระดาษเปล่าก็ได้ แต่ต้องนึกคำตอบให้เร็วเพราะ มีเวลาเตรียมตัวไม่มาก 
(สามสิบวินาทีถึงสองนาทีแล้วแต่ความยากง่ายของคำถามและความยาวของคำตอบที่กำหนดให้พูด) เช่น ให้เหตุการณ์สมมุติมาว่า "คุณเพิ่งเดินทางกลับมาถึงสนามบินเฮลซิงกิ-วันตา แต่ปรากฎว่ากระเป๋าเดินทางของคุณหาย คุณจะแจ้งเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเกี่ยวกับกระเป๋าที่หายอย่างไร" ให้เวลาเตรียมตัวสามสิบวินาที และให้เวลาพูดตอบภายในหนึ่งนาที เป็นต้น เมื่อคำสั่งให้เริ่มพูด เราต้องพูดลงในไมโครโฟนที่ติดอยู่กับ headset คอมพิวเตอร์ก็จะเริ่มจับเวลาและทำการอัดเสียงของเราและเซฟเก็บเอาไว้เพื่อส่งต่อไปยังเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจข้อสอบ
**ขณะที่สอบพูด ต้องแน่ใจว่าพูดชัด เสียงไม่ดังหรือเบาเกินไป และต้องมีสมาธิอย่างมากเพราะผู้สอบทั้งห้องจะเริ่มพูดพร้อมกัน แม้จะมีส่วนกั้นระหว่างโต๊ะคอมพ์และผู้เข้าสอบแต่ละคนสวมหูฟังอยู่ แต่ก็ยังได้ยินเสียงคนอื่นพูด โดยเฉพาะคนข้างๆที่จะชัดมากเป็นพิเศษ ต้องตั้งสติให้ดี)นอกจากนี้พยายามพูดให้ครบเวลาที่ให้มาแม้ว่าจะตอบคำถามจบไปแล้วก็ตาม พูดสนับสนุนคำตอบหรือเพิ่มเติมอะไรก็ได้ที่ไม่เรื่อยเปื่อยเพราะทุกอย่างนับเป็นคะแนนทั้งนั้น 
(และพยายามใช้เวลาให้ครบ ไม่ขาดและอย่าให้เกิน) การเตรียมตัวในพาร์ทนี้สามารถลองอัดเสียงตัวเองโดยใช้หูฟังต่อกับไมโครโฟนเพื่อทำความคุ้นเคยกับการอุปกรณ์ที่ใช้ในสตูดิโอ และลองปรับน้ำหนักเสียงของตัวเองขณะที่พูดให้ดัง ฟังชัดและพูดลงจังหวะให้พอเหมาะ พร้อมจับเวลาเพื่อฝึกฝนการบริหารเวลาขณะที่พูดไปด้วย

ติดตามอ่าน ตำราและลิ้งค์ที่แนะนำเพื่อเตรียมตัวสอบ YKI เร็วๆนี้